กลิ่นไวน์ราคาแพงเคล้าเสียงหัวเราะเยาะหยันภายในห้องอาหารส่วนตัวของโรงแรมหรูใจกลางเมือง คมคายและบาดลึกเสียยิ่งกว่าใบมีดโกน รวินท์ยืนนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะอาหารนั้น ร่างกายของเขาสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อธรรมดาที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับชุดสูทแบรนด์เนมราคาหลักแสนของชายหนุ่มอีกคนที่นั่งโอบกอดหญิงสาวผู้เป็นอดีตคนรักของเขาไว้อย่างแนบชิด
“รวินท์คะ ฉันคิดว่าเราคุยกันเคลียร์แล้วนะ” เสียงหวานใสที่เคยกระซิบคำว่ารักข้างหูเขาในวันที่ยากลำบาก บัดนี้กลับเย็นชาและไร้ซึ่งเยื่อใย “คุณให้สิ่งที่ฉันต้องการไม่ได้หรอก ชีวิตที่ต้องมานั่งคำนวณเงินในบัญชีทุกสิ้นเดือน มันไม่ใช่ทางของฉัน... และอีกอย่าง พี่กรณ์เขาไม่ได้มีดีแค่เงิน แต่เขามีอนาคตที่มั่นคงต่างจากคุณที่ใกล้จะตกงานเต็มที”
พิมพ์ชนกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองรวินท์ด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา เธอจงใจขยับกายเข้าไปซบไหล่ของภาคภูมิ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้เป็นทายาทเครืออสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ภาคภูมิหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มือหนายกแก้วคริสตัลบรรจุของเหลวสีอำพันขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะปรายตามองรวินท์ราวกับมองเศษฝุ่นใต้รองเท้า
“เข้าใจเธอน่า พิมพ์ชนก คนเรามันต้นทุนชีวิตต่างกัน แกน่ะ... รวินท์ แกมันก็แค่ไอ้พนักงานต๊อกต้อยที่บริษัทฉันเพิ่งซื้อกิจการมาควบรวม วันเกิดแกวันนี้ ฉันถึงได้เมตตาเรียกมาให้เห็นภาพชัดๆ ว่าโลกความเป็นจริงมันเป็นยังไง” ภาคภูมิเหยียดยิ้ม “อ้อ... แล้วก็เตรียมใจไว้ด้วยนะ พรุ่งนี้ฝ่ายบุคคลคงส่งหนังสือเลิกจ้างไปที่โต๊ะแกพอดี ถือซะว่านี่คือของขวัญวันเกิดย้อนหลังก็แล้วกัน ศูนย์บาทถ้วน... คุ้มค่ากับความพยายามไร้ค่าของแกดีไหมล่ะ?”
เสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มเพื่อนสนิทของพิมพ์ชนกและภาคภูมิระเบิดขึ้นทันที ทุกสายตาดั่งคมหอกคมดาบที่พุ่งเข้าใส่รวินท์ ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก ร้องไห้คร่ำครวญ หรือแม้แต่ก้มหน้าด้วยความอับอายอย่างที่พวกมันวาดภาพไว้
รวินท์เพียงแค่หลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายตาวับวาวที่วาดผ่านความมืดมิด เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนปกเสื้ออย่างใจเย็น สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของบางสิ่งที่ถูกปลุกเร้าขึ้นในห้วงความคิด ความนิ่งงันที่แผ่ออกมาจากตัวของรวินท์ทำให้ภาคภูมิขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ
“ทำไม? ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไงวะ หรือว่ายังไม่เจียมเนื้อเจียมตัว คิดจะเอาเงินเดือนน้อยนิดของแกมาฟ้องศาลเรียกร้องความเป็นธรรมรึไง?” ภาคภูมิกระแทកแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น
ในวินาทีนั้นเอง เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ที่มาก็ดังขึ้นกังวานในโสตประสาทของรวินท์ ราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
