กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับความเงียบงันในห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรูช่วยขับเน้นบรรยากาศตึงเครียดให้เด่นชัดขึ้น ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตากลับไม่ใช่ทิวทัศน์ยามบ่ายของมหานครเบื้องล่าง แต่เป็นร่างสูงใหญ่ของประธานหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าไร้ความปรานี ทว่าเวลานี้กลับกำลังยืนถือกระดาษโน้ตสีชมพูสะท้อนแสงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังอ่านแผนยุทธศาสตร์กู้ชาติ
“คุณคินน์ครับ ถ้าจะให้ผมเอาเอกสารชุดนี้ไปส่งให้คุณรินจริงๆ ผมเกรงว่าผมอาจจะไม่ได้กลับมาเหยียบออฟฟิศนี้อีกเลยนะครับ”
เลขาหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเหลือบมองเจ้านายสลับกับกระเช้าผลไม้พรีเมียมและช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตาที่กองอยู่มุมห้อง
“นายกลัวอะไร เลโอ?” คินน์ปรายตามองลูกน้องเสียงเรียบ ทว่าสันกรามคมชัดนั้นขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน “แค่ไปส่งของ ไม่ได้ให้ไปรบแนวหน้า”
“แต่ของในมือคุณคินน์มันคือ... โฉนดที่ดินพร้อมบ้านหลังใหม่ และ... เอ่อ... สัญญาโอนกรรมสิทธิ์รถสปอร์ตทุกคันเป็นชื่อคุณรินนะครับ แถมยังมีสมุดบัญชีที่เซ็นชื่อสละสิทธิ์การควบคุมทุกอย่างไว้หมดแล้วด้วย แบบนี้เขาไม่เรียกว่าง้อครับ เขาเรียกว่ายกสมบัติทั้งชีวิตให้เขาไปปล้นชัดๆ”
คินน์ตวัดสายตาดุราวกับสัตว์ป่าจ้องเหยื่อ เลโอจึงรีบหุบปากฉับทันที ประธานหนุ่มพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างหงุดหงิด เขาไม่ได้สนใจทรัพย์สินเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ค้างคาอยู่ในใจคือภาพแผ่นหลังบางที่ก้าวเดินออกไปจากห้องเมื่อวานโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ความเย่อหยิ่งและดื้อรั้นของรินกำลังแผดเผาความมั่นใจของเขาจนมอดไหม้ และในฐานะที่เขาไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับสิ่งใด นี่จึงไม่ใช่การยอมจำนน แต่มันคือการทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของเขาด้วยวิธีที่เด็ดขาดที่สุด
“ฉันจะไปเอง”
คำพูดสั้นๆ นั้นทำเอาเลโอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันจะได้ทักท้วง ร่างสูงในชุดสูทราคาแพงก็คว้าช่อดอกไม้และกล่องกำมะหยี่สีดำเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปอย่างไร้ความลังเล
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ คาเฟ่เล็กๆ ใกล้กับมหาวิทยาลัยที่รินใช้เป็นสถานที่ทำงานพาร์ทไทม์ บรรยากาศภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความสงบ ทว่าความสงบนั้นกลับถูกทำลายลงทันทีเมื่อประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลปรากฏตัวขึ้นในชุดสูทสั่งตัดพิเศษ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของลูกค้าและพนักงานในร้าน
รินที่กำลังเช็ดเคาน์เตอร์อยู่ถึงกับชะงักมือ ดวงตากลมโตมองคนที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งประหลาดใจแกแกมระอา
“คุณว่างมากหรือไง ถึงได้มาเดินเกะกะแถวนี้?” รินเอ่ยขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเปิดฉาก น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความเย้ยหยัน “หรือว่าที่บริษัทใหญ่โตนั่นไม่มีงานให้ทำ จนต้องมาเดินหาเรื่องใส่ตัวถึงมหาวิทยาลัย?”
