กลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมผสานความเย้ายวนของอำพันลอยอวลตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องประชุมใหญ่ได้อย่างน่าประหลาด เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง *คลิก... คลิก...* เป็นจังหวะมั่นคงที่ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองเป็นตาเดียว ร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องไกล โดยมีรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความลับประดับอยู่บนใบหน้าเรียวสวยได้รูป
"ดูเหมือนดิฉันจะมาขัดจังหวะการเซ็นสัญญาที่สำคัญหรือเปล่าคะ?"
น้ำเสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ รวินท์หรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายปากกาในมือยังคงค้างอยู่เหนือกระดาษแผ่นสำคัญ เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานแปลกประหลาดที่แผ่ออกมาจากหญิงสาวปริศนาคนนี้ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบไม่ใช่ความสงสัย หากแต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจากระบบลึกลับที่ดังขึ้นในโสตประสาทอย่างกะทันหัน
*[ติ๊ง! ตรวจพบตัวละครสำคัญ: 'คุณนายมณีรัตน์' ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินโซน A และพันธมิตรลับในเงามืด]*
*[เงื่อนไขพิเศษเปิดใช้งาน: ระบบมอบอำนาจพิเศษในการเข้าซื้อและยกเลิกสัญญาเช่าทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข]*
รวินท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มผู้เคยถูกเหยียบย่ำ เขาวางปากกาลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับหญิงสาวชุดแดงด้วยแววตานิ่งสงบที่ยากจะคาดเดา ในขณะที่พวกญาติผู้พี่และกรรมการบริษัทเดิมที่กำลังลุ้นระทึกกับการเซ็นสัญญาต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความไม่พอใจ
"คุณเป็นใคร? เข้ามาในห้องประชุมนี้ได้อย่างไร รบกวนออกไปก่อนค่ะ ทางเรากำลังทำธุรกรรมสำคัญกันอยู่!" เสียงของป้าใหญ่เอ่ยตวาดขึ้นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
หญิงสาวชุดแดงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างไม่ยี่หระ เธอปรายตามองกลุ่มคนหน้าเงินด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหยุดยืนข้างกายรวินท์อย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานแรมปี
"ดิฉันชื่อ 'พัสตรา' ค่ะ และเหตุผลที่ดิฉันก้าวเข้ามาในห้องนี้ ก็เพื่อนำข่าวดี... หรืออาจเป็นข่าวร้ายสำหรับบางคนมาแจ้งให้ทราบค่ะ" พัสตรากล่าวพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบห้อง "โดยเฉพาะเรื่อง 'สัญญาเช่าตึก' ที่พวกคุณกำลังภาคภูมิใจนักหนานั่น"
รินรดา ซึ่งนั่งเงียบอยู่เคียงข้างรวินท์มาตลอด ขยับตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกนิด มือเรียวเล็กเอื้อมไปกุมมือหนาของรวินท์ไว้แน่นเพื่อส่งกำลังใจ แม้เธอจะไม่รู้ว่าผู้หญิงชุดแดงคนนี้คือใคร แต่มัญทนาการทางสัญชาตญาณบอกเธอว่า เกมบนกระดานนี้กำลังจะเปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง
"หมายความว่ายังไง?" ลุงสมชายขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงเริ่มสั่นด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่สู้ดี
"หมายความตามที่พูดค่ะ" พัสตราสะบัดมือเบาๆ เอกสารฉบับหนึ่งก็ถูกโยนลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดัง *ปึก!* "ที่ดินและตัวอาคารที่พวกคุณเช่าเปิดบริษัทอยู่ รวมถึงตึกสำนักงานใหญ่ที่พวกคุณกำลังนั่งหายใจกันอยู่นี้... บัดนี้ กรรมสิทธิ์ทั้งหมดได้ถูกโอนมาเป็นของดิฉัน และในฐานะเจ้าของคนใหม่ ดิฉันมีสิทธิ์ขาดทุกประการในการจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ค่ะ"
บรรยากาศในห้องประชุมดิ่งวูบลงทันที ความเงียบงันเข้าปกคลุมราวกับอากาศถูกสูบออกไปจากห้อง ใบหน้าของพวกญาติผู้พี่ที่เคยแดงก่ำด้วยความฮึกเหิมเมื่อครู่ กลับซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด
"เป็นไป1ไม่ได้!" ป้าใหญ่หวีดร้องเสียงหลง ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนร่างสั่นเทา "ตึกนั้นตระกูลเราเช่ามาเป็นสิบปีแล้ว! จะเปลี่ยนมือได้อย่างไร! เธอเป็นใครกันแน่ ถึงกล้ามาพูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้!"
