“ถ้าไม่อยากให้ผมประกาศกลางบริษัทว่าคุณหน้าแดงเพราะอะไร ก็ลุกขึ้นแล้วหยิบกระเป๋าซะดีๆ ค่ะ คุณเลขาฯ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือแววคาดคั้นแกeluขี้เล่นนิดๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ ภคินผละใบหน้าที่เกือบจะชิดติดกันออกไปช้าๆ ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของกวินท์ราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงกับโต๊ะทำงานเสียงดังเบาๆ เป็นเชิงเร่งเร้า
กวินท์สะดุ้งสุดตัว รีบดึงสติที่หลุดลอยไปไกลกลับมาเข้าที่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ไปให้อีกฝ่ายทันที
“ใครหน้าแดงกันครับ... เอ๊ย! ใครหน้าแดงกันเล่า เฮียอย่ามามั่วซั่วแถวนี้สมองกลับหรือไง ถึงได้พูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้ออกมาได้” กวินท์รีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเกือบเผลอหลุดปากพูดคำเดิมออกไป หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพลิง กลัวเหลือเกินว่าคนตรงหน้าจะได้ยินเสียงจังหวะการเต้นที่รัวเร็วจนน่าอับอายนี้
“หึ เพ้อเจ้อเหรอคะ? งั้นก็แปลว่าที่ผมพูดเมื่อกี้มันไม่ใช่เรื่องจริงสิ ถ้าอย่างนั้นเรามาพิสูจน์กันไหมล่ะว่าใครกันแน่ที่กำลังสติหลุด”
ภคินยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของเลขาฯ ตัวแสบจนกวินท์ต้องเอนหลังหนีอัตโนมัติ ท่าทีคุกคามแบบเนียนๆ นี้ทำเอาคนปากเก่งถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเข้ารูปดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามเป็นบ้า ยิ่งยามที่ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่อ่านไม่ออก กวินท์ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว
“เฮียจะพาผมไปไหน... บอกก่อนนะว่าผมมีนัดเคลียร์งานต่อ ไม่ว่างไปดินเนอร์ไร้สาระกับคนเอาแต่ใจหรอก” กวินท์เชิดหน้าขึ้นสู้ พยายามซ่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้รอยยิ้มหยันตามนิสัย
“งานเหรอคะ? ดึกป่านนี้แล้ว ตึกสำนักงานจะปิดไฟอยู่รอมร่อ ยังจะมีหน้ามาบอกว่ามีงานทำอีก หรือที่จริงกลัว... กลัวว่าจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวเวลากินข้าวกับผมกันแน่”
“หลงตัวเองชะมัด! ใครจะไปกลัวคนอย่างเฮียกัน”
“ถ้าไม่กลัวก็เดินตามมาค่ะ... อย่าให้ผมต้องอุ้มพาดบ่าลงไปข้างล่างนะวินท์ เชื่อเถอะว่าผมทำจริงแน่”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความเด็ดขาดทำเอาคนที่คิดจะต่อรองถึงกับหุบปากฉับ กวินท์รู้ซึ้งดีว่าเจ้านายคนนี้พูดจริงทำจริงเสมอ หากขืนดื้อดึงต่อมีหวังได้อายพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจตึกแน่ๆ สุดท้ายจึงจำใจต้องคว้ากระเป๋าเอกสารและเสื้อสูทมาสวมลวกๆ แล้วเดินกระแทกส้นเท้าตามแผ่นหลังกว้างออกไปอย่างจำยอม
บรรยากาศภายในรถยนต์ยุโรปคันหรูค่อนข้างเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากวิทยากรคลอเคลียไปกับบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองใหญ่ ภคินเป็นฝ่ายขับรถด้วยตัวเองโดยไม่มีคนขับรถส่วนตัวตามประกบอย่างเคย รถแล่นผ่านย่านธุรกิจที่เริ่มเงียบสงบ ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยลับตาคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึกแถวเก่าแก่
กวินท์มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความฉงน “พาผมมาที่นี่ทำไม? ไหนบอกว่าจะพาไปกินข้าว นี่มันร้านอาหารบ้านๆ ชัดๆ เฮียกินของแบบนี้เป็นด้วยเหรอ หรือแกล้งอำผมเล่น”
ภคินดับเครื่องยนต์ หันมามองคนข้างกายด้วยแววตาอ่อนลงนิดหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยตามฟอร์ม “อาหารหรูๆ บนภัตตาคารห้าดาวผมกินจนเบื่อแล้วค่ะ อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมากินของอร่อยข้างทางบ้าง... หรือว่าคุณชายกินของพวกนี้ไม่ได้ กลัวท้องเสียรึไงคะ”
“ผมไม่ใช่คุณหนูตกยากนะเฮีย แค่แปลกใจที่คนอย่างประธานภคินจะลดตัวลงมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางกับลูกจ้างตาดำๆ ต่างหาก” กวินท์ตอบกลับทันควัน พร้อมกับเปิดประตูลงจากรถทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเปิดให้
ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อยเปื่อยเจ้าดังประจำย่านคราคร่ำไปด้วยผู้คน แต่โต๊ะมุมด้านในสุดถูกเว้นว่างไว้ราวกับรู้ล่วงหน้า ภคินเดินนำลิ่วไปนั่งลงก่อนโดยไม่ถือตัว ถอดสูทตัวนอกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งและผิวเนื้อเนียน สภาพของประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งในตอนกลางวันหายวับไปกับตา เหลือเพียงชายหนุ่มรูปงามที่ดูผ่อนคลายและมีเสน่ห์เหลือร้ายในสายตาของกวินท์
“ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะคะ นั่งสิ... หรือต้องให้ผมป้อน”
กวินท์รีบดึงสายตากลับ เม้มปากแน่นแล้วทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามทันที “ปากเสียแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนเทน้ำส้มใส่หน้าหรอกเฮีย”
“ลองดูไหมล่ะคะ ถ้ากล้าทำจริง คืนนี้เราคงได้เคลียร์กันยาวจนถึงเช้าแน่ๆ”
คำพูดสองแง่สองง่ามนั้นทำเอากวินท์สำลักน้ำลายตัวเองจนต้องไอโขลกๆ หน้าแดงก่ำขึ้นมาจริงๆ คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขิน แต่เพราะความหมั่นไส้ล้วนๆ
“เฮียนี่มัน... ทะลึ่งใหญ่แล้วนะ!”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ คุณคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย คุณเลขาฯ หน้าใส” ภคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่นานๆ ครั้งกวินท์จะได้ยิน รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายทำเอาโลกทั้งใบในสายตาของกวินท์ดูสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ระหว่างที่พวกเขารออาหาร บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความเงียบสงบที่ชวนให้อึดอัดน้อยลง ภคินวางศอกลงกับโต๊ะประสานมือเข้าหากัน ดวงตาคมจ้องมองคนตรงข้ามที่ไม่ยอมสบตากลับเสียที
“เรื่องที่ออฟฟิศวันนี้... ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดจารุนแรงใส่คุณหรอกนะ” อยู่ๆ ภคินก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงจริงจังขึ้นจนกวินท์ต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“แล้วจู่ๆ จะมาขอโทษผมทำไมล่ะครับ? ปกติเห็นชอบหาเรื่องผมตลอดเวลาอยู่แล้วนี่” กวินท์เลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ
“ก็เพราะว่า... เวลาเห็นคุณไปยืนใกล้ไอ้กรวีร์ทีไร แล้วผมมันรู้สึกหงุดหงิดจนแทบอยากจะพังโต๊ะทำงานทิ้งน่ะสิ” ภคินยอมรับตรงๆ อย่างไม่อายปาก ดวงตาคมกريบฉายแววหึงหวงชัดเจนจนกวินท์หัวใจกระตุกวูบ
“นั่นมันเรื่องงาน... กรวีร์เขาแค่มารuเรื่องโปรเจกต์...”
“งานเหรอคะ? สายตาที่ไอ้บ้านั่นมองคุณ มันไม่ใช่สายตาของนักธุรกิจที่มองคู่ค้าหรอกนะวินท์... และผมก็ไม่ใช่คนใจกว้างพอที่จะยอมให้ใครมาทำกรุ้มกริ่มใส่เลขาฯ ของตัวเองด้วย”
กวินท์นิ่งอึ้งไปกับคำพูดตรงไปตรงมานั้น หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนต้องรีบก้มหน้ามองแก้วน้ำในมือเพื่อหลบซ่อนรอยยิ้มที่เผลอระบายออกมาบนใบหน้า
“ใครเป็นเลขาฯ เฮียกัน... พูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะ”
“อยากเป็นอย่างอื่นมากกว่าเลขาฯ รึไงล่ะคะ? ถ้าอยาก... ผมก็พร้อมจะเลื่อนตำแหน่งให้ทันทีเลยนะ”
ในจังหวะที่กวินท์กำลังจะอ้าปากเถียงกลับด้วยคำพูดจี๊ดจ๊าด เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็หยุดลงตรงข้างโต๊ะเสียก่อน พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังแทรกบรรยากาศหวานชื่นขึ้นมาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง
“บังเอิญจังเลยนะครับ... ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณกวินท์กับคุณภคินที่ร้านลับตาคนแบบนี้”
กวินท์และภคินหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของกรวีร์ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างโต๊ะ ในมือถือโทรศัพท์มือถือพร้อมหน้าจอที่เปิดค้างไว้ ดวงตาคมกริบของคู่แข่งทางธุรกิจคู่นี้สบกันปะทะประกายไฟเปรี๊ยะๆ กลางอากาศทันที
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความฟินนี้ด้วยกันนะคะ
เจ้านายครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมซะดีๆ•ตอนที่ 8
ดินเนอร์ลับหลังเลิกงาน
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... เลิกซึนแล้วมาเป็นแฟนผมซะดีๆ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!