อัลกอริทึมมรณะกับนักสืบไร้ความจำ•ตอนที่ 9

หนีการไล่ล่า

ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
เสียงโลหะกระทบกันอย่างกะทันหันเหนือศีรษะ ตามด้วยฝุ่นปูนที่ร่วงกราวลงมาบนไหล่ คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่า เราไม่มีเวลาเหลือให้ลังเลอีกต่อไปแล้วครับ "ทางซ้ายถูกปิดตาย โดรนลาดตระเวนรุ่น Mk-IV ขององค์กรกำลังกวาดหาความร้อนจากร่างของเรา สองนาที... เต็มที่คือเก้าสิบวินาที ถ้าเรายังไม่ออกไปจากซอกตึกแถวเขตเมืองเก่านี้ ร่างกายของเราจะกลายเป็นเพียงเป้าซ้อมยิงของกระสุนเจาะเกราะพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า" ศิรากระซิบลอดไรฟัน มือเรียวบางดึงสลักระเบิดควันพรางแสงอินฟราเรดออกอย่างคล่องแคล่ว สายตาของเธอยังคงคมกริบและเยือกเย็นแม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ ผมก้มลงมองสมุดบันทึกเล่มหนaาในมือ หน้ากระดาษที่เพิ่งเขียนด้วยลายมือตัวเองเมื่อสิบนาทีที่แล้วปรากฏข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังด้วยหมึกสีดำสนิท— *‘ศิราพูดความจริง เชื่อใจเธอ 100% ประตูหนีภัยอยู่หลังร้านซ่อมนาฬิกาโบราณ’* ในฐานะคนที่ความจำระยะสั้นรีเซ็ตตัวเองทุกๆ สองชั่วโมง สมุดเล่มนี้คือสมองส่วนที่สองและเป็นเครื่องมือนำทางชีวิตเดียวที่ผมมี แต่ในสถานการณ์ที่เสียงไซренаไล่ล่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วตรอกซอกซอยอิฐมอญโบราณของย่านเมืองเก่า การพึ่งพาแค่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษคงไม่เพียงพอ เราต้องใช้ตรรกะและการคาดการณ์พฤติกรรมของ AI ควบคุมฝูงโดรนที่กำลังปิดล้อมเราอยู่ "อย่าเพิ่งใช้ทางนั้นครับศิรา..." ผมเอื้อมมือไปแตะข้อศอกของเธอเบาๆ เพื่อหยุดยั้งจังหวะก้าวเท้าที่กำลังจะพุ่งออกไป "อัลกอริทึมของโดรนลาดตระเวนชุดนี้ถูกเขียนขึ้นโดยดร.การ์ย ผู้คลั่งไคล้รูปแบบฟีโบนักชี พวกมันไม่ได้สุ่มค้นหา แต่มันใช้การคำนวณจุดตัดของมุมตึกเพื่อสร้างโครงข่ายดักซุ่ม ประตูหลังร้านซ่อมนาฬิกานั่น... เป็นจุดอับสายตาของมนุษย์จริง แต่สำหรับเซ็นเซอร์ความร้อนและคลื่นแม่เหล็ก มันคือจุดโฟกัสหลักที่ถูกตั้งค่าการดักรอไว้แล้ว" ศิราหันมามองผม ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม แม้ว่ารินทร์คนก่อนหน้าเธอจะสูญเสียความทรงจำไปเกือบหมดสิ้น แต่ความสามารถในการวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมและสัญชาตญาณเชิงจิตวิทยาอาชญากรรมของเขากลับคมกริบขึ้นทุกครั้งที่สถานการณ์บีบคั้น "ถ้างั้น... นายมีแผนที่ดีกว่าใช่ไหมครับ คุณนักสืบความจำสั้น" เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ช่วยดึงความตึงเครียดในบรรยากาศรอบตัวให้ผ่อนคลายลงได้บ้าง แม้รอบตัวเราจะมีเสียงฝีเท้าของหน่วยจู่โจมพิเศษที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ทุกขณะ "มีครับ... และมันเสี่ยงมาก" ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสมาธิ "เราจะใช้ท่อระบายน้ำทิ้งยุคศตวรรษที่สิบเก้าที่อยู่ใต้เท้าเรานี่แหละ แม้ว่ากลิ่นของมันจะไม่น่ารื่นรมย์นัก แต่ระบบสแกนชีวภาพของโดรนไม่สามารถทะลุผ่านชั้นอิฐเคลือบสารเคมีโบราณและความชื้นสูงระดับนี้ได้ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสลับเสื้อแจ็คเก็ตกัน เพื่อลวงระบบจดจำสัดส่วนความร้อน" ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร่วมกันทำให้เราถอดเสื้อคลุมสลับกันในเวลาไม่ถึงห้าวินาที ศิราช่วยผมงัดฝาท่อระบายน้ำเหล็กขึ้นด้วยชะแลงเหล็กพกพา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นโคลนตีเข้าจมูกทันที แต่เสียงคำรามของโดรนที่บินต่ำเหนือหัวเราไม่ถึงสามเมตรก็เป็นเครื่องยืนยันว่า เราไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว "คุณลงไปก่อนครับ ผมจะปิดฝาท่อและกลบเกลื่อนร่องรอยข้างบนนี้เอง" ผมผายมือให้เธอลงไปก่อนด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ "ระวังตัวด้วยนะรินทร์ นายจะลืมฉันไม่ได้เด็ดขาดจนกว่าเราจะขึ้นไปข้างบนฝั่งโน้น" ศิราทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ความมืดเบื้องล่างอย่างคล่องแคล่ว ผมจัดการดึงฝาท่อกลับมาปิดอย่างแนบเนียน พร้อมกับโปรยผงคาร์บอนกัมมันตรังสีที่พกไว้กลิ่นอายความร้อน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเซ็นเซอร์โดรนตัวสุดท้ายที่บินผ่านมาพอดี เสียงเครื่องยนต์ใบพัดขนาดเล็กคำรามอยู่เหนือหัว ห่างไปเพียงไม่กี่คืบ แรงลมจากการหมุนวนทำให้เศษฝุ่นร่วงใส่ผม แต่ด้วยความนิ่งสงบและลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายของผมจึงกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนระบบอัจฉริยะประเมินว่าบริเวณนี้ไร้สิ่งมีชีวิต เมื่อเสียงโดรนบินลับเลยไป ผมจึงรีบหย่อนตัวลงสู่ความมืดเบื้องล่างเพื่อสมทบกับศิรา เราสองคนคลานไปตามอุโมงค์ระบายน้ำแคบๆ ที่มีน้ำขังเฉอะแฉะ แสงไฟฉายดวงเล็กส่องนำทางไปข้างหน้า ความเย็นยะเยือกของกำแพงอิฐเก่าแก่ซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนรู้สึกได้ แต่ความอบอุ่นจากมิตรภาพและความเชื่อใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างการหลบหนี ทำให้ก้าวเดินของเรามั่น and คงยิ่งขึ้น เราใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการคลานฝ่าความมืด จนกระทั่งมาโผล่ยังปลายอุโมงค์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเปิดออกสู่โกดังเก็บสินค้าเก่าริมท่าเรือร้าง บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งแผ่วเบา รินทร์และศิราปีนขึ้นมาจากช่องระบายน้ำ หอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน เนื้อตัวเปอะเปื้อนคราบโคลนและฝุ่นผง แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งคู่ "เรา... รอดมาได้แล้วสินะครับ" ผมหันไปพูดกับศิราพร้อมกับหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเพื่อเตรียมจดบันทึกเหตุการณ์สำคัญลงไป ป้องกันไม่ให้สมองรีเซ็ตลบความทรงจำตอนนี้ทิ้ง แต่แล้ว... ในวินาทีที่ปลายปากกาจดลงบนกระดาษ เสียงปรบมือช้าๆ และก้องกังวานก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของโกดังร้างแห่งนั้น *แปะ... แปะ... แปะ...* "ยอดเยี่ยมมาก... สมกับที่เป็นอดีตหัวหน้านักวิเคราะห์โปรแกรมขององค์กร และ... เจ้าหน้าที่พิเศษผู้กุมรหัสผ่านอัลกอริทึมต้นแบบ" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากเงาน้ำเงาไม้ของคานโกดัง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นโลหะสะท้อนแสงไฟฉายวาวโรจน์ด้วยความเย้ยหยัน ศิราหน้าถอดสีทันที ร่างบางชะงักงันราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลที่ยืนขวางทางออกสุดท้ายของเราไว้ "ดร.การ์ย... เป็นไปไม่ได้!" ศิราอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ผมขมวดคิ้วแน่น สมุดบันทึกในมือสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะชีพจรที่เต้นระรัว สมองส่วนวิเคราะห์พยายามประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ทว่า... หน้ากระดาษในสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายกลับปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่เขียนขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ—ปราศจากความทรงจำของผม—แต่กลับระบุชื่อของบุคคลตรงหน้าไว้อย่างชัดเจนพร้อมคำเตือนสุดท้ายที่ทำให้ลมหายใจสะดุดกึก: *‘ระวัง... ดร.การ์ยไม่ได้มาคนเดียว และคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาในความมืด คือร่างโคลนที่สมบูรณ์แบบที่สุดของตัวนายเอง’* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับผม แฟ้มคดีลับ007 แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมมรณะกับนักสืบไร้ความจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%