“ใครกล้าอ้างว่าที่นี่มีการซ่อนสินค้าเก็งกำไรและต่อต้านการปฏิวัติ ชักเบื้องสูงดูถูกประชาชนจนเกินไปแล้ว!”
เสียงตวาดก้องด้วยความโกรธเกรี้ยวไม่ได้มาจากหลินอวี้ซิน แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำทรงพลังของจางเหว่ยที่เพิ่งก้าวพรวดเข้ามาจากแปลงนา ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าเปื้อนโคลนและเหงื่อไคลแผ่รังสีคุกคามน่าเกรงขามจนหัวหน้าหน่วยตรวจสอบพฤติกรรมคอมมิวนิสต์ประจำอำเภอถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว
ใบหน้าบึ้งตึงของหัวหน้าหน่วยที่กำลังยิ้มเยาะด้วยความสะใจเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดเล็กน้อยยามเผชิญหน้ากับอดีตนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน แม้จางเหว่ยจะปลดประจำการด้วยอาการบาดเจ็บที่ขาจนเดินกะเผลกเล็กน้อย แต่แววตาดุดั่งพญาอินทรีที่จ้องเขม็งมายังทำให้ใครหลายคนไม่กล้าสบตา
“จางเหว่ย! นายจะมาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของทางการไม่ได้นะ แม่ของนายเป็นคนแจ้งเองว่าบ้านหลังนี้มียาแผนปัจจุบันลักลอบนำเข้าและแป้งสาลีขาวผ่องเกินโควตา!” หัวหน้าหน่วยพยายามเชิดหน้าสู้ พลางผายมือไปทางป้าจางที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่เบื้องหลังด้วยความมั่นอกมั่นใจ
หลินอวี้ซินปรายตามองแม่สามีที่ทำหน้าเหมือนสุนัขจิ้งจอกได้ใจ นางไม่แม้แต่จะตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวบางที่เพิ่งวางชามยาบำรุงลงบนโต๊ะยังคงมั่นคง นางค่อยๆ ก้าวเดินไปยืนเคียงข้างสามี สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่เกร็งตึงของเขาอย่างชัดเจน
“หัวหน้าหน่วยหวงคะ ท่านบอกว่าแม่สามีดิฉันเป็นคนแจ้งเบาะแสสินะคะ?” เสียงหวานใสกังวานเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น รอยยิ้มบางเบาประดับบนริมฝีปากอิ่ม “แต่ก่อนที่ท่านจะค้นห้องลับที่ว่า ช่วยตอบดิฉันก่อนสักข้อได้ไหมคะว่า... กฎระเบียบข้อไหนของพรรคที่อนุญาตให้คนนอกพังประตูบ้านประชาชนเข้ามาโดยไม่มีหมายค้นลายลักษณ์อักษรจากอำเภอ?”
คำถามนี้พุ่งตรงเข้าจุดตาย หัวหน้าหน่วยหวงหน้าถอดสีทันที การบุกมาวันนี้เพราะอาศัยคำฟ้องปากเปล่าของป้าจางและหวังจะรีดไถของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฉ้อฉล ไม่คาดคิดเลยว่าสะใภ้บ้านจางที่ใครๆ ว่าหัวอ่อนจะเป็นคนคมในฝักเช่นนี้
“สะใภ้ตัวดี! แกกล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าหน้าที่หรือไง! บ้านหลังนี้ฉันก็เป็นเจ้าของเหมือนกัน ฉันจะให้ใครตรวจค้นก็ได้!” ป้าจางกรีดเสียงแหลมสูงพยายามแก้เก้อ ยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปผลักประตูห้องลับให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น “เข้ามาเลยค่ะหัวหน้า! ข้างในนั้นต้องมีของผิดกฎหมายแน่ๆ นังเด็กนี่มันมือเติบ ซื้อเนื้อกินทุกวัน เอาเงินมาจากไหนถ้าไม่ใช่พวกพ่อค้าคนกลางตลาดมืด!”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะเมื่อประตูห้องลับเปิดออกจนสุด สายตาทุกคู่ชะเง้อคอมองเข้าไปข้างในด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบรั้วยังส่งเสียงซุบซิบกันเซ็งแซ่
