กลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมกลิ่นวานิลลาผสมมัสก์ลอยวนอยู่ในพื้นที่จำกัด ระหว่างเราสองคนที่ยืนประจันหน้ากันในห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะช่วยขับให้บรรยากาศรอบตัวดูน่าอึดอัดและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่าเดิม
"นายจะมองหน้าฉันแบบนี้ไปถึงไหน คินน์"
รินเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววพยศยามนี้กลับมีความไหวระริกเจืออยู่เบื้องลึก สติปัญญาและไหวพริบทั้งหมดที่มีดูเหมือนจะใช้ไปกับการพยายามควบคุมจังหวะการหายใจของตัวเองไม่ให้สั่นไหวไปตามแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังโอบล้อมรอบตัวเรา
คินน์ไม่ได้ตอบทันที มาเฟียหนุ่มร่างสูงโปรดปรานการใช้อำนาจคุกคามด้วยความนิ่งงัน เขาก้าวเข้าไปประชิดทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ดุจพญาเสือโคร่งที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุมโดยไร้ทางหนีทีไล่ แววตาคมกริบของอีกฝ่ายจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของริน ราวกับต้องการจะควักเอาความลับทุกอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้นออกมาตีแผ่ให้หมดสิ้น
"เพราะนายมันน่ารำคาญ" คินน์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ รอดไรฟันออกมาเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความรู้สึก "ปากเก่ง ทันคน ไม่เคยเชื่อฟัง แถมยังชอบทำตัวให้ฉันต้องเป็นห่วงอยู่เรื่อย... นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร ริน ถึงกล้าทำให้ฉันหัวปั่นได้ขนาดนี้"
"ฉันไม่ได้ขอให้นายมาห่วงสักหน่อย ดีลระหว่างเรามันก็แค่เรื่องธุรกิจ นายจ้าง ฉันลูกจ้าง แค่นั้นเอง... อื้อ!"
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อคินน์ไม่เปิดโอกาสให้รินได้ต่อปากต่อคำอีกต่อไป ร่างสูงขยับเข้าประชิดจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นหนังสือด้านหลังอย่างจัง ก่อนที่มือหนาจะยกขึ้นวางทาบกับกรอบไม้เพื่อกักขังอิสรภาพของคนตรงหน้าไว้โดยสมบูรณ์ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันและกันทำให้ผิวแก้มนวลขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
หัวใจของรินเต้นโครมครามราวกับกลองศึก ความโกรธขึงและความถือดีที่เคยมีถูกความใกล้ชิดนี้แผดเผาจนมอดไหม้ ดวงตาคู่สวยมองริมฝีปากที่ขยับพูดจาร้ายกาจเมื่อครู่สลับกับดวงตาคมปลาบที่ฉายแววความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะนิยาม
"ธุรกิจงั้นเหรอ..." คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นแหบพร่า ดวงตาคู่คมจดจ้องมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่าของริน "มีสัญญาฉบับไหนในโลกนี้ที่บ้าพอจะสั่งให้ฉัน... รู้สึกทรมานทุกครั้งที่เห็นนายเจ็บตัวบ้างล่ะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ คำพูดนั้นไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่การประชดประชัน แต่มันคือความจริงดิบเถื่อนที่ถูกกลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจคนพูด คินน์ลดทอนเกราะป้องกันทั้งหมดลงในวินาทีนี้ เหลือเพียงความจริงใจที่เปี่ยมล้นจนน่ากลัว ดวงตาของมาเฟียหนุ่มอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด นิ้วเรียวยาวเอื้อมออกไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของรินอย่างทะนุถนอมโดยไม่รู้ตัว
รินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความแข็งกร้าวในแววตาระเหยหายไปจนหมดสิ้น หัวใจที่เต้นรัวสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้เป็นครั้งแรก สมองสั่งให้ผลักไส แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการยืนนิ่งงิ่ง ปล่อยให้ความรู้สึกบางอย่างไหลซึมเข้าสู่หัวใจอย่างช้าๆ
บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานล้ำและเปราะบาง คินน์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ระยะห่างที่ลดลงเหลือเพียงเสี้ยววินาทีทำให้รับรู้ได้ถึงไออุ่นจากกันและกัน สายตาทั้งคู่ประสานกันลึกซึ้ง ราวกับโลกใบนี้หยุดหมุนเหลือเพียงแค่เราสองคน
*นี่สินะ... สิ่งที่เขาเก็บงำมาตลอด* รินคิดในใจ ลมหายใจสะดุดติดขัด
คินน์สูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ต่อเด็กดื้อตรงหน้า ริมฝีปากหยักลึกขยับเตรียมจะเอื้อnเอ่ยประโยคสำคัญที่เขาไม่เคยพูดกับใครตลอดชีวิตที่ผ่านมา
"ริน... ฉัน..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำสั่นไหวเล็กน้อย เป็นสัญญาณความจริงจังขั้นสุดที่รินไม่เคยได้ยินมาก่อน หัวใจของรินเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความรู้สึกนับร้อยตีรวนอยู่ในความเงียบงัน รอคอย... รอคอยคำๆ นั้นที่จะเปลี่ยนสถานะของเราไปตลอดกาล
ทว่า... ในวินาทีที่เส้นด้ายแห่งความรู้สึกตึงเครียดถึงขีดสุด
"ฉัน... ฉันเกลียดรอยยิ้มงี่เง่าเวลาน นายทำตัวน่ารำคาญแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ!"
