ระบบลูปเวลาของผมมันบอกว่าคุณต้องใจดีกับผม•ตอนที่ 13

ยินดีต้อนรับสู่หลัก 2: สถาบันมิติขั้นสูง

ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
“ค่าเบี่ยงเบนของสนามพลังงานควอนตัมในเขตพื้นที่ศูนย์กลางยังคงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 0.03... ถ้าคุณยังเดินทอดน่องด้วยความเร็วระดับเต่าคลานเช่นนี้ เกรงว่าเราคงต้องใช้เวลาอีกสามกัลปัปกว่าจะได้ย่างกรายเข้าไปในหอประชุมใหญ่ครับ ดร.ไอรีล” เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางทางเดินกระจกใสที่สะท้อนแสงระยิบระยับของดวงดาวนับล้านดวงจากภายนอกโครงสร้างสถานีอวกาศ เซรินยืนกอดอกพิงกรอบประตูทางเชื่อมมิติ โดยมีนาฬิกาโฮโลแกรมลอยวนอยู่เหนือข้อมือซ้าย ตัวเลขสีฟ้าใสกำลังกระพริบถอยหลังอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนสติว่าพวกเขาเหลือเวลาอีกเพียงสิบห้านาทีก่อนพิธีปฐมนิเทศจะเริ่มต้นขึ้น ดร.ไอรีลหยุดเดินทันที ร่างเพรียวในชุดโค้ตคลุมสีขาวสนิทของนักวิจัยระดับสูงสะบัดพลิ้วตามแรงโน้มถ่วงจำลอง เธอนัยน์ตาคมกริบราวกับเศษเสี้ยวของดาราจักรคู่ขนานหันกลับมามองลูกศิษย์จำเป็นที่ดูเหมือนจะสนุกสนานกับสถานการณ์อันตึงเครียดนี้เสียเหลือเกิน “ถ้าคุณยังมีเวลามานั่งคำนวณอัตราความเร็วในการเดินของฉัน เซริน... ทำไมไม่เอาสมองอันปราดเปรื่องของคุณไปทบทวนกฎระเบียบข้อบังคับความปลอดภัยของสถาบันมิติขั้นสูง ที่คุณเพิ่งทำลายสถิติทำคะแนนทดสอบตกต่ำที่สุดในรอบทศวรรษดูล่ะครับ?” น้ำเสียงเรียบสนิทแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์เอ่ยขึ้น พร้อมกับที่เธอสาวเท้าเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมจางๆ ของสารเคมีบริสุทธิ์และโอโซนลอยแตะจมูก “นั่นไม่ใช่ความผิดผมเสียหน่อยครับอาจารย์... ระบบลูปเวลาต่างหากที่เป็นคนเลือกคำตอบข้อนั้นให้ผมโดยอัตโนมัติ แถมยังอ้างว่ามันคือ ‘กลยุทธ์การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก’ อีกต่างหาก” เซรินยิ้มรับบางๆ แววตาสีเข้มไหวระริกด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่ยากจะคาดเดา “อีกอย่าง การได้คะแนนต่ำสุดไม่ได้หมายความว่าผมโง่ครับ มันแค่หมายความว่า... ผมชอบความท้าทายในการปีนป่ายจากจุดต่ำสุดขึ้นไปตบหน้าพวกหัวกะทิอวดดีต่างหากล่ะครับ” คำพูดนั้นทำให้ดร.ไอรีลถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เธอมองหน้าเด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มประดับอยู่บนมุมปากเสมอคนนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่ลูปเวลาบ้าๆ นั่นดึงเขากスเข้ามาพัวพันกับชีวิตของเธอ ความเงียบสงบในห้องทดลองส่วนตัวก็ไม่เคยหลงเหลืออยู่อีกเลย เซรินไม่ได้เป็นเพียงแค่นักคำนวณอัจฉริยะธรรมดา แต่เขาคือตัวแปรอันตรายที่สามารถคำนวณความเป็นไปได้นับล้านในเสี้ยววินาที และที่สำคัญที่สุด... เขามักจะใช้ความ “หน้ามึน” ของตัวเองทะลวงผ่านกำแพงป้องกันความรู้สึกที่เธอสร้างขึ้นมานานนับปีได้อย่างหน้าตาเฉย “ระวังคำพูดของคุณไว้ให้ดี เซริน ที่นี่ไม่ใช่สถาบันวิจัยเขตสามัญ... สถาบันหลักแห่งนี้เต็มไปด้วยนักเรียนหัวกะทิที่ถูกคัดเลือกมาจากหนึ่งในล้านจากทุกกาแล็กซี พวกเขาคือผู้ครอบครองพรสวรรค์ระดับพระเจ้า และพร้อมจะเหยียบย่ำคนที่ไร้ความสามารถให้จมดินได้ทุกเมื่อ” ดร.ไอรีลเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น พร้อมกับใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนแผงควบคุมมิติเพื่อเปิดประตูบานยักษ์เบื้องหน้า *ครืนนน—!