"ถ้าพราวจะต้องเลือกแบบร่างที่ไม่มีวิญญาณพวกนี้ไปส่งให้ลูกค้าจริงๆ สู้ยอมลาออกไปปลูกต้นไม้ขายกับมายด์ยังจะดีกว่านะคะ"
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับร่างบางของสถาปนิกสาวที่ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาลงบนพรมขนฟูสีครีมนุ่มละมุนกลางห้องนั่งเล่น เป็นสัญญาณเตือนว่าค่ำคืนนี้คงเป็นอีกหนึ่งคืนยาวนานสำหรับเราสองคน
พราวพรในยามที่ปลดปล่อยตัวเองจากเสื้อสูททำงานและกรอบระเบียบอันเคร่งครัด ดูเปราะบางและน่าทะนุถนอมราวกับแก้วเจียระไนที่เพิ่งถูกวางลงอย่างไม่ระมัดระวัง เส้นผมสีดำสนิทที่เคยรวบตึงเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้หลุดลุ่ยเคลียคลออยู่ข้างแก้มใส ปลายนิ้วเรียวยาวนวดคลึงขมับของตัวเองเบาๆ เพื่อขับไล่ความเหนื่อยล้าจากตัวเลขและเส้นกริดในจอคอมพิวเตอร์ที่แผดเผาสายตามาทั้งวัน
ฉันที่เพิ่งยกถาดชาคาโมมายล์อุ่นๆ พร้อมคุกกี้เนสด์โฮมเมดกลิ่นสตรอว์เบอร์รีอ่อนๆ เดินเข้ามาหยุดยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความรู้สึกอุ่นวาบแปลกๆ แผ่ซ่านขึ้นมาในอกทุกครั้งที่ได้เห็นมุมที่ไร้การป้องกันของคนตรงหน้า พราวเก่งกาจและสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอกเสมอ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าภายใต้เกราะเหล็กอันแข็งแกร่งนั้น ซ่อนหัวใจที่กำลังอ่อนล้าและโหยหาอ้อมกอดที่ปลอดภัยแค่ไหน
"พูดจริงหรือเปล่าคะเนี่ย" ฉันวางถาดลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิลงข้างกายเธอ "ถ้าพราวมาปลูกต้นไม้กับมายด์จริงๆ สวนสตรอว์เบอร์รีของมายด์คงวุ่นวายพิลึก เพราะคุณสถาปนิกคนเก่งคงสั่งให้เราต้องวัดระยะห่างระหว่างต้นไม้ทุกต้นให้เป๊ะเป็นมิลลิเมตรแน่ๆ เลยค่ะ"
พราวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เจือความเหนื่อยล้าแต่น่าฟังเหลือเกิน เธอยันตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะใช้ศอกยันพื้นไว้แล้วหันมามองหน้าฉัน ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะฉายแววเด็ดเดี่ยวในยามทำงาน บัดนี้กลับสะท้อนแสงไฟสีส้มวลีอบอุ่นจากโคมไฟมุมห้องจนระยิบระยับ
"มายด์ก็รู้ว่าพราวเป็นคนแบบนั้น..." พราวพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาคู่สวยมองลึกลงมาในตาของฉันราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง "ทำไมพราวถึงรู้สึกว่า... ยิ่งโตขึ้น โลกมันถึงได้เรียกร้องให้เราทิ้งความฝันแล้วแลกเปลี่ยนมันกับความสำเร็จที่ไม่มีตัวตนล่ะคะ บางครั้งพราวก็นึกสงสัยว่า ตัวเองในวัยเด็กที่เคยฝันอยากจะสร้างบ้านต้นไม้หลังเล็กๆ จะมองมาที่พราวในตอนนี้ด้วยสายตาแบบไหน"
คำถามนั้นไม่ใช่แค่การบ่นพร่ำเพ้อ แต่มันคือรอยร้าวเล็กๆ ในความรู้สึกที่พราวเก็บซ่อนไว้ นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้นั่งคุยกันลึกซึ้งถึงตัวตนและความฝันที่เคยหล่นหายไประหว่างทางแบบนี้ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกย่อส่วนให้แคบลงเหลือเพียงพื้นที่บนพรมขนฟูผืนนี้ กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของสตรอว์เบอร์รีที่ติดตัวฉันผสมผสานกับกลิ่นชาอุ่นๆ และกลิ่นอายเฉพาะตัวของพราว สร้างเกราะ
invisible
ฉันขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนกระทั่งไหล่ของเราแทบจะแนบชิดกัน ความอบอุ่นจาก1อุณหภูมิร่างกายของเธอลอยละล่องเข้ามาแตะผิวสัมผัส ฉันเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ยื่นส่งให้เธอ พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ตั้งใจให้อบอุ่นที่สุดไปให้
"ความฝันมันไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะพราว... มันแค่หลบมุมไปนอนรอเวลาที่เราใจดีกับตัวเองมากพอที่จะหันกลับไปมองมันต่างหาก" ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทอดสายตามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังไหววับ "ส่วนเรื่องที่ว่าตัวในวัยเด็กจะมองพราวยังไง... มายด์เชื่อว่าเด็กคนนั้นต้องภูมิใจในตัวพราวมากๆ แน่นอนค่ะ เพราะไม่ว่าพราวจะเหนื่อยแค่ไหน พราวก็นำพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้แถมยังดูแลความรู้สึกของคนรอบข้างได้ดีเสมอมา... แม้ว่าบางครั้งพราวจะลืมดูแลความรู้สึกของตัวเองก็ตามที"
ปลายนิ้วมือของฉันเผลอยื่นออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว ปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้พราวสะดุ้งเล็กน้อย เปลือกตากลุ่มขนตางอนกระพริบถี่ๆ ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วของเราบังเอิญเฉียดผ่านผิวแก้มอุ่น
ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากของพราวในเสี้ยววินาทีนั้น มีเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมาย ความใกล้ชิดที่เกินเส้น "เพื่อนสนิท" ไปหลายก้าว ทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนสภาพ ความอบอุ่นที่เคยนุ่มนวล กลับเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มระอุที่เต้นเร้าอยู่ในอกอย่างเงียบเชียบ สายตาของพราวที่มองมาที่ฉันเวลานี้... มันไม่ได้มีแค่ความซาบซึ้ง แต่มันกำลังอ่านลึกเข้าไปในหัวใจของฉัน เหมือนเธอกำลังค้นพบความลับบางอย่างที่ฉันพยายามซ่อนไว้มาเนิ่นนาน
พราวค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นทีละน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจที่รินรดกัน ดวงตาคู่คมของสถาปนิกสาวจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของฉันชั่วขณะ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาฉันตรงๆ ด้วยแววตาที่สั่นไหวและเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ย
"มายด์คะ..." เสียงของพราวแหบพร่าลงอย่างผิดปกติ ราวกับคนกำลังกระซิบคำสารภาพกลางสายฝน "ทำไม... เวลาที่อยู่ใกล้มายด์แบบนี้ หัวใจของพราวถึงไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของสมองเลยล่ะคะ..."
หัวใจของฉันกระตุกวูบอย่างแรง เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าว มือที่ถือถ้วยชาเกือบจะสั่นเทาจนเกือบทำมันร่วงหล่น ทว่าก่อนที่เราจะทันได้ข้ามเส้นแบ่งเขตอันเปราะบางนั้น เสียงกริ่งประตูหน้าห้องพักก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันและดึงสติของเราให้หลุดออกจากภวังค์
*ติ๊งหน่อง!*
เสียงสัญญาณนั้นดังซ้ำเป็นครั้งที่สอง ราวกับผู้มาเยือนไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอยกลับไปง่ายๆ พราวสะดุ้งสุดตัวผละถอยออกห่างจากฉันทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความตกใจและทำอะไรไม่ถูก ส่วนฉันรีบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ พราวยืนขึ้นด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ก่อนจะเดินไปที่ประตูด้วยความหงุดหงิดปนสงสัยว่าใครกันนะที่บังجอาจมาเคาะประตูรบกวนเวลาวิกาลแบบนี้
ทว่า... ทันทีที่พราวแง้มประตูบานใหญ่เปิดออก และมองเห็นเงาร่างของบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้า สีหน้าตกใจเมื่อครู่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกราวกับเห็นผีสางในยามวิกาล และประโยคถัดมาที่หลุดออกมาจากปากของแขกยามวิกาลคนนั้น ก็ทำให้หัวใจของฉันหยุดเต้นไปในทันที...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปพร้อมกับพราวและมายด์ในตอนนี้นะคะ
พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี•ตอนที่ 4
มุมโปรดบนพรมขนฟู
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!