ทว่า... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่แป้งสาลีถุงใหญ่หรือยาเถื่อนมูลค่ามหาศาลอย่างที่ป้าจางคาดหวัง
ภายในห้องแคบๆ นั้นมีเพียงลังไม้เก่าๆ ที่หลินอวี้ซินใช้จัดระเบียบสมุนไพรพื้นบ้านตากแห้ง เช่น รากโสมป่าราคาถูกที่นางขุดได้จากภูเขาหลังหมู่บ้าน เห็ดหอมแห้ง และขวดโหลเซรามิกบรรดายาสมานแผลที่นางปรุงขึ้นเพื่อเตรียมแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านที่บาดเจ็บจากการทำนา นอกจากนี้ยังมีถุงแป้งข้าวโพดหยาบๆ สองถุงวางอยู่อย่างน่าเวทนา
ไม่มีสินค้าลักลอบ ไม่มีทองคำ ไม่มีเงินสดซุกซ่อน
หัวหน้าหน่วยหวงกวาดสายตามองด้วยความผิดหวัง เขาเดินเข้าไปพลิกดูลังไม้ทีละใบ ใช้มือหยาบกร้านเขี่ยสมุนไพรจนกระจัดกระจาย แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดกฎหมายแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาเริ่มบูดบึ้ง หันไปถลึงตาใส่ป้าจางที่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“ไหนล่ะของผิดกฎหมายที่คุณป้าบอก? นี่มันแค่สมุนไพรชาวบ้านกับแป้งข้าวโพดประทังชีวิตชัดๆ!” หัวหน้าหน่วยหวงกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ เสียหน้าไม่น้อยที่ถูกคนแก่หลอกใช้ให้มาเสียเวลา
ป้าจางหน้าซีดเผือด รีบก้าวเข้าไปละล่ำละลักปฏิเสธ “เป็นไปไม่ได้! เมื่อวานฉันยังเห็นนังนี่หอบห่อผ้าใบใหญ่เข้าห้องนี้! มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่อีกแน่ๆ พวกท่านลองรื้อค้นให้ละเอียดสิคะ!”
“พอได้แล้วครับ!”
จางเหว่ยตะคอกลั่น แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำเอาป้าจางสะดุ้งโหยงจนต้องหุบปากฉับ ดวงตาคมกริบของสามีหนุ่มทอประกายเย็นเยียบกวาดมองมารดาแท้ๆ ของตนเองด้วยความผิดหวังและรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“แม่ครับ... บ้านหลังนี้ผมเป็นคนสร้างด้วยหยาดเหงื่อแรงงานและเงินบำนาญทหารของผม แม่ไม่มีสิทธิ์พาคนนอกมาพังข้าวของและกล่าวหาภรรยาผมตามอำเภอใจ ถ้าวันนี้ไม่มีคำขอโทษจากทางการและจากแม่ ผมจะไปฟ้องร้องที่กองอำเภอเขตให้ถึงที่สุด ข้อหาบุกรุกและใส่ร้ายป้ายสีทหารผ่านศึก!”
น้ำเสียงที่ทรงพลังเด็ดเดี่ยวทำเอาหัวหน้าหน่วยหวงรีบโค้งตัวขอโทษขอโพยยกใหญ่ด้วยความกลัวความผิดจะติดตัว รีบโบกมือเรียกให้ลูกน้องถอยกรูดออกจากบ้านไปทันที ก่อนจะลากตัวป้าจางที่ยังยืนอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูกออกไปจากบริเวณนั้นท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านละแวกนั้น
ประตูบ้านถูกปิดลงอีกครั้ง ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องโถงเล็กๆ กลิ่นอายความตึงเครียดค่อยๆ เจือจางลง เหลือเพียงบรรยากาศกรุ่นไอร้อนของเตาไฟที่หลินอวี้ซินต้มยาค้างไว้
หลินอวี้ซินถอนหายใจเบาๆ นางวางมือจากการจัดข้าวของ หันไปมองสามีที่ยังยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนบ่งบอกว่าเขากำลังอดกลั้นอย่างถึงที่สุด นางรู้ดีว่าการถูกคนในครอบครัวหักหลังและแทงข้างหลังนั้นเจ็บปวดเพียงใด โดยเฉพาะสำหรับชายหนุ่มผู้ซื่อตรงอย่างจางเหว่ย
“เหนื่อยไหมคะ?”
