"ถ้าควบคุมจุดศูนย์กลางของมานาไม่ได้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบลงบนวงแหวนเวท แขนซ้ายของเธอก็จะกลายเป็นจุลไปเสียก่อนนะคะ, อลิค"
น้ำเสียงเรียบเรื่อยของเซวีน่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของลานฝึกซ้อมใต้ดิน อาคารเวทมนตร์บูรพาทิศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของผงซัลเฟอร์และไอน้ำจากท่อความร้อนใต้พิภพ ดวงตาสองสีของเธอ—ข้างหนึ่งเป็นสีเทาหม่น อีกข้างสะท้อนประกายเรืองรองสีฟ้าอมม่วง—กำลังจดจ้องมองเส้นสายพลังงานที่ไหลเวียนราวกับเส้นเลือดฝอยบนพื้นหินอ่อน
อลิคหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเจือความท้าทาย ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบนักเรียนปีสามที่ดูหลวมโครกกว่าปกติปัดปอยผมสีดำสนิทที่ปรกลงมาบังดวงตา เขาไม่ได้ถอยหลังหนีจากรัศมีอันตรายของวงแหวนเวทระดับสี่ที่กำลังส่งเสียงฮัมต่ำๆ เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายรองเท้าเกือบแตะเส้นเรืองแสงสีชาด
"เธอกำลังกังวลเรื่องแขนของฉัน หรือกำลังกลัวว่าฉันจะทำลายห้องทดลองส่วนตัวของเธอทิ้งกันแน่ล่ะ, เซวีน่า" อลิคหันมาสบตา เธอเห็นรอยยิ้มมุมปากที่มักซ่อนความลับเอาไว้เสมอ "อีกอย่าง... ฉันไม่ชอบคำเตือนที่ฟังดูเหมือนคำสั่งเท่าไหร่หรอกนะ"
เซวีน่าถอนหายใจเบาๆ เปลือกตาบางกะพริบลงครั้งหนึ่งเพื่อขับไล่ภาพซ้อนของกระแสมานาที่ไหลวนอย่างไร้ระเบียบ เธอรู้ดีว่าเพื่อนร่วมชั้นป้ายแดงคนนี้ไม่ได้อวดเก่งอย่างไร้เหตุผล ประวัติการย้ายมากลางคันอย่างไร้ที่มาที่ไป พร้อมด้วยรอยแผลเป็นจากเวทมนตร์ต้องห้ามที่ต้นคอ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าอลิคอันตรายเกินกว่าที่สภาวะแวดล้อมของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้จะรับมือไหว
แต่การทดสอบประจำสัปดาห์ในวันนี้... มันไม่ใช่แค่การควบคุมมานาธรรมดา
ศาสตราจารย์มาร์คัสยืนกอดอกอยู่หลังม่านพลังป้องกันที่กั้นระหว่างลานฝึกกับอัฒจันทร์ สายตาของอาจารย์อาวุโสจับจ้องมาที่ทั้งคู่ด้วยความระแวงไม่แพ้กัน กฎของสถาบันไม่อนุญาตให้นักเรียนใช้เวทมนตร์ไร้รูปแบบ แต่สิ่งที่อลิคทำมาตลอดสัปดาห์คือการฉีกทุกตำราทิ้ง
"เริ่มการทดสอบได้!" เสียงประกาศก้องจากคริสตัลกระจายเสียงดังขึ้นสะท้อนไปทั่วห้องโถง
อลิคหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความจริงจังในเสี้ยววินาที เขายกมือขวาขึ้น นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศว่างเปล่าอย่างไร้ทิศทาง ปกติแล้วการสร้างบาตรั้วป้องกันต้องใช้การท่องคาถาและจินตนาการถึงรูปทรงเรขาคณิต แต่วิธีของอลิคกลับแปลกประหลาด—เขากำมือแน่นราวกับกำลังคว้าจับอากาศธาตุ แล้วกระชากมันเข้าหาตัว
ตู้มมม!