* เสียงกลไกของประตูโลหะผสมไทเทเนียมควอนตัมเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นภาพภายในที่ทำให้แม้แต่เซรินยังต้องหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัส หอประชุมกลางของสถาบันมิติขั้นสูงมีขนาดใหญ่โตมโหฬารราวกับจักรวาลขนาดย่อม พื้นที่ภายในไร้แรงโน้มถ่วงแต่ถูกตรึงไว้ด้วยสนามพลังงานแม่เหล็กเพื่อให้ทุกคนสามารถยืนหยัดอยู่บนพื้นใสที่มองทะลุเห็นกลุ่มเนบิวลาหมุนวนอยู่เบื้องล่าง แสงไฟนีออนสีครามสาดส่องกระทบกับร่างของเหล่านักเรียนนับพันคนที่ยืนรวมกลุ่มกันตามสังกัดและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ออร่าพลังงานจิตและคลื่นสมองอันเข้มข้นแผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบตัวสั่นไหว ทันทีที่ร่างของดร.ไอรีลและเซรินก้าวล่วงผ่านประตูเข้าไป สายตานับพันคู่ก็พุ่งตรงมายังพวกเขาราวกับลูกศรนับร้อยดอกที่ถูกปล่อยออกจากแหล่ง “นั่น... ดร.ไอรีลไม่ใช่เหรอ? นักวิทยาศาสตร์อายุน้อยที่สุดที่ได้ครอบครองสิทธิ์เข้าถึงแกนกลางมิติเวลานี่นา” “แล้วเด็กหนุ่มที่เดินตามหลังเธอมานั่นใครกัน? หน้าตาดูไม่คุ้นเอาเสียเลย แต่งตัวก็ธรรมดา... หรือจะเป็นเด็กเส้นที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่จากเขตชายขอบ?” เสียงซุบซิบนินทาดังระงมขึ้นจากกลุ่มนักเรียนแถวหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มเยาวชนเชื้อสายขุนนางจากดาวเคราะห์แม่ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดในจักรวาล รัศมีแห่งความหยิ่งทะนงและเหยียดหยามแผ่ออกมาจากตัวของพวกเขาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผมสีเงินยวงผู้สวมเสื้อคลุมปักตราสัญลักษณ์มังกรดารา ซึ่งยืนกอดอกมองมาที่เซรินด้วยแววตาสสมเพชเวทนา เซรินไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขากลับยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย รอยยิ้มสุภาพยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับว่าสายตากดดันนับพันคู่นั้นเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ “ดูเหมือนว่าการต้อนรับของพวกเขากระตือรือร้นกว่าที่เราคาดไว้นะครับอาจารย์... สงสัยผมคงต้องรีบทำตัวให้เป็นที่รักของทุกคนเสียแล้วล่ะครับ” เซรินกระซิบเบาๆ ข้างหูของดร.ไอรีล จนเจ้าตัวต้องเหลือบตามองค้อนด้วยความหมั่นไส้ “ถ้าคุณยังไม่อยากโดนส่งกลับไปทำความสะอาดห้องเครื่องยนต์ของยานขนส่งขยะเขตเจ็ด ก็หุบปากแล้วเดินตามมาเงียบๆ ซะ เซริน” ดร.ไอรีลเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าไปยังแถวที่นั่งสำหรับคณะที่ปรึกษาและนักเรียนใหม่ในความดูแล ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปถึงที่นั่ง ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มผมสีเงินยวงคนเดิมก็ก้าวเท้าออกายมาขวางทางไว้ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ดวงตาสีฟ้าจัดจ้องมองเซรินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความดูแคลน “ขออภัยด้วยครับ ดร.ไอรีล... แต่ดูเหมือนว่าปีนี้ทางสถาบันจะลดมาตรฐานการรับสมัครลงไปมากทีเดียว ถึงได้ยอมปล่อยให้เศษเสี้ยวขยะจากดาวเคราะห์นอกเขตวงแหวนหลุดรอดเข้ามาเหยียบย่ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้” น้ำเสียงกังวานและเย่อหยิ่งดังขึ้น ทำให้บรรยากาศรอบบริเวณเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างหยุดการสนทนาเพื่อรอดูความสนุก เซรินหยุดเดิน เขายังคงรักษารอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาสีเข้มมองตรงไปยังคู่สนทนาโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย “อรุณสวัสดิ์ครับรุ่นพี่... ต้องขออภัยด้วยที่หน้าตาของผมอาจจะทำให้สายตาอันทรงคุณค่าของคุณต้องแปดเปื้อน แต่ถ้าพูดถึงเรื่อง ‘ขยะ’ ล่ะก็... จากการคำนวณอัตราส่วนมวลสารและความหนาแน่นของสมองที่คุณแสดงออกมาเมื่อครู่ ผมเกรงว่าคำว่าขยะอาจจะยังดูมีค่าเกินไปสำหรับตัวคุณนะครับ” คำตอบที่นิ่มนวลแต่เจ็บแสบถึงทรวงในทำเอาเสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่มผมสีเงินแข็งค้าง ดวงตาสุกใสเปล่งประกายด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “แก! กล้าดียังไงมาสามหาวกับฉัน! รู้ไหมว่าฉันคือใคร—!” “ผมไม่จำเป็นต้องรู้หรอกครับว่าคุณเป็นใคร เพราะไม่ว่าตระกูลของคุณจะยิ่งใหญ่มาจากไหน หรือคุณจะครอบครองพลังระดับจักรวาลขั้นไหน... ในระบบลูปเวลาที่ผมกำลังเผชิญอยู่ ทุกคนล้วนมีค่าเท่ากันคือ ‘ตัวแปรที่ต้องกำจัดหรือแก้ไข’ ทั้งนั้นแหละครับ” เซรินตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อย จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร “และเชื่อผมเถอะครับ... คุณไม่อยากเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ผมเลือกจะจัดการหรอกนะ” ดร.ไอรีลยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ เธอมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่ยืนหยัดปกป้องพื้นที่ของตนเองด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย หัวใจที่เคยด้านชาต่อความสัมพันธ์รอบตัวกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดโดยไม่รู้สาเหตุ *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ดังขึ้นในโสดประสาทของเซรินคนเดียว ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเปลี่ยนรูปไปเล็กน้อย หน้าต่างระบบสีฟ้าใสปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่สั่นไหวอย่างรุนแรง [ประกาศแจ้งเตือนจากระบบลูปเวลา: ตรวจพบความผิดปกติของมิติขั้นวิกฤต!] [เป้าหมายภารกิจระดับ SSS: "ผู้บุกรุกแห่งมิติเงา" ได้ทำการฉีกกระชากโครงสร้างเวลากลุ่มที่ 4 สำเร็จ] [คำสั่งบังคับ: คุณมีเวลา 180 วินาทีในการร่วมมือกับ ดร.ไอรีล เพื่อปิดผนึกรอยแยก มิฉะนั้นลูปเวลาจะรีเซ็ตกลับสู่จุดเริ่มต้น และความทรงจำทั้งหมดของทุกคนจะถูกลบเลือนตลอดกาล!] [คำเตือนพิเศษ: สิ่งที่กำลังก้าวข้ามรอยแยกออกมาในตอนนี้... ไม่ใช่มนุษย์] เซรินหุบยิ้มทันที เขากวาดสายตามองไปรอบหอประชุมที่จู่ๆ แสงไฟสีครามก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำฉาน พื้นกระจกใสเบื้องล่างเริ่มแตกร้าวออกเป็นทางยาว พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเหล่านักเรียนหัวกะทิที่เพิ่งตระหนักว่าภัยอันตรายที่แท้จริงได้มาถึงแล้ว เขารีบหันไปสบตากับดร.ไอรีลทันที ซึ่งอีกฝ่ายก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นในทันทีเช่นกันเมื่อเห็นสัญลักษณ์เตือนภัยระดับสูงสุดบนแผงควบคุมของเธอ “อาจารย์ครับ...” เซรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดตั้งแต่เดินทางมาถึงสถาบันแห่งนี้ “ดูเหมือนว่าแผนการไปรายงานตัวของเราคงต้องเลื่อนออกไปก่อนเสียแล้วล่ะครับ” ดร.ไอรีลไม่ตอบคำถาม เธอคว้าแขนของเซรินไว้แน่น แรงบีบนั้นสื่อถึงความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็น ขณะที่พื้นผิวเบื้องหน้าของหอประชุมกำลังปริแตกออกเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ และบางสิ่งที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวไร้รูปทรง กำลังส่งเสียงคำรามก้องกังวานพร้อมกับยื่นกรงเล็บอันมืดมิดทะลักออกมาจากรอยแยกมิติ—! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและร่วมลุ้นไปกับบทนี้ด้วยกันนะครับ --- **ควอนตัมคอร์**
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบลูปเวลาของผมมันบอกว่าคุณต้องใจดีกับผม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%