อัลกอริทึมมรณะกับนักสืบไร้ความจำ•ตอนที่ 17

เส้นทางที่บิดเบี้ยว

ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
"ถ้าพวกเรายังใช้เส้นทางสายหลักผ่านเขตวงแหวนที่สาม ข้อมูลการจดจำใบหน้าของระบบ ‘โครนอส’ จะใช้เวลาไม่เกินสี่นาทีในการล็อกเป้าหมายเราครับ, รินทร์" เสียงของศิราดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวภายในห้องใต้ดินของอพาร์ตเมนต์เก่าแก่แห่งหนึ่ง กลิ่นอับชื้นของปูนซีเมนต์ผสมกับกลิ่นจางๆ ของน้ำยาทำความสะอาดแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ลอยอบอวลในอากาศ หญิงสาวไม่ได้หันมามองเขาโดยตรง ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นเลนส์กรองแสงกำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอโฮโลแกรมสามมิติที่ฉายแผนผังโครงข่ายคมนาคมใต้ดินของเมืองหลวง ร่างเพรียวในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มขยับนิ้วเรียวยาวสลับไปมาบนแป้นพิมพ์เสมือนจริง ข้อมูลเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าเก่าถูกดึงขึ้นมาวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว รินทร์ก้มลงมองสมุดปกหนังสีดำในมือซ้าย นิ้วโป้งของเขาKlซซซลูบไล้สันปกที่เริ่มเก่าตามกาลเวลา ตัวหนังสือลายมือของเขาเองที่เขียนไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงสดใหม่และชัดเจน: *‘อย่าไว้ใจระบบนำทางอัตโนมัติ ศิราคือคนเดียวที่รู้เส้นทางรอด’* ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สบตากับหญิงสาวด้วยแววตาที่สงบนิ่งแต่สมองกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับหน่วยประมวลผลควอนตัม "ระบบโครนอสถูกอัปเกรดอัลกอริทึมการคาดการณ์พฤติกรรมมนุษย์แล้วสินะครับ" รินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง "จากการคำนวณความน่าจะเป็นของผม ถ้าพวกเราเลี้ยวซ้ายที่แยกถนนหมายเลขสิบสองตามแผนเดิม มันไม่ใช่ทางหนี... แต่มันคือกับดักที่ออกแบบมาให้เราเดินเข้าไปติดพันธนาการเองโดยสมบูรณ์" ศิราหยุดมือจากการพิมพ์ เธอนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความขบขัน หากแต่เป็นความชื่นชมในความเฉียบแหลมของชายหนุ่มที่สูญเสียความทรงจำระยะสั้นทุกครั้งที่หลับตาลง "คุณคิดไม่ผิดเลยครับ, รินทร์" ศิราผ่อนลมหายใจยาว "อัลกอริทึมรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ภาพถ่ายหรือป้ายทะเบียนรถ แต่มันวิเคราะห์ ‘จังหวะการก้าวเดิน’ และ ‘อัตราการกระพริบตา’ ของเป้าหมายผ่านกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงตามท้องถนน ถ้าเราก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว AI ตัวนั้นจะส่งโดรนจู่โจมมาถึงตัวเราก่อนที่เราจะทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ" นี่คือความจริงอันโหดร้ายของโลกยุคปัจจุบัน ที่ซึ่งทุกย่างก้าวถูกแปลงเป็นชุดข้อมูล และความเป็นส่วนตัวกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่แม้แต่เงาของตัวเองก็ยังไว้ใจไม่ได้ การย้ายที่อยู่จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้องพัก แต่มันคือการหายตัวไปจากระบบสารสนเทศทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง "ถ้าอย่างนั้น..." รินทร์ปิดสมุดบันทึกในมือ เสียงกระดาษกระทบกันเบาๆ ดังก้องในความเงียบ "เราจะใช้ท่อระบายน้ำทิ้งเขตอุตสาหกรรมเก่า" ศิราเลิกคิ้วเล็กน้อย "คุณแน่ใจเหรอครับ? ที่นั่นไม่ได้มีแค่ความสกปรก แต่มันคือจุดอับสัญญาณที่พวกเราอาจขาดการติดต่อจากโลกภายนอกไปเลย และที่สำคัญ... ก๊าซมีเทนหนาแน่นพอที่จะทำให้เซ็นเซอร์ชีวภาพของพวกเราทำงานผิดพลาดได้" "นั่นแหละคือเหตุผลที่เราต้องใช้มันครับ" รินทร์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานที่มีหน้าจอโฮโลแกรมส่องสว่างสะท้อนใบหน้าคมคายของเขา "เพราะอัลกอริทึมของโครนอสถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ ‘ตรรกะมนุษย์ปกติ’ ที่พยายามหลีกเลี่ยงความสกปรก ความลำบาก และความอับชื้น มันไม่มีทางคาดคิดหรอกครับว่าเป้าหมายระดับ SSS อย่างเรา