"สิบปี... คุณบอกว่าท่านคือคนที่ฉันตามหามาตลอดสิบปีอย่างนั้นหรือคะ?"
เสียงของรินรดาสั่นพร่าเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกปนความเคียดแค้นที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจมาเนิ่นนาน เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องรับรองแขกที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทผู้เป็นตัวแทนจาก "ท่านประธานใหญ่" มิได้แสดงอาการสะท้อนสะท้านต่อปฏิกิริยานั้นแม้แต่น้อย เธอยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งและลึกล้ำราวกับผิวน้ำในยามวิกาล ก่อนจะปรายตามองรวินท์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแพง ใบหน้าของชายหนุ่มเรียบเฉย เยือกเย็น และไร้ซึ่งร่องรอยของความตกใจใดๆ ราวกับล่วงรู้เหตุการณ์นี้มาเนิ่นนานแล้ว
"ดิฉันไม่ได้พูดคำเท็จค่ะ คุณรินรดา" ตัวแทนสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "คนที่สั่งทำลายหลักฐานคดีการเสียชีวิตของคุณแม่คุณเมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง และในขณะเดียวกัน... ท่านผู้นั้นก็คือผู้ที่ถือสิทธิ์ขาดใน 'กุญแจ' ดอกที่คุณรวินท์กำลังครอบครองอยู่ในเวลานี้ค่ะ"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม เธอหันขวับไปมองรวินท์ทันที "รวินท์คะ... นี่มันเรื่องอะไรกัน? คุณรู้อะไรมาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมคะ? ทำไมคุณถึง..."
รวินท์ยกมือขึ้นปัดเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม แววตาคมกริบดุจใบมีดโกนของเขาไม่ได้มองที่รินรดา แต่มันพุ่งตรงไปยังประตูกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของความโกลาหลเบื้องล่าง ความเงียบสงบภายในห้องนี้ช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวขึ้นภายนอก
"สิบปีที่ผ่านมา ผมรอคอยวันที่หนี้เลือดนี้จะได้รับการชำระมาโดยตลอดค่ะ" รวินท์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังนัก แต่มันกลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่กดทับบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้ง "ในเมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายส่งเทียบเชิญมาถึงที่... มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องปฏิเสธความหวังดีของท่านประธานใหญ่กันล่ะคะ รินรดา"
ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยการผละเปิดออกอย่างรวดเร็ว บอดี้การ์ดในชุดสูทรisสากลสี่คนก้าวเข้ามาโค้งคำนับให้รวินท์อย่างนอบน้อม ก่อนที่ชายสูงวัยในชุดสูทตัดเย็บอย่างประณีตผู้สวมแว่นניתกรอบทองจะก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง
"ขออภัยที่เสียมารยาทครับ... อ๋อ ขออภัยค่ะ ดิฉันหมายถึง ดิฉันเป็นตัวแทนที่ท่านประธานใหญ่ส่งมารับรองความปลอดภัยของคุณรวินท์และคุณรินรดาโดยเฉพาะค่ะ" น้ำเสียงของชายสูงวัยเต็มไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย เขาคือนักธุรกิจมือขวาผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศที่ใครๆ ต่างก็ต้องก้มหัวให้ยามที่เขาปรากฏตัว
รินรดาผุดลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ร่างบางสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและประหม่าผสมปนเปกัน เมื่อตระหนักได้ว่าคนผู้นี้คือคนสนิทของคนที่พรากมารดาไปจากเธอเมื่อสิบปีก่อน แต่ทว่า... รวินท์กลับยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา เขาไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาใหม่ ราวกับว่าชายผู้ทรงอิทธิพลคนนี้เป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่า
"คุณรวินท์สินะคะ?" ชายสูงวัยยิ้มหยันในที แม้ปากจะกล่าววาจาสุภาพแต่แววตกลับเต็มไปด้วยการดูแคลน "ท่านประธานใหญ่รอคุณอยู่ที่เกาะส่วนตัวแล้วครับ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวพร้อมรอนแรมแล้ว... หวังว่าคุณจะไม่ทำให้ท่านรอนานจนเกินไป เพราะคนอย่างคุณในตอนนี้ คงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะต่อรองเวลาด้วยซ้ำค่ะ"
คำพูดเสียดสีและท่าทีเหยียดหยามถูกพ่นออกมาอย่างไม่เกรงใจ รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอเตรียมจะก้าวออกไปต่อปากต่อคำเพื่อปกป้องชายคนรัก แต่ทว่า... มือหนากลับคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ
รวินท์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ความสูงและรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ทำให้ชายสูงวัยถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว รวินท์หยิบการ์ดสีดำสนิทที่ปราศจากลวดลายใดๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวคีบมันไว้ราวกับมันเป็นเพียงกระดาษไร้ราคา
"คนที่ควรจะรีบ... ไม่ใช่ผมห록ค่ะ" รวินท์เอ่ยด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก "แต่เป็นพวกคุณต่างหาก ที่ต้องรีบไปคุกเข่ารอรับการพิพากษาจากผม"
สิ้นคำพูดของรวินท์ เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมาปลดล็อกด้วยระบบสแกนใบหน้า นิ้วเรียวแตะหน้าจอเพียงสามครั้งเพื่อยืนยันคำสั่งภายใต้ระบบลับที่เชื่อมต่อกับตลาดทุนระดับโลก ทันใดนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของชายสูงวัยและบอดี้การ์ดทุกคนก็ดังขึ้นพร้อมกันอย่างต่อเนื่องราวกับเสียงห่าฝน
*ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!*
สีหน้าของชายสูงวัยที่เคยเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจในอำนาจเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในชั่วพริบตา เมื่อตัวเลขในบัญชีทรัพย์สินหลักหมื่นล้านของบริษัทที่เขาสังกัดอยู่ ถูกหักล้างจนติดลบในเวลาไม่ถึงสามวินาที! ระบบอำนาจอันไร้ขีดจำกัดได้บดขยี้รากฐานทางธุรกิจของตระกูลใหญ่แห่งนั้นจนพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา โดยที่พวกมันยังไม่ทันได้กระพริบตาด้วยซ้ำ!
รวินท์ก้าวผ่านร่างของชายสูงวัยที่กำลังเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความปรานี เขาหันกลับมามองรินรดาที่ยืนอึ้งค้าง ก่อนจะยื่นมืออุ่นๆ ไปกุมมือเธอไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
"ไปกันเถอะค่ะรินรดา... ได้เวลาไปทวงคืนทุกอย่างที่ควรเป็นของเราแล้วค่ะ"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มผู้กุมชะตากรรมของประเทศไว้ในอุ้งมือ ก่อนที่เสียงเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวลำยักษ์จะกู่ก้องคำรามลงจอดบนดาดฟ้าตึกอย่างกะทันหัน พร้อมกับกลุ่มคนในเครื่องแบบนับสิบคนที่วิ่งกรูเข้ามาคุกเข่าคำนับรวินท์ในทันที ทว่า... ในวินาทีที่เฮลิคอปเตอร์ลดระดับลงและประตูห้องรับรองถูกกระชากเปิดออกโดยบุคคลปริศนาที่สวมหน้ากากอนามัยสีดำ รินรดาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความช็อกสุดขีด เมื่อบุคคลนั้นเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ—
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ... ลูกชายตัว Plปลอม ของตระกูลที่ถูกขับไล่"
---
ต้นไม้ริมระเบียง ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ!
กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ•ตอนที่ 10
การปรากฏตัวของคนใหญ่คนโต
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!