“อย่าดื้อกับฉันค่ะพราว... ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ ยังจะทำเป็นเก่งบอกว่าไหวอยู่อีกเหรอคะ”
น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของมายด์ไม่ได้เจือแววตำหนิเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันเต็มไปด้วยความห่วงใยจนเกือบจะกลายเป็นเสียงสั่นเครือ ปลายเทอร์โมมิเตอร์ดิจิทัลส่งเสียงร้องติ๊ดๆ เบาๆ บนโต๊ะข้างเตียง ตัวเลขสีแดงสดที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอสะท้อนชัดเจนในความมืดสลัวของห้องนอน—สาม十九องศาเซลเซียส (เกือบสามสิบเก้าจุดห้า)
พราว (พราวพร) ในยามนี้ช่างดูเปราะบางเสียจนคนมองรู้สึกเจ็บแปลบในอก สถาปนิกสาวผู้รักความเป๊ะและมักจะควบคุมทุกอย่างในชีวิตให้เข้าที่เข้าทางเสมอ บัดนี้กลับนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยพิษไข้ เรือนผมยาวสลวยยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ลมหายใจที่เป่าออกมาแต่ละครั้งร้อนผ่าวราวกับมีเปลวไฟอยู่ข้างใน
นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำ... หลังจากที่พวกเธอเพิ่งผ่านความตึงเครียดจากเรื่องราวในอดีตที่พราวพยายามปิดตายมานาน มายด์ (มณิการ์) สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่นั่งคุยกันแล้วว่าอีกฝ่ายดูเหม่อลอยและริมฝีปากแห้งผากผิดปกติ จนกระทั่งร่างกายของพราวเริ่มสั่นเทาและทรุดลงตรงหน้า มายด์จึงรู้ทันทีว่ากำแพงที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองไม่ได้พังทลายแค่เพราะความรู้สึกทางใจเท่านั้น แต่มันกำลังพังทลายลงพร้อมกับภูมิคุ้มกันในร่างกายที่อ่อนล้าสะสมมาหลายวัน
มายด์วางผ้าชุบน้ำหมาดๆ ลงบนหน้าผากเนียนอย่างเบามือที่สุด นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าให้อย่างทะนุถนอม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสตรอว์เบอร์รีธรรมชาติจากโลชั่นบำรุงผิวที่มายด์ใช้ลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัว ช่วยบรรยากาศตึงเครียดในห้องให้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่หัวใจของคนดูแลกลับเต้นไม่เป็นส่ำยามที่ได้เห็นแววตาอิดโรยของคนที่นอนอยู่
“มายด์...” เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากลำคอของพราว เจ้าตัวพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ต้องนิหน้าด้วยความวิงเวียนจนต้องล้มตัวลงนอนตามเดิม “ฉัน... ทำให้เธอต้องลำบากอีกแล้วใช่ไหมคะ ขอโทษนะคะที่ทำตัวน่ารำคาญแบบนี้”
“ชูว์... หยุดพูดจาเกรงใจกันแบบนี้สักทีได้ไหมคะพราว” มายด์โน้มตัวลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงอ่อนโยนจนคนฟังรู้สึกเหมือนหัวใจถูกโอบกอดไว้ด้วยนุ่น “เราเป็นอะไรร่วมกันตั้งมากมาย ทำไมเวลาป่วยถึงยังคิดว่าตัวเองเป็นภาระของฉันอยู่เรื่อยเลยล่ะคะ”
พราวชะงักไป ดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสจากพิษไข้กะพริบช้าๆ มองใบหน้าของหญิงสาวผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเจ้าของห้องจัดสวนข้างบ้านที่นั่งเคียงข้างไม่ห่าง แววตาของมายด์ในยามนี้ไม่มีความรำคาญใจเจือปนเลย มีเพียงความห่วงใยบริสุทธิ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนทั่วไปจะมอบให้กันได้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกของพราวอย่างช้าๆ ทำลายความหนาวเหน็บจากพิษไข้ไปทีละน้อย
