"ก้มหัวลง!"
เสียงทุ้มต่ำของอคินตวาดลอดไรฟัน พร้อมกับที่มือหนาคว้าต้นคอของผมแล้วกระชากลงต่ำสุดแรง โลกทั้งใบดูเหมือนจะพับทบเข้าหากันในเสี้ยววินาที ตามมาด้วยเสียงกัมปนาทของกระสุนเจาะเกราะที่กรีดผ่านอากาศเหนือหัวผมไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร แรงอัดของมันทำเอาเส้นผมของผมปลิวไสว และเศษปูนจากผนังด้านหลังก็ร่วงกราวลงมาฝังอยู่บนไหล่
เพล้ง!
กระจกบานใหญ่ของอาคารร้างกลางเขตอุตสาหกรรมเก่าแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ความมืดมิดของยามวิกาลถูกฉีกกระชากด้วยประกายไฟจากปากกระบอกปืนที่ซ่อนตัวอยู่เงียบเชียบในตึกฝั่งตรงข้าม
"เวรเอ๊ย!" ผมสบถออกมาอย่างหัวเสีย ขณะที่ร่างกายถูกแรงผลักของอคินพาให้กลิ้งหลบเข้าไปหลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็กหนาเตอะ ปอดของผมหอบสะท้อนรุนแรง ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยอ่อน แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่แนบ
อคินทาบทับร่างสูงใหญ่ของเขาลงมาเพื่อกำบังผมจากวิถีโค้งของกระสุน กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝุ่นปูนและกลิ่นโอโซนจางๆ จากตัวเขาโอบล้อมผมไว้ท่ามกลางสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นที่เอียงกระเท่เร่จ้องมองผมด้วยความตื่นตัว สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ใต้คราบนักวิชาการผู้แสนสุขุมคือกำแพงเหล็กที่ปกป้องผมในวินาทีนี้
"เจ็บตรงไหนไหม คีย์" น้ำเสียงของเขาหอบนิดๆ แต่หนักแน่นและจริงจังจนหัวใจผมกระตุกวูบ
"ผมไม่ใช่เด็กอนุบาลนะอคิน... ถึงต้องให้มาปกป้องแบบนี้" ผมสวนกลับทันควัน แม้ว่าแผ่นหลังจะแนบชิดอยู่กับพื้นปูนเย็นเฉียบ และหัวใจจะเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกก็ตาม ปากก็ยังคงหาเรื่องได้ไม่หยุด "แล้วก็ช่วยกรุณาถอนตัวออกไปห่างๆ หน่อยครับ ตัวคุณหนักเป็นบ้าเลย"
อคินไม่โต้เถียง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความระอาปนเอ็นดูในยามคับขันแบบนี้มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง "ปากดีไม่เปลี่ยน... สมเป็นแฮกเกอร์ร้อยเล่ห์อย่างคุณดีนี่ครับ"
"ถ้ายังไม่อยากเป็นรังผึ้งพรุนกระสุน ก็ช่วยเลิกวิจารณ์ฝีปากผมแล้วมองหาทางหนีทีไล่เถอะครับ ด็อกเตอร์" ผมเบี่ยงสายตาหลบประกายตาคู่นั้นที่จ้องมองมาใกล้เกินความจำเป็น มือเรียวรีบควักแท็บเล็ตขนาดพกพาออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์ลัดเพื่อสแกนคลื่นความร้อนและสัญญาณวิทยุรอบตัวตึกร้างแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของเราสองคนที่สะท้อนก้องอยู่ในความมืด อาคารแห่งนี้เคยเป็นศูนย์วิจัยใต้ดินของบริษัทเทคโนโลยีที่ล่มสลายไปเมื่อสิบปีก่อน โครงสร้างปูนเปลือยที่ผุกร่อนและเสาเหล็กขึ้นสนิมกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมที่เราไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเผชิญ
"พวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว" ผมกระซิบ เสียงลอดไรฟันเมื่อหน้าจอบนแท็บเล็ตปรากฏจุดสัญญาณความร้อนสีแดงสามจุดกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทางเข้าชั้นล่าง "สัญญาณชีพสามจุด... และดูเหมือนพวกมันจะรู้ทางหนีทีไล่ของเราดีเสียด้วย"
อคินขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบโถงกว้างที่มีแต่ซากปรักหักพัง เขาปลดกระดุมเสื้อสูทออกหนึ่งเม็ดเพื่อความคล่องตัว ก่อนจะหยิบปืนพกกระบอกเล็กออกจากซองพกใต้ร่มผ้า ความนิ่งสงบของเขาทำให้ผมอดทึ่งไม่ได้ แม้ในสถานการณ์ที่คนปกติคงสติหลุดไปแล้ว
"ตึกนี้ถูกออกแบบโดยสถาปัตยกรรมยุคทศวรรษที่เก้า" อคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังบรรยายในห้องเรียนเลคเชอร์ "โครงสร้างหลักแบ่งเป็นสามโซน โซนที่เราอยู่คือห้องโถงกลาง ไม่มีทางออกอื่นนอกจากประตูหน้า... และช่องระบายอากาศด้านบนที่เชื่อมต่อไปยังชั้นใต้ดิน"
"ทางเลือกยอดเยี่ยมมากครับ ให้ผมเลือกโดนยิงตายตรงนี้กับลงไปเป็นเหยื่อให้หนูกลายพันธุ์ข้างล่าง เลือกอันไหนดีล่ะเนี่ย" ผมประชดประชันพลางกลอกตาขึ้นฟ้า แต่ก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขาโดยอัตโนมัติ ความไว้ใจที่มีต่อผู้ชายคนนี้ฝังรากลึกเสียจนผมยอมเอาชีวิตเข้าแลกโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง
"ผมไม่ยอมให้คุณเป็นอะไรทั้งนั้นแหละครับ คีย์" อคินหันมามองผม แววตาคู่คมนั้นจริงจังจนผมเผลอกลั้นหายใจ "เพราะฉะนั้น... เชื่อใจผม"
คำพูดเรียบง่ายแต่น้ำเสียงหนักแน่นทำเอาผมรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบอกอย่างประหลาด นี่มันไม่ใช่เวลามาใจเต้นกับคำหวานเลี่ยนแบบนี้นะเว้ย! ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วพยักหน้ารับสั้นๆ
กึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังแว่วมาจากบันไดวนฝั่งทิศตะวันออก แรงสั่นสะเทือนเบาๆ บ่งบอกว่าผู้มาเยือนกำลังก้าวขึ้นมาทีละขั้นอย่างระมัดระวัง พวกมันมืออาชีพ... ไม่ใช่แค่นักฆ่ารับจ้างกระจอกๆ
"มันมาแล้ว" ผมกระซิบ มือขวาเอื้อมไปหยิบมีดพกสั้นที่ซ่อนไว้ที่ข้อเท้าออกมากระชับมั่น สายตาจดจ้องไปยังความมืดมิดตรงมุมบันได
อคินส่งสัญญาณมือให้ผมแยกตัวไปทางเสาอีกต้นเพื่อทำมุมประกบ การประสานงานของเราเป็นไปอย่างเงียบเชียบและรู้ใจ ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มีเพียงภาษาทางกายที่เชื่อมโยงเราเข้าหากันราวกับฝึกซ้อมมาเป็นร้อยครั้ง
เงาร่างมหึมาของชายชุดดำปรากฏขึ้นที่ขอบบันได ปืนกลมือติดลำกล้องเก็บเสียงถูกยกขึ้นเล็งกราดไปทั่วบริเวณ ท่าทีระแวดระวังและชุดยุทธวิธีสีดำสนิทไร้รหัสสังกัดยืนยันชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนขององค์กรที่เรากำลังตามสืบอยู่... แต่เป็นกลุ่มคนที่อันตรายยิ่งกว่า
จังหวะที่เป้าหมายก้าวพ้นมุมมืด อคินพุ่งตัวออกไปราวกับเสือชีตาร์ที่ตะครุบเหยื่อ มือหนาปัดกระบอกปืนของอีกฝ่ายให้เบี่ยงออกไปด้านข้าง ก่อนจะใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของมันอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่หลุดจากปากชายชุดดำ พร้อมกับร่างที่ทรุดฮวบลง
แต่ทว่า... ยังมีอีกสองคนที่ตามติดมาติดๆ!
