“เชิญพวกคุณ... ไสหัวออกไปจากทรัพย์สินของผมได้แล้วค่ะ”
คำพูดที่ลอยละลิ่วออกจากริมฝีปากของรวินท์เมื่อครู่ ยังคงก้องกังวานบาดลึกอยู่ในโสตประสาทของทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างของคฤหาสน์หลังโตเงียบกริบราวกับป่าช้า ไร้ซึ่งเสียงหายใจรดต้นคอของผู้ใด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิวตัดกับความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนแทบจะคว้ามาจับต้องได้
รินรดาแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้าง มือเรียวบางที่ประสานกันไว้แน่นบนตักคลายออกเล็กน้อยยามที่เธอลอบสังเกตเห็นประกายความเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่นั้น รวินท์ในวันนี้ไม่ใช่รวินท์คนเดิมที่เคยถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนื้อดีที่เพิ่งสวมใส่ขับเน้นให้เขาดูสง่างามและทรงพลังราวกับราชبعที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อ อำนาจลึกลับบางอย่างจากระบบที่เพิ่งเชื่อมต่อเข้ากับชีวิต ทำให้ความอัดอั้นตันใจตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกแปรเปลี่ยนเป็นรัศมีแห่งความเย่อหยิ่งที่ทรงเสน่ห์จนเธอยังต้องใจเต้นระรัว
“แก... แกพูดบ้าอะไรออกมาวะไอ้รวินท์!” เสียงแหลมสูงของอาคม ลูกพี่ลูกน้องตัวดีที่เคยกระชากคอเสื้อเขาเมื่อวานดังขึ้นทำลายความเงียบ ใบหน้าอ้วนท้วมบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวงปะปนกัน “ฝันกลางวันอยู่หรือไงวะ! เอกสารสิทธิ์บ้านหลังนี้และโชว์รูมรถนั่นเป็นของตระกูลเรา ตั้งแต่ปู่ของแกตายไป พวกแกมันก็แค่พวกขอทานข้างถนนที่อาศัยร่มเงาพวกเราหายใจเท่านั้น!”
รวินท์ไม่ได้แม้แต่จะปรายตาแลมองผู้พูด เขายกเรียวคู่นهارขึ้นเล็กน้อยอย่างใจเย็น นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนพื้นโต๊ะกระจกใสเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าทรงพลัง
“โฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อของฉันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วเมื่อสิบนาทีที่แล้ว” น้ำเสียงนุ่มลึกแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อnออกมาช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “และถ้าพวกคุณยังจำความสามารถในการอ่านหนังสือออกได้บ้าง กรุณาอ่านเอกสารแจ้งขับไล่นี่ให้ละเอียด... ก่อนที่ฉันจะให้เจ้าหน้าที่มาลากพวกคุณออกไปประจานหน้าหมู่บ้าน”
ปึก!
แฟ้มเอกสารสีดำสนิทถูกโยนลงกลางโต๊ะกระจก เสียงกระแทกกระทั้นเรียกให้ดวงตาของทุกคนเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนก ทนายความประจำตระกูลรีบคว้าเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาพลิกดูด้วยมืออันสั่นเทา ไล่สายตาผ่านลายมือชื่อและตราประทับสีแดงสดที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่ใบหน้าของชายสูงวัยจะซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อพบว่า... ทุกอย่างเป็นความจริงอย่างไร้ที่ติ
“ระ...
เรื่องนี้มัน... เป็นไปไม่ได้...” ทนายความพึมพำเสียงสั่นเครือ เข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
“เป็นไปได้หรือไม่ได้ พวกคุณมีเวลาเก็บกระเป๋าอีกสิบห้าวินาทีค่ะ” รินรดาเอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียابเฉย ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด เมื่อนึกถึงตอนที่ป้าและญาติๆ เหล่านี้เคยขับไล่เธอและรวินท์ออกกลางสายฝนอย่างไร้ความปรานี
การตบหน้าด้วยความจริงอันโหดร้ายครั้งนี้ มันช่างหอมหวานและสะใจเสียยิ่งกว่าการใช้กำลังนับร้อยเท่า!