“ฉันกลัวค่ะ... มายด์” พราวสารภาพออกมาด้วยเสียงที่เบาหวิว ราวกับกระซิบกับตัวเองมากกว่าจะบอกอีกฝ่าย “ทุกครั้งที่ฉันอ่อนแอ... ฉันกลัวว่าวันหนึ่งถ้าไม่มีใครอยู่ข้างๆ ฉันจะรับมือกับมันไม่ไหว... และฉันก็กลัวเหลือเกิน ว่าความรู้สึกที่มันเกินเลยไปมากกว่าความเป็นเพื่อนของเราตอนนี้ จะทำให้ฉันต้องเสียเธอไปตลอดกาล”
มายด์นิ่งงันไปชั่วขณะ มือที่กำลังจะหยิบผ้าขึ้นมาซับเหงื่อบริเวณลำคอชะงักค้างกลางอากาศ ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของพราวในยามที่เจ้าตัวมีสติไม่เต็มร้อยนั้น กลับทรงพลังยิ่งกว่าคำบอกรักใดๆ ที่มายด์เฝ้ารอมาเนิ่นนาน มันคือการยอมรับว่าอีกฝ่ายมองเห็นความสำคัญของเธอ และในขณะเดียวกันก็คือความกลัวที่ฝังรากลึกในใจของสถาปนิกสาวผู้ไม่เคยยอมเปิดใจให้ใครอย่างแท้จริง
“พราวคะ...” มายด์วางผ้าลงบนอ่างน้ำใบเล็กข้างเตียง ก่อนจะเลื่อนมือไปกุมมือเรียวที่สั่นเทาของพราวไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของมายด์ส่งผ่านไปถึงปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของพราว “มองหน้าฉันนะคะ”
พราวยอมปรือตาขึ้นช้าๆ มองสบตาเข้ากับนัยน์ตาคู่สวยของมายด์ที่ฉายแววแน่วแน่และจริงจัง
“ถ้าความกลัวของพราวคือการสูญเสีย... พราวก็จงจำไว้นะคะ ว่ามายด์ไม่เคยคิดจะเดินไปไหนเลย และต่อให้พราวจะดื้อแค่ไหน ร้องไห้เสียงดังแค่ไหน หรือป่วยจนน่ารำคาญแค่ไหน... คนที่อยู่ตรงนี้ ก็ยังคงเป็น ‘มายด์คนเดิม’ ของพราวเสมอค่ะ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ขอบตาของพราวร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม หยาดน้ำตาใสไหลรินลงมาจากหางตาตกลงบนหมอนใบขาว มายด์เคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอย่างช้าๆ ใช้ปลายนิ้วโป้งปาดหยาดน้ำตาให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าแก้วเจียรไนตรงหน้าจะแตกสลายคามือ
“ทีนี้... ถึงเวลาต้องเติมพลังให้ร่างกายต่อสู้กับเจ้าไข้หวัดนี่แล้วนะคะ” มายด์เปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงร่าเริงขึ้นเล็กน้อย เพื่อดึงพราวออกจากภวังค์ความเศร้า “ฉันต้มโจ๊กหมูใส่ขิงอ่อนๆ ที่พราวชอบไว้ที่ครัวแล้ว เดี๋ยวฉันไปยกมาให้นะคะ ห้ามหลับหนีตื่นมากินเด็ดขาดค่ะ”
พราวพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกก่อนหน้านี้เบาบางลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว มายด์ลุกขึ้นเดินหายออกไปจากห้องไม่นานก็กลับมาพร้อมกับถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่มีควันร้อนกรุ่นลอยขึ้นมา กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวเปื่อยๆ ผสมผสานกับกลิ่นขิงและรากผักชีช่วยกระตุ้นความอยากอาหารที่หดหายไปให้กลับคืนมาบ้าง
มายด์ประคองร่างของพพราวให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียงโดยมีหมอนใบนุ่มรองรับหลังไว้ให้เรียบร้อย ตักโจ๊กคำเล็กๆ เป่าเบาๆ จนควันจางลง ก่อนจะจ่อมาที่ริมฝีปากของคนป่วย
“อ้าปากค่ะ... คนเก่ง”
พราวเม้มปากเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่ต้องมานั่งให้เพื่อนสนิทป้อนข้าวป้อนน้ำเหมือนเด็กๆ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาบังคับแกมเอ็นดูของมายด์ เจ้าตัวก็จำยอมอ้าปากรับโจ็กร้อนๆ เข้าไป รสชาติกลมกล่อมและความเผ็ดร้อนนิดๆ จากขิงช่วยให้ลำคอที่แห้งผากรู้สึกโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อร่อยไหมคะ?” มายด์ถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า
“อืม... อร่อยค่ะ ฝีมือมายด์ไม่เคยเปลี่ยนเลย” พราวตอบเสียงเบາ เคี้ยวช้าๆ อย่างว่านอนสอนง่าย