เสียงระเบียบสนั่นหวั่นไหว แรงอัดอากาศพัดเอาฝุ่นผงบนพื้นปลิวว่อน ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับไม่ใช่บาตรั้วป้องกันสีฟ้าครามตามตำรา กลับเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำสนิทที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมา มันพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศราวกับงูพิษตัวมหึมาที่กำลังแผ่แม่เบี้ย
เซวีน่าเบิกตากว้าง สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องในหัว เธอมองเห็นด้วยดวงตาที่เปิดรับพลังงานเวทว่า แกนกลางของกลุ่มก้อนพลังงานสีดำนั้นกำลัง "กลืนกิน" มานารอบข้างเข้าไปอย่างตะกละตะกราม มันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุความมืดทั่วไป แต่มันคือ "เศษเสี้ยว" ของเวทมนตร์กบฏที่เคยทำลายเมืองหลวงเมื่อสามปีก่อน
"อลิค! หยุดเดี๋ยวนี้!" เซวีน่าตะโกนเสียงหลง ร่างเพรียวพุ่งตัวออกไปข้างหน้า มือเรียวคว้าเข้าที่ข้อมือของเขาเพื่อจะตัดวงจรการส่งมานา
แต่สายเกินไปแล้ว
ดวงตาของอลิคเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดบริเวณขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดราวกับร่างกำลังจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ พลังงานสีดำที่ควรจะถูกควบคุม กลับระเบิดรัศมีออกรอบทิศทางอย่างไร้การควบคุม คลื่นกระแทกมหาศาลซัดเข้าใส่ม่านพลังป้องกันของศาสตราจารย์มาร์คัสจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่
"นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!" เสียงอุทานด้วยความตกใจของเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่แอบดูอยู่บนระเบียงดังขึ้น
สนามฝึกซ้อมกลายเป็นพายุหมุนขนาดย่อม เศษหินและประกายไฟจากการปะทะของมานากระเด็นไปทั่วทิศทาง เซวีน่าถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นจนหลังกระแทกกับเสาหินอย่างจัง ความเจ็บแปล๊บแล่นริ้วขึ้นมาจากแผ่นหลังจนเธอต้องนิหน้า แต่เธอไม่มีเวลามาสนใจความเจ็บปวดนั้น เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่ากำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้า
อลิคคุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมศีรษะ ร่างกายของเขาสั่นสะท้อนอย่างรุนแรง ปากพึมพำคำพูดภาษาโบราณที่ไม่มีใครฟังออก และจากรอยแผลเป็นที่ต้นคอของเขานั้น บัดนี้กำลังมีอักขระเวทสีทองสว่างวาบขึ้นมาทีละตัว ราวกับผนึกบางอย่างกำลังถูกกระชากให้เปิดออกด้วยความคลุ้มคลั่ง
กลุ่มก้อนพลังงานสีดำกลางสนามไม่ได้สลายตัว แต่มันกลับขยายตัวใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นหลุมดำขนาดย่อม แรงดึงดูดมหาศาลเริ่มฉีกกระชากพื้นหินอ่อนรอบตัวให้ลอยขึ้นสู่อากาศ เสียงกรีดร้องของโลหะจากท่อส่งไอน้ำดังเอี๊ยดอาดราวกับจะรับน้ำหนักไม่ไหว
เซวีน่ายันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เลิกลงมือสะบัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ดวงตาสองสีจดจ้องไปยังร่างของอลิคที่ตอนนี้ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีนิล เธอรู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปอีกเพียงแค่สิบวินาที ตึกบูรพาทิศทั้งหลังจะต้องพังทลายลงมาฝังพวกเขาทั้งเป็นอย่างแน่นอน และตัวตนที่แท้จริงของอลิคก็จะถูกเปิดเผยต่อหน้าสภาเวทมนตร์ ซึ่งนั่นหมายถึงความตาย
เธอต้องทำอะไรสักอย่าง—และต้องทำเดี๋ยวนี้
เซวีน่ายื่นมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือเปล่าเปลือยไม่มีแม้แต่อุปกรณ์เวทมนตร์ เธอรวบรวมมานาทั้งหมดในร่างกายที่ซ่อนเร้นมานานปี ปล่อยให้มันไหลเวียนสวนทางกับกระแสพลังงานบ้าคลั่งของอลิค เธอกำลังจะใช้ "เนตรสวรรค์" ที่เธอเกลียดชัง เพื่อเข้าไปแทรกแซงแกนกลางของเวทมนตร์นั้นจากภายใน
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสเข้ากับเขตแดนสีดำสนิท เสียงแจ้งเตือนปริศนาที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน กลับดังขึ้นในโสตประสาทของเธอเอง—ไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณ
*[ระบบตรวจพบการปลุก "พันธสัญญาโลหิต" ระดับ SSS]*
*[เงื่อนไขการเชื่อมต่อสมบูรณ์: ผู้ใช้ "เซวีน่า" และเป้าหมาย "อลิค" ได้รวมจิตเป็นหนึ่งเดียวแล้ว]*
*[คำเตือน: สิ่งที่กำลังลืมตาตื่นขึ้นจากเบื้องล่าง... ไม่ใช่นักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างที่ท่านเข้าใจ]*
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเซวีน่าแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเงาร่างมหึมาของบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นใต้ดินมานานนับร้อยปี ค่อยๆ ขยับตัวส่งเสียงคำรามก้องสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางไปพร้อมกับเซวีน่าในตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
กลลวงเวทบทสุดท้ายกับสหายที่ไม่เคยรู้จัก•ตอนที่ 7
การทดสอบที่ผิดพลาด
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลลวงเวทบทสุดท้ายกับสหายที่ไม่เคยรู้จัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!