จะยอมลดตัวลงไปเดินลุยโคลนเน่าเสียเพื่อแลกกับการรอดชีวิต" ดวงตาของทั้งสองประสานกันอีกครั้ง ในความมืดและท่ามกลางแรงกดดันจากภัยคุกคามรอบด้าน เคมีระหว่างอดีตสายลับผู้เยือกเย็นกับชายหนุ่มผู้มีความจำเสื่อมกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ความเข้าใจอันลึกซึ้งก่อตัวขึ้นโดยไม่ต้องเอื้อnเอ่ยคำหวานใดๆ มีเพียงความเชื่อใจและเหตุผลที่ร้อยเรียงเข้าหากันอย่างแน่นหนา สถาปัตยกรรมของเมืองนี้ถูกออกแบบให้ซับซ้อนราวกับเขาวงกต แต่ละตึกรามบ้านช่องเชื่อมต่อกันด้วยสะพานลอยฟ้าและระบบขนส่งมวลชนอัตโนมัติที่ชาญฉลาด ทว่าเบื้องล่างลงไป คือโครงสร้างพื้นฐานยุคเก่าที่ถูกทิ้งร้างและถูกลืมเลือนโดยเทคโนโลยี นั่นคือสถานที่ที่พวกเขาเลือกเป็นเส้นทางหลบหนี "เตรียมตัวให้พร้อมครับ, ศิรา" รินทร์หยิบปืนพกพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมาตรวจสอบกระสุน ความเย็นเฉียบของโลหะผสมไทเทเนียมสัมผัสกับฝ่ามือของเขา "เรามีเวลาอีกสามนาทีก่อนที่แบตเตอรี่สำรองของรหัสผ่านห้องนี้จะหมด และเมื่อมันดับลง โครนอสจะรู้ทันทีว่าเราทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง" ศิราไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอดึงคันโยกฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่หลังตู้เก็บเอกสารเหล็ก เสียงกลไกเฟืองเหล็กขนาดใหญ่บด เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางลาดชันที่มืดมิดและลาดลงสู่เบื้องล่าง กลิ่นอับชื้นและไอเย็นยะเยือกพัดสวนขึ้นมาปะทะใบหน้า ความมืดที่รออยู่เบื้องล่างดูคล้ายกับปากของอสุรกายที่อ้าคอยกลืนกินทุกสิ่งที่ตกลงไป รินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เขายกสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดดูหน้าสุดท้ายด้วยความรวดเร็วเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้ออกด้านซ้าย—ใกล้กับหัวใจที่กำลังเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ทั้งคู่ก้าวเท้าเดินเคียงข้างกันลงไปในความมืด บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน รินทร์ใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสผนังปูนที่ชื้นแฉะเพื่อทรงตัว ในขณะที่สายตาสอดส่องความผิดปกติรอบด้านด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมที่ถูกขัดเกลาจากคดีนับไม่ถ้วน ผ่านไปเกือบสิบนาทีของการเดินทางผ่านอุโมงค์ระบายน้ำที่คดเคี้ยว เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องสะท้อนไปมาจนน่ารำคาญ ทว่าในวินาทีที่ทั้งคู่กำลังจะเดินพ้นทางแยกส่วนโค้ง ศิราก็ยื่นมือออกไปคว้าแขนของรินทร์ไว้ทันที พร้อมกับออกแรงดึงให้เขาก้มตัวลงต่ำแนบกับผนังกำแพงคอนกรีต "หยุดก่อนครับ..." เสียงกระซิบของศิราบ่งบอกถึงความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด รินทร์ไม่ถามให้มากความ เขารีบยกปืนขึ้นเล็งไปในความมืดเบื้องหน้าทันที ดวงตาหรี่ลงเพื่อเพ่งมองผ่านความสลัว ณ ปลายอุโมงค์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งควรจะเป็นเขตปลอดคนและไม่มีสัญญาณชีวภาพใดๆ ตามแผนผังดิจิทัล กลับปรากฏ ‘แสงไฟสีแดงกะพริบ’ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ... มันไม่ใช่ไฟฉายของโดรนลาดตระเวน และไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยของระบบโครนอส แต่มันคือสัญญาณชีพจรของ ‘มนุษย์’ อีกผู้หนึ่ง ที่กำลังนั่งรอพวกเขาอยู่ตรงทางออกพอดีราวกับรู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะเลือกใช้เส้นทางนี้! *“ยินดีต้อนรับสู่เส้นทางที่พวกคุณเลือกเอง... รินทร์ และคุณศิรา”* เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังสะท้อนก้องออกมาจากลำโพงขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่มุมอับของอุโมงค์ พร้อมๆ กับเสียงปรบมือช้าๆ สามครั้งที่ดังกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับผม แฟ้มคดีลับ007 แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมมรณะกับนักสืบไร้ความจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%