เสียงนุ่มนวลเอ่ยถามพร้อมกับยื่นผ้าชุบน้ำอุ่นผืนเล็กส่งให้เขา จางเหว่ยชะงักไป ดวงตาคมกริบที่เคยดุดันอ่อนแสงลงทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววห่วงใยอย่างจริงใจ
ชายหนุ่มรับผ้ามาถือไว้ แต่ไม่ได้เช็ดหน้า เขากลับกุมมือเรียวบางของภรรพานั้นไว้แน่น ผิวเนื้อของนางนุ่มนิ่มจนเขาไม่กล้าออกแรงมากกลัวจะทำให้นางเจ็บ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของหญิงสาว
“อวี้ซิน... ผมขอโทษ” จางเหว่ยเอ่ยเสียงแหบพร่า สรรพนามที่ใช้เรียกนางเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดอัดแน่นอยู่ในอก “ผมดูแลคุณไม่ดีพอ ทำให้คนพวกนั้นมารังควานบ้านเรา ทำให้คุณต้องลำบาก...”
หลินอวี้ซินกะพริบตาปริบๆ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับความอ่อนโยนที่จู่ๆ ก็ระเบิดออกมาจากสามีปากหนัก ปกติแล้วเขามักจะแสดงออกด้วยการกระทำเงียบๆ เช่น แอบไปผ่าฟืนกองโตไว้ให้ หรือหาของป่ามาบำรุง แต่วันนี้... เขายืนปกป้องนางอย่างเปิดเผยและกล่าวคำขอโทษออกมาจากใจจริง
ความรู้สึกบางอย่างที่เคยเยียบเย็นในใจของแพทย์หญิงยุคปัจจุบันเริ่มละลายลง นางแย้มยิ้มบางเบา พลางใช้อีกมือหนึ่งลูบเบาๆ ที่ต้นแขนหนาของเขา
“คุณไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ คนทำผิดคือคนอื่นต่างหาก... อีกอย่าง ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอให้ใครรังแกได้ง่ายๆ หรอกค่ะ” นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “แต่ถ้าคุณรู้สึกผิดจริงๆ งั้นคืนนี้... ช่วยเป็นลูกมือให้ฉันทำอาหารมื้อใหญ่หน่อยนะคะ ฉันอยากทำ ‘ไก่ตุ๋นโสมป่า’ บำรุงกำลังให้คุณสักหม้อ”
จางเหว่ยจ้องมองใบเนียนใสที่ไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยสักนิด หัวใจที่ด้านชามานานเพราะภาระครอบครัวและการถูกดูแคลน กลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความใส่ใจและความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนหวานของภรรยาคนนี้กำลังกัดเซาะกำแพงในใจของเขาพังทลายลงทีละน้อย
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่า... หัวใจของตนเองกำลังหวั่นไหวให้กับผู้หญิงคนนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานชื่น ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูดังปึงปังอย่างรุนแรงก็ขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของเพื่อนบ้านคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในลานบ้าน
“จางเหว่ย! คุณอวี้ซิน!แย่แล้วครับ! แม่ของคุณ... เป็นลมหมดสติอยู่หน้าสถานีอนามัย อาการสาหัสมาก หมอประจำสถานีบอกว่า... บอกว่าเลือดออกในสมอง ให้รีบเตรียมตัวใจดีๆ ครับ!”
——————————————————————————
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความรักและการเติบโตของหมออวี้ซินนะคะ*
คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 10
จางเหว่ยเริ่มหวั่นไหว
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!