คินน์ไม่ได้ตอบคำถามทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าหวานที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นผิวเนียนและกล้ามเนื้อสมส่วนตามประสาคนทำงาน ท่าทางที่เชิดรั้นและริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยนั่นแหละที่เขากำลังคิดถึงจนแทบบ้า
เขาวางช่อดอกไม้ลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง “ตุบ” จนรินสะดุ้ง
“มองอะไร? ดอกไม้นี่ให้” คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ตามวิสัย แต่แววตาที่มองกลับเต็มไปด้วยความเว้าวอนที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้อย่างสุดความสามารถ
รินก้มมองช่อดอกไม้สลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ดูจะไร้ฟอร์มสิ้นเชิง มุมปากบางกระตุกยิ้มเยาะ “ดอกไม้เหี่ยวๆ กับมาเฟียสมองกลับเนี่ยนะ เข้ากันดีนี่ครับ... แต่เสียดาย ผมไม่รับของโจร”
“นี่ไม่ใช่ของโจร นี่คือของที่ฉันหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง และยกให้เธอด้วยความเสน่หา” คินน์ก้าวเข้าไปประชิดเคาน์เตอร์มากขึ้น จนรินต้องเอนตัวหนีตามสัญชาตญาณ “เลิกทำตัวดื้อด้านสักทีได้ไหมริน ฉันมาง้อขนาดนี้แล้ว ยังจะต้องการอะไรอีก?”
“ใครใช้ให้คุณมาง้อ?” รินตอกกลับเสียงแข็ง ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ “คุณคิดว่าเอาเงินเอาของมากองตรงหน้าแล้วทุกอย่างมันจะจบงั้นเหรอ? คุณทำตัวแย่ใส่ผม บงการชีวิตผม ดูถูกผมสารพัด แล้วคิดว่าจะใช้เงินซื้อความรู้สึกผมได้หรือไง คุณมันก็เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเดิม ไม่เคยแคร์ความรู้สึกใครเลยสักนิด!”
คำพูดนั้นทำเอาคินน์นิ่งงิ่งไปชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาคมจะอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อมือเรียว แต่มือบางกลับปัดออกทันทีอย่างไม่ใยดี
“อย่ามาแตะต้องตัวผม” รินถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าจริงจังและเด็ดเดี่ยว “ถ้าคุณยังไม่เข้าใจว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร ต่อให้คุณเอาสมบัติทั้งประเทศมาให้ผม ผมก็ไม่เอา... เชิญกลับไปซะเถอะครับ”
คินน์มองมือตัวเองที่ว่างเปล่า ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ความร่ำรวยและอำนาจที่มีไม่สามารถใช้ต่อรองอะไรได้เลย รินไม่ได้ต้องการเงินทองของเขา รินต้องการความจริงใจและความเคารพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองบกพร่องมาตลอด
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก กวาดสายตามองไปรอบร้านที่มีสายตาของผู้คนนับสิตคู่กำลังจับจ้องมาที่พวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่าเขากลับไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป
“ถ้าเงินมันซื้อใจเธอไม่ได้...” คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จริงจังจนรินต้องชะงัก “งั้นฉันจะใช้ชีวิตที่เหลือของฉัน... เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นเองว่าฉันเปลี่ยนไปแล้ว”
รินขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบกับคำพูดนั้น “คุณพูดบ้าอะไร...”
“ฉันไม่ได้บ้า” คินน์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเขากับรินแทบจะไม่มีเหลือ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้นราวกับจะสลักภาพของอีกฝ่ายไว้ในความทรงจำ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คินน์คนเดิมที่เอาแต่ใจตัวเองคนนั้นมันตายไปแล้ว... เหลือแต่ห... เออ... เหลือแต่คนที่จะยอมก้มหัวให้เธอคนเดียวแล้ว”
ประธานหนุ่มเกือบจะหลุดคำว่า 'หมาบ้า' ออกมาตามที่เลียบแบบในใจ แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่จึงเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน ทว่าสีหน้าและแววตากลับฟ้องชัดเจนว่าเขายอมจำนนต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างราบคาบแล้ว
รินอ้าปากค้างเล็กน้อย สมองประมวลผลไม่ทันกับความหน้าไม่อายและคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังพะว้าพะวงและหัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอกนั้นเอง เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณคินน์ครับ! แย่แล้วครับ ทางบอร์ดบริหารกำลังรวมตัวกันที่เพนต์เฮาส์ พวกเขารู้เรื่องที่คุณถอนชื่อออกจากกองมรดกแล้วกำลังจะ...”
ยังไม่ทันที่เลขาหนุ่มจะได้พูดจบประโยค เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของคินน์ก็แผדเสียงดังลั่นขึ้นตัดจังหวะความตึงเครียดนั้นทันที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ไปกับผมนะครับ
ดีลลับฉบับหมาโบ้ (The Contractual Pet)•ตอนที่ 33
โบ้เต็มตัว
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับหมาโบ้ (The Contractual Pet) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!