ปัง! ปัง!
กระสุนนัดหนึ่งเฉี่ยวหัวไหล่อคินไปนิดเดียวจนเนื้อผ้าขาดวิ่น ผมไม่รอช้า พุ่งตัวออกจากที่กำบังพร้อมกับเหวี่ยงมีดพกในมือซัดเข้าใส่แขนของมือปืนคนที่สองอย่างแม่นยำ จนอาวุธปืนหลุดร่วงจากมือ เสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดดังลั่นอาคารร้าง
"อคิน ระวังข้างหลัง!" ผมตะโกนลั่นเมื่อเห็นมือปืนคนที่สามชักปืนพกเล็งตรงมาที่แผ่นหลังของอคินที่กำลังัวพันอยู่กับคนแรก
อคินหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วราวกับอ่านใจผมได้ แต่ระยะห่างทำให้เขาไม่สามารถหลบพ้นวิถีปืนได้ทันท่วงที ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ผมตัดสินใจพุ่งเข้าใส่ร่างของอคินเพื่อกระชากเขาให้พ้นวิถีวิกฤต แรงกระแทกทำให้เราทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นปูนฝุ่นตลบ
ความเจ็บแปลບแล่นริ้วขึ้นที่ต้นแขนซ้าย ร้อนผ่าว... และตามมาด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง
ผมถูกยิงถากๆ สินะ...
อคินผุดลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่ถอดสี ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ความเยือกเย็นทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเกรี้ยวกราดดุจปีศาจที่พร้อมจะฉีกกระชากใครก็ตามที่กล้าทำให้ผมเจ็บ
"คีย์!" เสียงทุ้มต่ำตวาดลั่นด้วยความตกใจ มือหนารีบคว้าต้นแขนผมไว้ ตรวจดูแผลด้วยความร้อนรน
"ผม... ผมไม่เป็นไร..." ผมกัดฟันพูด ขมวดคิ้วแน่นด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังฝืนยิ้มเยาะ "บอกแล้วไงว่าผมไม่ใช่ตัวภาระ..."
อคินไม่ตอบ เขาดึงตัวผมเข้าไปประชิดอก แววตาดุดันเหลือบมองไปยังมือปืนคนที่สามที่กำลังจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง แต่ก่อนที่มันจะได้ทำเช่นนั้น เสียงปืนนัดหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังของศัตรู
ไม่ใช่เสียงจากเรา...
มือปืนคนที่สามชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่ร่างของมันจะล้มฟุบลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เผยให้เห็นร่างโปร่งบางในชุดโค้ทสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากเงาดำของเสาต้นใหญ่ ปืนพกติดลำกล้องเก็บเสียงในมือยังคงมีควันจางๆ ลอยกรุ่น
ผมหรี่ตามองผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสลัวของดวงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่แตกละเอียด
ใบหน้านั้น... เรียบเฉย ไร้อารมณ์ และคุ้นเคยยิ่งกว่าใคร
"ไงครับ... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทของคุณสองคนหรือเปล่า" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากของหญิงสาวผู้กุมความลับทั้งหมดของโปรเจกต์ 'โครโมโซมที่แปด' เอาไว้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
โครโมโซมที่แปด: ปริศนาใต้ซากอารยธรรมไร้ชื่อ•ตอนที่ 8
กับดักในเงามืด
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โครโมโซมที่แปด: ปริศนาใต้ซากอารยธรรมไร้ชื่อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!