[ติ๊ง! ตรวจพบความกดดันและเจตนาคุกคามจากบุคคลระดับล่างของห่วงโซ่อำนาจ]
[เงื่อนไขเงียบงันถูกกระตุ้น: "การตื่นขึ้นของอาณาจักรไร้ขีดจำกัด"]
[ระบบกำลังเชื่อมต่อ... ยืนยันตัวตน: ท่านรวินท์ เจ้าของกรรมสิทธิ์แท้จริงแต่เพียงผู้เดียว]
[ของขวัญต้อนรับการเปิดใช้งาน: วงเงินเครดิตไม่จำกัด (Unlimited Black Card) พร้อมสิทธิ์ขาดในการครอบครอง 100% ของทุกกิจการที่เกี่ยวข้องกับตระกูลภาคภูมิ]
รวินท์เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขาทำให้พิมพ์ชนกถึงกับผับหน้าหนีด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ชายหนุ่มก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะควักกระเป๋าเสื้อโค้ทหยิบบัตรสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นในมือตั้งแต่วินาทีไหนก็ไม่มีใครล่วงรู้ มันคือบัตรโลหะพิเศษที่ไร้ซึ่งลวดลายใดๆ ทว่ากลับสะท้อนแสงไฟระยิบระยับบาดตา
“ของขวัญมูลค่าศูนย์บาทที่คุณภาคภูิมีมอบให้ผมเมื่อครู่... ช่างน่าประทับใจเสียจริงครับ”
น้ำเสียงของรวินท์ราบเรียบ เยือกเย็น และทรงพลังจนน่าขนลุก เขากวาดสายตามองหน้าทุกคนในห้องทีละคนด้วยแววตาที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง ก่อนจะคว-้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหูโดยไม่สนใจสีหน้าเหวอค้างของภาคภูมิที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
“ครับ... เลขาธิการหลิน จัดการซื้อหุ้นทั้งหมดของกลุ่มบริษัทภาคภูมิพาร์ทเนอร์ชิปให้เสร็จสิ้นภายในสามนาทีนี้... ใช่ครับ เอาให้หมดทุกบาททุกสตางค์ ไม่เว้นแม้แต่หุ้นส่วนน้อย”
สิ้นคำพูดนั้น โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของภาคภูมิก็แผดเสียงร้องเตือนดังลั่นห้อง ประจวบเหมาะกับหน้าจอสมาร์ทโฟนของทุกคนที่สั่นรัวพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ภาคภูมิหน้าซีดเผือด มือที่ถือแก้วไวน์สั่นเทาระริกเมื่อกดเปิดอ่านอีเมลฉุกเฉินจากบอร์ดบริหารที่ส่งตรงเข้ามา
[ด่วนที่สุด! ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ได้เข้าซื้อกิจการ 100% และมีคำสั่งปลดกรรมการบริหารทั้งหมดทันที มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!]
ภาคภูมิเบิกตากว้างจนแทบถลน หันขวับมามองหน้ารวินท์ที่ยืนกอดอกมองเขาด้วยสายตาดุจพญาอินทรีที่กำลังมองเหยื่อในกรงข้อมือ
ทว่า ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องอาหารส่วนตัวก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบ พร้อมผู้ติดตามนับสิบคนที่ก้าวเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้ารวินท์พร้อมเพรียงกัน เสียงประสานเสียงดังฟังชัดทำเอาทุกคนในห้องหยุดหายใจ
“ท่านรวินท์ครับ... เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวและทีมทนายความพร้อมรอรับท่านเพื่อไปเซ็นรับมอบอาณาจักรธุรกิจทั้งหมดแล้วครับ... จะให้เริ่มดำเนินการกับอดีตพนักงานคนไหนเป็นรายแรกดีครับ?”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ต้นไม้ริมระเบียง" นะคะ
กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ•ตอนที่ 1
ของขวัญมูลค่าศูนย์บาท
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!