บรรยากาศในห้องนอนยามวิกาลเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่มีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนทั้งคู่เป็นจังหวะรองรับ มายด์คอยตักโจ๊กป้อนพราวที2คำสลับกับการเช็ดหน้าเช็ดตาให้ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกการกระทำไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีท่าทีเบื่อหน่าย มีแต่ความรักความอบอุ่นที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในรอยร้าวทีละนิดๆ ของหัวใจพราว
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ชามโจ๊กในมือก็ว่างเปล่า มายด์จัดการป้อนยาพาราเซตามอลตามลงไปอีกหนึ่งเม็ด ก่อนจะจัดแจงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ถึงระดับอก ปรับอุณหภูมิแอร์ในห้องให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้คนป่วยหนาวสั่นจนเกินไป
“นอนพักผ่อนเถอะนะคะพราว เดี๋ยวไข้ก็ลดแล้วค่ะ” มายด์เอ่ยพลางลูบศีรษะของพราวเบาๆ กล่อมให้เคลิ้มหลับ
พราวพยักหน้ารับ ดวงตาเริ่มหนักอึ้งด้วยฤทธิ์ยาและอาการอ่อนเพลีย แต่ก่อนที่เปลือกตาจะปิดสนิทลง มือเรียวเล็กของพราวกลับเอื้อมไปคว้าชายเสื้อแขนยาวของมายด์ไว้แน่น ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งที่จะเลือนหายไปเมื่อยามรุ่งสาง
มายด์ชะงัก ก้มมองมือที่กำเสื้อของเธอไว้ ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความเอ็นดู เธอตัดสินใจขยับกายขึ้นมานอนราบลงบนเตียงเคียงข้างกัน ปล่อยให้พราวซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นจากร่างกายของเธออย่างยินดี
เสียงลมหายใจเริ่มผ่อนคลายลงเรื่อยๆ พราวหลับตาลงด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน พื้นที่ในหัวใจที่เคยเต็มไปด้วยระเบียบวินัยและความหวาดระแวง บัดนี้ถูกระบายแต้มด้วยสีสันอุ่นละมุนของกลิ่นสตรอว์เบอร์รีที่โอบล้อมอยู่รอบตัว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ มายด์ที่นอนตะแคงมองใบหน้ายามหลับใหลของพราวด้วยความรักล้นปรี่ กำลังจะเคลิ้มหลับตามไปด้วย ทว่า...
ทันใดนั้นเอง!
เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้นกะทันหันในความเงียบสงัดของยามตีสอง!
ไม่ใช่เสียงกริ่งธรรมดา แต่เป็นเสียงกดรัวติดต่อกันหลายครั้งด้วยความร้อนรน ราวกับมีใครบางคนกำลังประสบเหตุการณ์ฉุกเฉินและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด พราวสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ขณะที่มายด์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจระคนตื่นตระหนก ใครกันที่จะมาเคาะประตูบ้านกลางดึกในสภาพอากาศและเวลาแบบนี้?
มายด์ค่อยๆ แกะมือของพราวที่กำเสื้อเธอไว้ออกอย่างเบามือที่สุด กระซิบปลอบเสียงแผ่วว่า “นอนรอก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันออกไปดูเอง” ก่อนจะก้าวลงจากเตียงแล้วเดินตรงไปยังประตูหน้าบ้านด้วยหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
และเมื่อเธอบิดลูกบิดประตูเปิดออก ภาพของบุคคลปริศนาที่ยืนอยู่ภายใต้แสงไฟสลัวหน้าบ้าน ก็ทำให้ลมหายใจของมายด์แทบหยุดสะดุดลงทันที!
...โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโอบกอดความอบอุ่นในใจไปพร้อมกับพราวและมายด์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
— สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี•ตอนที่ 12
ไข้หวัดกับความใส่ใจ
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!