“ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยนะคะ... ว่าคุณมีสิทธิ์รื้อฟื้นเรื่องเมื่อสามปีก่อนขึ้นมาพูดตอนนี้”
เสียงของพราวพรสั่นเครือเล็กน้อย ปลายเล็บที่จิกเข้าหากันจนขึ้นรอยขาวบนฝ่ามือคือหลักฐานชิ้นดีว่าสถาปนิกสาวผู้รักความเป๊ะและระเบียบในชีวิตคนนี้กำลังสูญเสียการควบคุม ท่ามกลางความเงียบงันของห้องนั่งเล่นที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟมุมห้อง บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความอึดอัดที่เจือจางความหวานของกลิ่นสตรอว์เบอร์รีจางๆ ซึ่งลอยมาจากเทียนหอมบนโต๊ะกระจก
มณิการ์ไม่ได้ขยับตัวหนี เธอยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าพราว ระยะห่างระหว่างพวกเธอในยามนี้ใกล้จนเกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิทจะนิยาม ดวงตาคู่สวยที่มักจะมองโลกในแง่ดีและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเสมอ บัดนี้กลับฉายแววความจริงจังและคำถามมากมายที่ถูกเก็บงำไว้เนิ่นนาน
“สามปีที่แล้ว... วันที่พราวเลือกจะเดินหันหลังให้ความสัมพันธ์ของเรา แล้วบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว พราวเคยถามความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ไหมคะ ว่ากำลังหนีอะไรอยู่” มายด์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ทุกถ้อยคำร่วงหล่นลงกลางใจของคนฟังราวกับค้อนทุบเบาๆ แต่ร้าวลึก
พราวเบือนหน้าหนี เธอก้าวถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับโซฟาตัวเดิม—โซฟาผ้ากำมะหยี่สีครีมที่ในยามปกติเคยเป็นมุมพักผ่อนอันแสนสบาย แต่ในคืนวันหยุดยาวที่ฝนตกโปรยปรายด้านนอกเช่นนี้ มันกลับแคบลงถนัดตา เมื่อพวกเธอต้องมาติดอยู่ร่วมกันตามลำพังด้วยเงื่อนไขของสถานการณ์ที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
“มันผ่านมานานแล้วค่ะมายด์ เรื่องบางเรื่อง... ปล่อยให้มันตายไปกับอดีตน่าจะดีกว่า” พราวพยายามเค้นเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอนั่งลงบนโซฟาอย่างเสียไม่ได้ เพื่อซ่อนอาการเข่าอ่อนที่เริ่มคุกคาม
แต่มณิการ์ไม่ยอมปล่อยให้กำแพงที่พราวก่อขึ้นตั้งตระหง่านอีกต่อไป หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างบนโซฟาตัวเดียวกัน ระยะห่างที่เคยมีถูกบด The space between them evaporated จนแทบไม่เหลือช่องว่าง ไหล่ของพวกเธอแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า
โซฟาตัวนี้แคบลง... หรือจริงๆ แล้ว หัวใจของพวกต่างหากที่ขยับเข้าใกล้กันจนไม่มีพื้นที่เหลือให้ความหวาดกลัวอีกต่อไป
“พราวคิดว่ามันตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ” มายด์เอื้อมมือไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนหลังมือที่กำแน่นของพราว สัมผัสที่คุ้นเคยและอบอุ่นนั้นทำให้พราวสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะดึงมือกลับ “ถ้ามันตายไปแล้ว ทำไม... กล่องไม้กล่องนั้น ถึงยังซ่อนอยู่ในลิ้นชักชั้นล่างสุดของโต๊ะทำงานพราวคะ?”
หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบ ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนไหลย้อนกลับมาในหัวสมองราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกดปุ่มเล่นซ้ำ กล่องไม้แกะสลักที่บรรจุตั๋วภาพยนตร์รอบดึก ภาพถ่ายโพลารอยด์ที่พวกเธอเคยหัวเราะด้วยกัน และสมุดบันทึกเล่มเล็กที่บันทึกความรู้สึกอันสั่นไหว—ทุกอย่างถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพื้นที่ส่วนตัวที่สุดที่พราวคิดว่าไม่มีใครเข้าถึงได้
แต่มายด์รู้... มณิการ์รู้ทุกอย่างมาตลอด
“คุณ... ไปเจอ...” พราวพูดไม่ออก เสียงของเธอกลืนหายไปในลำคอเมื่อหันไปสบเข้ากับดวงตาที่ฉายแววตัดพ้อแต่เต็มไปด้วยความรักของอีกฝ่าย
“มายด์ไม่ได้ตั้งใจจะรื้อค้นข้าวของของพราวนะคะ” มายด์สบตาตอบ น้ำเสียงอ่อนลงจนกลายเป็นความเว้าวอน “แต่วันนั้นตอนที่ช่วยจัดห้องให้พราว... มายด์บังเอิญเห็นมันตกลงมา และสิ่งที่อยู่ในนั้น... มันบอกมายด์ว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา พราวไม่ได้ลืมอะไรเลย เหมือนกับที่มายด์ไม่เคยลืม”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบกระจกหน้าต่างด้านนอกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความอัดอั้นและความรู้สึกที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา พราวเม้มริมฝีปากแน่น เธอกลัว—กลัวความพ่ายแพ้ กลัวการเปิดใจให้ใครสักคนเข้ามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกอีกครั้ง เพราะบทเรียนในอดีตสอนให้เธอรู้ว่า ยิ่งรักมากเท่าไหร่ วันที่ต้องสูญเสียมันจะยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น
แต่ทว่า... แววตาของมณิการ์ในยามนี้ ไม่มีร่องรอยของการบังคับคั้นคาย มีเพียงความจริงใจที่พร้อมจะโอบกอดทุกแผลเป็นในใจของเธอ
“พราวกลัวค่ะมายด์...” ในที่สุด กำแพงน้ำแข็งที่พราวก่อไว้ก็พังทลายลง หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่ดวงตากลมโต เสียงกระซิบแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา “พราวกลัวว่าถ้าเราก้าวข้ามเส้นคำว่าเพื่อนไปแล้ว... วันหนึ่งเราอาจจะสูญเสียกันและกันไปตลอดกาล เหมือนกับ...”
มณิการ์ไม่ปล่อยให้พราวพูดจบ หญิงสาวขยับตัวเข้ามาใกล้50% ที่เหลือจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินเข้าหากกัน มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นประคองข้างแก้มของพราวอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ปริ่มจะไหลออกจากหางตาให้อย่างทะนุถนอม
“ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะพราว” มายด์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น “มายด์อยู่ตรงนี้มาตลอดสามปี อยู่ข้างๆ ในฐานะเพื่อนที่แอบรักพราวข้างเดียว และต่อจากนี้... ถ้าพราวอนุญาต มายด์ก็แค่อยากอยู่ตรงนี้ ในฐานะคนที่พร้อมจะดูแลหัวใจของพราวไปตลอดชีวิต”
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสตรอว์เบอร์รีผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของมณิการ์โอบล้อมพราวไว้ทุกทิศทาง บนโซฟาตัวเดิมที่เคยแคบลง บัดนี้กลับกว้างพอที่จะรองรับความรู้สึกทั้งหมดที่พวกเธอต่างเก็บงำมาเนิ่นนาน พราวนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพลในอก สายตาคู่นั้นจ้องมองริมฝีปากของมณิการ์สลับกับดวงตาที่จริงจังจริงใจ
ไม่มีคำปฏิเสธใดหลุดออกมาจากปากของสถาปนิกสาวอีกต่อไป มีเพียงลมหายใจที่สอดประสานและความลังเลที่ค่อยๆ มลายหายไปเมื่อมณิการ์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ทีละนิด... ช้าๆ ชวนให้หัวใจหยุดเต้น
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเธอห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร และโลกทั้งใบกำลังจะหยุดหมุนเพื่อรอรับการเริ่มต้นใหม่ เสียงกริ่งหน้าห้องพักก็ดังขึ้น... *กริ๊งงง!*—มันดังสนั่นทำลายความเงียบงันและบรรยากาศละมุนละไมทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที
พราวสะดุ้งสุดตัวผละออกจากมณิการ์ทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่มณิการ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะ
พราวก้าวเท้าเดินไปที่หน้าจออินเตอร์คอมด้วยความงงงวยและระแวง ใครกันที่มาเคาะห้องในยามวิกาลของคืนวันหยุดยาวแบบนี้? เธอกดปุ่มเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด และทันทีที่เห็นใบหน้าของผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง หัวใจของพราวก็ร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม—ร่างสูงของใครคนหนึ่งที่เธอคิดว่าชาตินี้จะไม่ขอเจออีกแล้วกำลังส่งยิ้มเย็นเยียบให้กล้อง พร้อมกับเสียงเคาะประตูซ้ำๆ ที่ดังขึ้นระรัว
“พราว... เปิดประตูให้พี่หน่อยครับ... เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันให้จบ”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปพร้อมกับพราวและมายด์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี•ตอนที่ 9
คืนวันหยุดยาว
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!