ทว่า... รวินท์กลับยกมือขึ้นห้ามรินรดาเบาๆ เขาส่ายหัวเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก
“ยังไม่หมดห่วงแค่นี้หรอกค่ะ ริน... พวกเรายังมีธุระสำคัญอีกอย่างที่ต้องไปสะงัดให้เสร็จสิ้น” รวินท์หันมามองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุดัน “โชว์รูมรถหรูใจกลางเมืองที่เคยไล่ฉันออกเหมือนหมูเหมือนหมาเมื่อเดือนก่อน... วันนี้ ถึงเวลาที่เราต้องไป ‘อุดหนุน’ พวกเขาเสียหน่อยแล้วล่ะค่ะ”
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา รถยนต์ซีดานหรูสีดำสนิทคันยาวเหยียดที่ระบบจัดเตรียมไว้ให้ ก็เคลื่อนตัวมารับทั้งสองคนถึงหน้าประตูคฤหาสน์ พนักงานขับรถในชุดสูทสากลโค้งคำนับให้อย่างนอบน้อม ประตูรถเปิดออกอย่างไร้เสียง รวินท์ก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างรินรดา กลิ่นอายของความมั่งคั่งและอำนาจล้นเหลือฟุ้งกระจายอบอวลอยู่ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบ ราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุนตามบัญชาของเขาเพียงผู้เดียว
เป้าหมายถัดไปคือ "รอยัล มอ터ร์" โชว์รูมรถซูเปอร์คาร์นำเข้าราคาแพงที่สุดในประเทศ สถานที่ที่รวินท์เคยทำงานเป็นพนักงานขายต๊อกต๋อยผู้ถูกเหยียดหยาม ถากถาง และถูกผู้จัดการสาขาไล่ออกอย่างไร้เยื่อใยเพียงเพราะเขาไปขวางทางเดินของลูกค้ารายใหญ่
รถหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้ากระจกใสบานใหญ่ของโชว์รูมอย่างสง่างาม เสียงเครื่องยนต์คำรามเบาๆ ก่อนจะดับลง ทันทีที่ร่างสูงของรวินท์ก้าวลงจากรถพร้อมกับรินรดาที่ควงแขนเขาไว้ สายตาของพนักงานขายหลายคู่ภายในร้านก็หันมามองด้วยความสนใจทันที
พนักงานสาวคนหนึ่งขมวดคิ้วมุ่น เธอจำชายหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำ... รวินท์ อดีตลูกจ้างกระจอกๆ ที่เพิ่งถูกเตะโด่งออกไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ชายหนุ่มที่แม้แต่ค่ากาแฟยังต้องคำนวณแล้วคำนวณเล่า
หญิงสาวเจ้าของใบหน้าแต่งแต้มจัดจ้านเดินนินทาและกระแทกส้นสูงเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางเหยียดหยามทันที โดยไม่รอให้แขกได้ตั้งตัว “อุ๊ยตาย! นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้เด็กกระจอกที่โดนไล่ออกไปนี่เอง หน้าด้านจริงนะยะ ยังมีหน้ากล้าเดินเข้ามาเหยียบโชว์รูมเราอีกเหรอ? คิดว่าใส่สูทปลอมๆ แล้วจะดูเป็นคนรวยขึ้นมาหรือไง? ระวังหน่อยนะยะ รถพวกนี้คันนึงราคาเท่ากับเงินเดือนทั้งชาติของแกทำงานรวมกันสิบชาติยังซื้อไม่ได้เลย! ออกไปซะ ที่นี่ไม่มีเศษเงินทานให้หรอก!”
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากพนักงานคนอื่นๆ ที่ยืนเกาะกลุ่มซุบซิบกันอยู่ด้านหลัง ทุกสายตาดูกล่าวหาและเยาะเย้ยถากถาง รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความโกรธ เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ แต่รวินท์กลับยกมือขึ้นแตะแขนเธอเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม
ชายหนุ่มแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเจือปนเลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของพญาเสือที่กำลังมองมดปลวกกำลังดิ้นรน
“ฉันไม่ได้มาขอส่วนทานค่ะ...” รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าก้องกังวานจนทุกคนในโชว์รูมต้องหันมามอง “แต่ฉันมาเพื่อ ‘ซื้อ’ ...รถคันที่แพงที่สุดในร้านของพวกเธอตอนนี้”
พนักงานหญิงคนเดิมชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างเหลืออด “ฮ่าๆๆ! ซื้อเหรอ? แกเนี่ยนะจะซื้อรถราคาแปดหลัก? ฝันกลางวันอยู่หรือไงยะผู้จัดการ! มาดูนี่หน่อยเร็ว มีตัวตลกหลุดมาจากไหนไม่รู้ บอกว่าจะซื้อซูเปอร์คาร์คันแฟลกชípของเรา!”
ผู้จัดการสาขาวัยกลางคนเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามาด้วยท่าทางวางโต เขาปรายตามองรวินท์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “รวินท์ นายมันก็แค่เศษสวะที่ฉันเพิ่งไล่ออกไป อย่ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่ ถ้าไม่อยากให้ฉันเรียก รปภ. มาหามขาออกไปเหมือนหมาข้างถนน ก็ไสหัวออกไปซะ!”
รวินท์ไม่โต้เถียง เขาเพียงแต่ควักกระเป๋าเสื้อสูทอย่างใจเย็น หยิบ ‘บัตรเครดิตสีดำขลิบทอง’ ลวดลายประณีตไร้หมายเลขหน้าบัตรออกมาถือไว้ในมือ บัตรใบนั้นสะท้อนแสงไฟในโชว์รูมจนเกิดประกายระยิบระยับลึกลับ บัตร Centurion Card ไร้ขีดจำกัดวงเงิน ที่มีเพียงมหาเศรษฐีระดับท็อปเทนของโลกเท่านั้นที่จะครอบครองได้!
เขาวางบัตรใบนั้นลงบนเคาน์เตอร์กระจกอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบเบาๆ แต่กลับดังก้องไปทั่วความเงียบที่จู่ๆ ก็ปกคลุมโชว์รูมอีกครั้ง
“รูดเต็มจำนวนค่ะ... ไม่ต้องทอน” รวินท์เอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกริบมองตรงไปยังผู้จัดการที่เริ่มหน้าถอดสี “แล้วก็... เตรียมเก็บกระبيของพวกคุณออกจากโชว์รูมนี้ได้เลย เพราะตอนนี้... ฉันคือเจ้าของคนใหม่ของที่นี่แล้ว”
เครื่องรูดบัตรสีดำถูกพนักงานต้อนรับผู้หวาดผวาหยิบขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา เธอรูดบัตรใบนั้นผ่านเครื่องอ่านอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ติ๊ด...
เสียงสัญญาณไฟสีเขียวสว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงเครื่องพิมพ์ใบเสร็จที่พ่นกระดาษออกมาอย่างรวดเร็ว...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ต้นไม้ริมระเบียง" นะคะ
กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ•ตอนที่ 3
รูดบัตรให้โลกตะลึง
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!