"อย่าหันไป... พราว ขอร้องล่ะค่ะ"
เสียงกระซิบที่สั่นพร่าเล็กน้อยของมายด์ดังขึ้นชิดริมใบหู พร้อมกับฝ่ามืออุ่นจัดที่เอื้อมมาแตะลงบนข้อศอกของพราวอย่างแผ่วเบา ทว่ามั่น
คง แรงบีบเพียงน้อยนิดนั้นทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องเตือนสติและสิ่งยึดเหนี่ยวในคราวเดียวกัน ในวินาทีที่หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นรัวรากับจะหลุด
ออกมานอกอก ความหวาดกลัวจากสายตาปริศนาในความมืดเมื่อครู่ยังคงทิ้งร่องรอยความเย็นเฉียบไว้ตามแนวสันหลัง แต่สัมผัสจากคนข้างกายกลับ
ค่อยๆ ดึงสติสัมปชัญญะของเธอกลับคืนสู่ปัจจุบัน
พราวกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก เธอยอมละสายตาจากเงาดำตะคุ่มบริเวณแนวรั้วต้นโมกหน้าบ้าน แล้วค่อยๆ ถอยหลังตาม
แรงดึงของมายด์ช้าๆ จนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังกระจกใสของห้องนั่งเล่น ความอบอุ่นจากร่างกายของมายด์ที่ขยับเข้ามาบังหน้าเธอไว้กึ่งหนึ่ง
ทำให้ความตื่นตระหนกเมื่อครู่เริ่มคลายตัวลง กลGายเป็นความตื่นตัวระคนระแวดระวัง
"เห็น... หรือเปล่าคะ" พราวถามเสียงกระซิบ ลมหายใจยังคงติดขัดขณะที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบกำชายเสื้อผ้าฝ้ายสีครีมของอีกฝ่ายแน่นโดยไม่รู้ตัว
มายด์ไม่ตอบในทันที ดวงตากลมโตคู่สวยหันกลับไปมองลอดผ่านม่านโปร่งบางที่ปลิวไสวตามแรงลมยามเย็นออกไปด้านนอกอีกครั้ง ก่อนจะส่าย
ศีรษะช้าๆ
"ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ... อาจจะเป็นแค่เงาของกิ่งไม้ หรือไม่ก็แมวของยายชมแถวนี้ก็ได้นะคะ อย่าเพิ่งกังวลไปเลยค่ะ พราวปลอดภัยดีนะคะ มีมายด์
อยู่ตรงนี้ทั้งคน"
น้ำเสียงของมายด์นุ่มนวลและหนักแน่นเสมอ ราวกับผืนผ้าห่มผืนหนาในคืนอากาศหนาวจัด พราวเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายที่ต้องกับ
แสงสีส้มอมชมพูของท้องฟ้าภายนอก แสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าสาดส่องกระทบโครงหน้าหวานและเส้นผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม
ภาพนั้นทำให้หัวใจที่เต้นระรัวเพราะความกลัวเมื่อครู่ ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะไปเป็นความสั่นไหวจากความรู้สึกอีกรูปแบบหนึ่ง... ความรู้สึกที่เธอพยายาม
หลบ
เลี่ยงและปฏิเสธมาตลอดหลายปี
บรรยากาศรอบตัวในยามเย็นช่างเงียบสงบ ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับพายุอารมณ์ภายในอก ทั้งสองคนยังคงยืนนิ่งอยู่ในระยะประชิด กลิ่นหอมอ่อนๆ
จางๆ ของผลสตรอว์เบอร์รีสุกที่ลอยมาจากตัวของมายด์ผสมผสานกับกลิ่นอายดินหลังฝนและกลิ่นกาแฟคั่วอ่อนๆ จากห้องครัว มันเป็นกลิ่นที่
พราวคุ้นเคยและทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
"ไปที่ระเบียงกันเถอะค่ะ" มายด์ชวนด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มักจะส่งมาให้เธอเสมอเมื่อต้องการเยียวยาความรู้สึก "ไหนๆ วันนี้เราก็ตั้งใจจะดูพระ
อาทิตย์ตกดินด้วยกันแล้ว อย่าปล่อยให้บรรยากาศดีๆ เสียไปเลยนะคะ"
พราวพยักหน้ารับช้าๆ ความกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความโหยหาความอบอุ่นบางอย่าง เธอปล่อยมือจากการจับชายเสื้อของมายด์ เปลี่ยนเป็น
เดินเคียงคู่กันออกไปยังระเบียงไม้กว้างด้านนอกที่มายด์เพิ่งจัดแต่งสวนหย่อมกระถางเล็กๆ ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน
ณ ระเบียงชั้นสองแห่งนี้ ท้องฟ้าเบื้องหน้ากำลังเปลี่ยนสีอย่างงดงามตระการตา จากสีฟ้าครามสดใสค่อยๆ ถูกแต้มด้วยสีส้มจัด สีชมพูอมม่วง
และประกายสีทองระยิบระยับราวกับผืนผ้าใบของจิตรกรเอก แสงสีชมพูยามเย็นสาดส่องอาบไล้เรือนร่างของคนทั้งสองให้กลายเป็นสีนวลตา บรรยากาศ
รอบตัวเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้น
มายด์เดินไปหยิบผ้าคลุมไหล่ผืนหนานุ่มมาคลุมให้พราวอย่างเบามือ สัมผัสปลายนิ้วที่เฉียดผ่านต้นคอทำให้พราวสะท้านเล็กน้อยโดยธรรมชาติ
สถาปนิกสาวห่อไหล่เข้าหากันเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาวจากสายลม แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่แนบเนียนจนหัวใจตั้งรับแทบไม่ทัน
"ขอบคุณค่ะ" พราวเอ่ยเสียงแผ่วเบา สายตาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเสี้ยวหน้าของมายด์ที่กำลังทอดมองขอบฟ้าไกล
"ท้องฟ้าวันนี้สวยเป็นพิเศษเลยนะคะ" มายด์เปรยขึ้นเบาๆ ขณะท้าวแขนลงบนราวระเบียงไม้ ดวงตาคู่สวยสะท้อนภาพแสงสีชมพูระเรื่อของ
ขอบฟ้า "เหมือนกับ... เรื่องบางเรื่องที่เพิ่งกระจ่างชัดขึ้นมาเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว"
คำพูดนั้นสะดุดลงในความรู้สึกของพราว หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความหมายระหว่างบรรทัดในประโยคนั้นชัดเจนเสียจนเธอแทบ
ไม่กล้าหายใจแรง พราวรู้ดีว่ามายด์หมายถึงอะไร และเธอก็รู้ตัวดีเช่นกันว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของเราก้าวล้ำเส้นคำว่า
"เพื่อนสนิท" ไปไกลแค่ไหนแล้ว แต่กำแพงแห่งความกลัวในใจ—กลัวความเปลี่ยนแปลง กลัวการสูญเสีย และกลัวความเจ็บปวดหากวันหนึ่ง
ต้องแยกทาง—ยังคงทำหน้าที่เป็นโซ่ตรวนล่ามเธอไว้
"มายด์..." พราวครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว
มายด์หันกลับมามองเธอ ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการหยอกล้อหรือความลังเล มีเพียงความลึกซึ้ง อ่อนโยน และจริงใจจนพราว
รู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองทะลุปรุโปร่ง
"พราวกำลังกลัวอะไรอยู่เหรอคะ" มายด์ถามเสียงนุ่ม ไม่มีการเร่งรัด ไม่มีการกดดัน มีเพียงคำถามที่เปิดเปลือยความรู้สึกออกมาตรงๆ
"กลัวความรู้สึกของตัวเอง... หรือกลัวว่ามายด์จะทำให้พราวผิดหวังคะ"
คำถามนั้นตรงเผงจนพราวพูดไม่ออก เธอนิ่งอึ้ง เม้มริมฝีปากแน่นอย่างใช้ความคิด ความรู้สึกภายในตีกันยุ่งเหยิง ทั้งอยากโอบกอดความอบอุ่นนี้ไว้
และอยากวิ่งหนีให้พ้นเพื่อความปลอดภัยของหัวใจตัวเอง พราวหันหน้าหนีไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะจมหายลับขอบตึกสูงเบื้องล่าง แสงสีชมพู
เข้มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะย้ำเตือนว่าความจริงบางอย่างไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป
"พราว... ไม่เคยเก่งเรื่องความรักเลยค่ะ มายด์ก็รู้" สุภาพสตรีสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นกอดตัวเองไว้ใต้ผ้าคลุมไหล่
"ทุกครั้งที่พราวเปิดใจให้ใคร พราวมักจะเป็นฝ่ายที่เจ็บและสูญเสียเสมอ พราวกลัว... กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราก้าวข้ามเส้นนี้ไปแล้วเกิดอะไรขึ้น
เราอาจจะแม้แต่ความเป็นเพื่อนก็รักษาไว้ไม่ได้"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจยามเย็นและเสียงใบไม้ไหวเบาๆ
มายด์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างเราแทบจะไม่มีเหลือ ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดของมายด์เอื้อมมาสัมผัสหลังมือของพราวที่กำลังกำ
