"ความเมตตามีไว้สำหรับผู้ที่รู้จักสำนึกผิดเท่านั้น แต่สำหรับพวกคุณ... มันมีค่าเกินกว่าจะหยิบยื่นให้ค่ะ"
รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นทอดมองไปยังชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงที่ตอนนี้คุกเข่าลงกับพื้นสำนักงานหรูใจกลางตึกระฟ้า มือของเขาสั่นเทาขณะที่พยายามเอื้อมมาจับชายกางเกงของรวินท์ แต่กลับถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสนิทขยับตัวเข้ามาขวางไว้ด้วยท่าทางเย็นชา
"รวินท์... ฟังผมก่อน เราคุยกันได้นะ เรื่องหุ้นส่วนบริษัท เรื่องผลประโยชน์ที่ผ่านมา ผมยอมแบ่งให้คุณเพิ่มเป็นสองเท่า... ไม่สิ สามเท่าเลยก็ได้!" เสียงของชายคนนั้นแหบพร่า ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งยามกดขี่รวินท์เมื่อหลายเดือนก่อน บัดนี้ซีดเผือดราวกับไร้เลือดหล่อเลี้ยง
รวินท์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ เขากลับหันไปมองรินรดาที่ยืนอยู่ข้างกาย หญิงสาวผู้เป็นดั่งดอกไม้กลางพายุ เธอยืนนิ่งสงบ มือเรียวบางของเธอเอื้อมมาเกาะกุมมือหนาของเขาไว้แน่น ราวกับจะบอกว่าไม่ว่าโลกจะหมุนไปทางไหน เธอก็จะยังอยู่ตรงนี้ ไม่จากไปไหน
"สามเท่าของเศษเงินที่เคยโกงผมไปเนี่ยนะ?" รวินท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มที่ดูน่าเกรงขามมากกว่าจะเป็นการเยาะเย้ย "คุณคงลืมไปแล้วว่า 'กุญแจ' ที่อยู่ในมือผมตอนนี้ มันสามารถล็อกชีวิตพวกคุณทุกคนไว้ในกรงขังที่ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกต่อไป"
"รวินท์! อย่าใจดำนักเลย!" อีกเสียงดังขึ้นจากมุมห้อง เป็นหญิงวัยกลางคนผู้ถือศักดิ์ศรีเป็นที่ตั้ง แต่ตอนนี้แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "แกมันก็แค่เด็กที่โชคช่วย ถ้าไม่มีตระกูลเรา แกก็ไม่มีวันนี้หรอกนะ!"
"โชคเหรอคะ?" รินรดาแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่ทรงพลัง "พวกคุณต่างหากที่โชคดี ที่รวินท์ใจดีปล่อยให้พวกคุณหายใจได้จนถึงตอนนี้... แต่ดูเหมือนความใจดีนั้น จะทำให้พวกคุณสำคัญตัวผิดไปหน่อยนะคะ"
บรรยากาศในห้องประชุมกดดันจนแทบหายใจไม่ออก รวินท์เดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ เขาหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทที่แผ่รังสีของอำนาจทางการเงินอันมหาศาลออกมาวางเบาๆ ลงบนโต๊ะ เสียง 'แกร๊ก' ของพลาสติกกระทบไม้ดังก้องไปทั่วราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
"เมื่อวานคุณบอกว่าผมไม่มีค่าพอจะนั่งในที่ประชุมบอร์ดบริหาร" รวินท์กวาดสายตามองไปรอบห้อง "วันนี้ผมขอประกาศให้ทราบว่า ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดผ่าน 'ระบบ' ที่พวกคุณนึกไม่ถึง... ผมขอใช้อำนาจที่มี สั่งปลดทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ออกจากตำแหน่งบริหารทันที พร้อมกับฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการยักยอกทรัพย์ย้อนหลังทั้งหมด"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหวีดร้องด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวังจะดังขึ้นจากฝั่งศัตรู ทว่ารวินท์หาได้แยแส เขาเพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดส่งข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียว
"จัดการให้เรียบร้อยครับ"
วินาทีนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องมาจากดาดฟ้าตึก แรงลมจากการปะทะของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสะเทือนไปถึงกระจกหน้าต่างบานยักษ์ที่หันหน้าสู่เมืองหลวง รวินท์หันไปมองรินรดาแล้วผายมือเชิญเธอเดินออกไป โดยไม่หันกลับไปมองซากปรักหักพังของชีวิตพวกคนที่เคยรังแกเขาแม้แต่น้อย
ทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวพ้นประตูบานยักษ์ เสียงโทรศัพท์ของรวินท์ก็แผดเสียงขึ้นมา พร้อมกับการแจ้งเตือนจากระบบที่เขาไม่ได้เป็นคนกดส่ง
[แจ้งเตือนระบบ: พบการแทรกแซงจากตัวตนที่สาม... รหัสการเข้าถึงที่ควรจะถูกทำลาย กลับถูกเปิดใช้งานที่ชั้นใต้ดินของตึกนี้]
รวินท์ชะงักฝีเท้า สายตาที่เคยเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นคมปลาบเมื่อเห็นเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีเทาเดินออกมาจากเงามืดของมุมตึก พร้อมกับกุญแจอีกดอกหนึ่งที่ดูเหมือนกับดอกที่เขามีอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน
"บทเรียนน่ะ... ไม่ได้มีไว้ให้เรียนแค่ฝ่ายเดียวนะคะ คุณรวินท์"
กุญแจดอกนั้นส่องประกายสีแดงก่ำในมือของชายปริศนา และในพริบตานั้น ระบบของรวินท์ก็เกิดการขัดข้องอย่างรุนแรงจนหน้าจอวิบวับไปทั่วบริเวณ!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ต้นไม้ริมระเบียง" มาโดยตลอดนะคะ!
กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ•ตอนที่ 29
บทเรียนราคาแพง
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!