จู่ๆ คินน์ก็ชะงักกึก สติที่หลุดลอยไปกับความเคลิบเคลิเคลิบเคลิ้มดึงกลับมาด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัว มือที่เคยเกลี่ยผมให้อย่างอ่อนโยนพลเปลี่ยนเป็นผลักไหล่บางออกห่างเบาๆ พร้อมกับคำพูดตัดพ้อที่สวนทางกับความจริงในใจอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าคมคายบึ้งตึงขึ้นทันตาเห็นเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งพล่าน
รินกะพริบตาปริบๆ สมองที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับบรรยากาศโรแมนติกถึงกับสะดุดกึก ปรับโหมดตามอารมณ์เอาแต่ใจของคนตรงหน้าแทบไม่ทัน เมื่อครู่ยังทำท่าเหมือนจะบอกรักซึ้งๆ อยู่หยกๆ แต่ไหงตอนนี้ถึงกลายร่างเป็นหมาบ้าปากร้ายไปได้เล่า!
"นายว่าอะไรนะ?" รินขมวดคิ้วมุ่น ความซาบซึ้งเมื่อครู่วันนี้มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความหมั่นไส้ระดับสิบ "เมื่อกี้เกือบจะบอกอะไรฉัน ไหนพูดใหม่อีกทีซิไอ้มาเฟียประสาท!"
"ฉันไม่ได้จะบอกอะไรทั้งนั้น หูฝาดไปเองหรือไงเด็กปากดี!" คินน์เสียงดังกลบเกลื่อน ใบหูขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัดแม้พยายามจะตีหน้าตายกลบเกลื่อนความพิรุธสุดฤทธิ์ "เลิกทำหน้าโง่แล้วถอยไปซะ เกะกะลูกตาชะมัด!"
"ฮ่าๆๆ นายเนี่ยนะ... ปอดแหกเป็นบ้าเลยคินน์!" รินหัวเราะออกมาอย่างหมั่นไส้ ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปแทนที่ด้วยความกวนประสาทที่กลับมาเต็มร้อย "เกือบจะพูดคำนั้นอยู่แล้วเชียว กลัวอะไรล่ะ หรือกลัวว่าพูดออกไปแล้วฟอร์มจะแตกหรือไงคุณชาย"
"ริน! อยากลองดีกับฉันนักใช่ไหม ห๊ะ!" คินน์ทำท่าจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนคนปากเก่งให้เข็ดหลาบอีกรอบด้วยความฮึดฮัด
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการปะทะคารมอย่างรวดเร็วและไร้มารยาท ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต ร่างของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังเราทั้งคู่
"ขอโทษทีครับที่ขัดจังหวะสวีท... แต่ดูเหมือนว่าพวกคุณจะมีเรื่องด่วนต้องเคลียร์กันข้างนอกซะแล้วล่ะครับ"
รอยยิ้มของแขกผู้มาเยือนทำให้รินและคินน์ต้องหันขวับไปมองพร้อมกัน และในเสี้ยววินาทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้าของอีกฝ่าย หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความเขินอายเมื่อครู่กลับดิ่งวูบลงสู่เหวลึกด้วยความตกใจ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับ "มหายุทธ์ไร้เทียมทาน" มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
ดีลลับฉบับหมาโบ้ (The Contractual Pet)•ตอนที่ 25
คำสารภาพที่กลืนหาย
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับหมาโบ้ (The Contractual Pet) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!