แน่นอยู่บนราวระเบียง ค่อยๆ คลายออกอย่างอ่อนโยน แล้วสอดประสานปลายนิ้วเข้าหากันแน่น
"ใครบอกเหรอคะว่าเราจะสูญเสียอะไรไป" มายด์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่น
คง "พราวคะ... เราไม่ได้เพิ่งรู้จักกันเมื่อวาน เราเรียนรู้กันและกันมานานจนทุกส่วนของชีวิตเรามันซึมซับกันและกันไปหมดแล้ว มายด์ไม่ได้
อยากเป็นแค่วันนี้ของพราว... และมายด์ก็ไม่ได้กลัวอนาคตเลยสักนิด ถ้าอนาคตนั้นมีพราวอยู่ข้างๆ"
หัวใจของพราวราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นกระแทกเข้ากลางใจจนน้ำตาซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ความอบอุ่นจากมือที่กุมกันไว้แผ่ซ่านเข้ามาถึงขั้วหัวใจ กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองมาตลอดชีวิตค่อยๆ ละลายหายไปทีละนิด
ภายใต้แสงสีชมพูละมุนของยามสนธยา
พราวสูดหายใจเข้าลึก
เพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยของมายด์ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
ทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและโล่งอกที่สุดในรอบหลายปี
"เธอ... ขี้โกงจังเลยนะคะ มายด์" พราวเอ่ยเสียงสั่นเครือปนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "รู้ได้ยังไงคะว่าพราวแพ้สายตาแบบนี้..."
มายด์ยิ้มกว้าง แววตาส่องประกายระยิบระยับยิ่งกว่าแสงสุดท้ายของวัน "มายด์ไม่ได้ขี้โกงสักหน่อยค่ะ มายด์แค่พูดความจริงจากใจ... เหมือน
อย่างที่หัวใจของพުރาวกำลังบอกอยู่ตอนนี้ไงคะ"
บรรยากาศระหว่างเราหวานล้ำและลึกซึ้งจนแทบไม่ต้องเอื้อnคำพูดใดๆ อีก พราวขยับเข้าไปใกล้มายด์อีกก้าว จนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน
กลิ่นสตรอว์เบอร์รีอ่อนๆ และความอุ่นซ่านจากลมหายใจของกันและกันคือสิ่งเดียวที่มีความหมายในโลกเวลานี้ มืออีกข้างของมายด์ยกขึ้น
ประคองแก้มนุ่มของพราวอย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยหยาดน้ำตาที่หางตาให้อย่างแผ่วเบา
ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ความรู้สึกที่ชัดเจนแจ่ม
แจ้งจนไม่ต้องหาคำนิยามใดๆ มาอธิบายกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้
ริมฝีปากของมายด์เคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ช้าๆ เปิดโอกาสให้พราวได้ปฏิเสธ หากเธอยังลังเล...
ทว่าพราวกลับหลับตาลงอย่างยอมจำนน เธอยอมปล่อยให้ความรู้สึกนำทาง และเตรียมพร้อมที่จะรับความอบอุ่นนั้นเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ในหัวใจ
ที่ว่างเปล่ามาเนิ่นนาน
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอย่างแหลมคมจากมุมมืดบริเวณประตูทางขึ้นดาดฟ้าฝั่งบันไดหนีไฟ ทำลายบรรยากาศโรแมนติกทิ้งในเสี้ยววินาที
พราวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ผนวกกับร่างของมายด์ที่ผละออกจากเธออย่างรวดเร็วพร้อมกับหันขวับไปมองต้นตอของเสียง
ที่ตรงนั้น... บริเวณเงาสลัวของบันไดหนีไฟ ประตูเหล็กที่ควรจะถูกล็อกสนิทกลับเปิดแง้มออกเล็กน้อย และมีวัตถุบางอย่างตกอยู่บนพื้น—
มันคือพวงกุญแจสำรองของบ้านหลังนี้... พวงกุญแจที่ควรจะอยู่บนตู้เก็บของในห้องครัวเท่านั้น!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปกับแสงสีชมพูยามเย็นนี้นะคะ
พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี•ตอนที่ 34
แสงสีชมพูยามเย็น
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!