พัสตราไม่แม้แต่จะชายตาแลป้าใหญ่ เธอหันไปยิ้มให้รวินท์ด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะผายมือมาทางชายหนุ่มผู้เยือกเย็น "และดิฉันขอมอบอำนาจทั้งหมดในการตัดสินใจ... ให้แก่คุณรวินท์แต่เพียงผู้เดียวค่ะ"
ดวงตาของรวินท์ทอประกายคมกริบ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่มที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเศษสวะของครอบครัว รวินท์กวาดสายตามองทุกคนที่เคยเหยียบย่ำ ดูถูก และขับไล่เขาออกจากตระกูลอย่างช้าๆ ทีละคน
"สิบปีที่ผ่านมา... พวกคุณเคยไล่ผมออกจากบ้าน เคยขับไล่ผมออกจากกองมรดก และเคยแม้กระทั่งเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผมให้อยู่ใต้ฝ่าเท้า" รวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทุกคำพูดเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนความหยิ่งทะนงของคนฟัง
"รวินท์ แกจะทำอะไร! พวกเราเป็นญาติกันนะ!" ลุงสมชายละล่ำละลักพูดเสียงสั่น เท้าเริ่มก้าวถอยหลังเมื่อเห็นรวินท์หยิบสมาร์ทโฟนสีดำสนิทขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอ
"ญาติงั้นหรือครับ?" รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "วันที่พวกคุณโยนผมกับรินรดาออกมากลางสายฝน พวกคุณเคยจำคำว่าญาติได้ไหม?"
นิ้วเรียวกดลงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนเพียงครั้งเดียว พร้อมกับที่ระบบในหัวส่งเสียงยืนยันคำสั่ง
*[ติ๊ง! คำสั่งยืนยัน: ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ทั้งหมดของเป้าหมาย ดำเนินการเสร็จสิ้น!]*
*ครืดดดด—!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากธนาคารและอีเมลของทุกคนในตระกูลดังขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของป้าใหญ่และลุงสมชายสั่นระรัวราวกับเจ้าเข้า ท่ามกลางใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความตกใจขีดสุดเมื่อเปิดดูข้อความแจ้งเตือนการ "ยกเลิกสัญญาเช่าทันที" และประกาศขับไล่ออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง!
"ไม่... ไม่จริง! นี่มันบ้าอะไรกัน!" ป้าใหญ่ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นห้องประชุมอย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาด้วยความสิ้นหวัง อาณาจักรธุรกิจที่พวกเขาสร้างมาบนความโลภและหยาดเหงื่อคนอื่น กำลังพังทลายลงในพริบตาเดียวด้วยปลายนิ้วของคนที่พวกเขาเคยเหยียดหยาม
รินรดามองภาพตรงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสะใจ ตื้นตัน และหวาดหวั่นในอำนาจอันไร้ขีดจำกัดของชายหนุ่มที่เธอยืนหยัดเคียงข้างมาตลอด มือเรียวบางถูกรวินท์ดึงเข้าไปกumbไว้แน่นเพื่อถ่าย1ทอดความอบอุ่น
รวินท์ก้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบถ้อยคำแผ่วเบาข้างใบหูของป้าใหญ่ที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่แทบเท้าของเขา
"เก็บกระเป๋าออกจากตึกของผมซะ... เพราะนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พวกคุณไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ"
ทว่า... ในจังหวะที่ความสะใจกำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของรวินท์กลับดังขึ้นทำลายความเงียบ เบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พร้อมข้อความสั้นๆ ที่ส่งตรงเข้ามาทาง SMS ทำให้รวินท์ต้องชะงักฝีเท้า และเมื่อเขาเปิดอ่านข้อความนั้น ดวงตาก็ต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนสงสัยอย่างที่สุด!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในโลกแห่งชัยชนะด้วยกันนะคะ— ต้นไม้ริมระเบียง
กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ•ตอนที่ 6
ไล่ออกจากออฟฟิศ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!