กระดาษไขแผ่นบางในมือของจางเหว่ยสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บยามสายของเดือนพฤศจิกายนที่ชายแดนต้าเหอ แต่เป็นเพราะข้อความหมึกซึมภาษาจีนตัวบรรจงที่ภรรยาของเขาเพิ่งเขียนสะบัดลงไปอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
"ฉัน 'หลินอวี้ซิน' และคุณ 'จางเหว่ย' ตกลงร่วมกันเป็นสามีภรรยาตามทะเบียนสมรสยุค 70 แต่ในเมื่อเราต่างมีความจำเป็นและเส้นทางชีวิตที่ต้องพิสูจน์ ข้อตกลงสามข้อนี้จึงบังคับใช้ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... หนึ่ง ต่างคนต่างอยู่แต่ช่วยเหลือกันในยามจำเป็น สอง ห้ามก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว และสาม หากครบหนึ่งปีแล้วยังรู้สึกว่าเป็นภาระแก่กัน สามารถหย่าร้างได้อย่างอิสระโดยไม่มีฝ่ายใดเรียกร้องค่าเสียหาย"
อวี้ซินเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทาย เธอปัดมือไล่เศษฝุ่นออกจากชายเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าตัวเก่าที่หลวมโคร่ง แม้เสื้อผ้าจะดูมอซอ แต่ท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ตกยากนั้นกลับทำให้ทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางประตูเรือนหอผุๆ ถึงกับพูดไม่ออก
จางเหว่ยหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินบรรยาย เมื่อวานเธอยังกรีดร้องโวยวายอาละวาดเพราะถูกแม่สามีและน้องสามีหลอกใช้งาน แต่วันนี้... หญิงสาวกลับสงบนิ่งราวกับเปลี่ยนวิญญาณ ดวงตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่เยือกเย็นจนน่าประหลาดใจ
"คุณคิดว่าการแต่งงานเป็นเรื่องล้อเล่นงั้นหรือ อวี้ซิน" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินบดกันดังลอดไรฟัน จางเหว่ยขยับกายเข้าไปใกล้จนกลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นจางๆ ของยาสูบผสมดินปืนลอยเข้าแตะจมูก "ทะเบียนสมรสใบนี้ไม่ได้มาง่ายๆ และผม... ไม่ใช่ผู้ชายที่จะยอมหย่าให้ใครง่ายๆ เช่นกัน"
อวี้ซินเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้น เธอไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย กลับก้าวเท้าเข้าไปประชิดจนหน้าอกแทบจะชนกับแผงอกกว้างของเขา ปลายจมูกห่างกันเพียงคืบเดียว เธอยิ้มเยาะที่มุมปาก "ถ้าเช่นนั้น คุณนายทหารผู้เกรียงไกร ก็จงพิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ ว่าคุณมีดีพอที่จะรั้งตัว 'ภาระ' อย่างฉันไว้ หรือว่าคุณกลัวว่าตัวเองต่างหากที่จะเป็นฝ่ายอยากหย่าก่อน?"
คำพูดท้าทายนี้ทำให้ดวงตาคมกริบของจางเหว่ยไหววูบชั่วขณะ เขาจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่เอื้อนเอยถ้อยคำอวดดี ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างระอาใจ
"ได้... ผมจะรอดูว่าคุณจะเอาชีวิตรอดในกระท่อมท้ายหมู่บ้านที่แม้แต่หนูยังส่ายหน้า โดยไม่มีเงินสักหยวนและไม่มีเสบียงติดก้นครัวได้อย่างไร" จางเหว่ยคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาพับเก็บใส่กระเป๋าเสื้ออย่างไม่ี่ใส่ใจนัก "ตกลงตามนี้... แต่ตอนนี้ เลิกยืนเถียงกันแล้วมาช่วยกันซ่อมหลังคาก่อนที่หิมะแรกจะตกลงมาจริงๆ ดีกว่า"
หลังคาบ้านหลังเก่าท้ายหมู่บ้านมีสภาพไม่ต่างอะไรกับรังนกกระจอกเทศ รูโหว่ขนาดใหญ่ตรงห้องโถงทำให้ลมหนาวพัดโกรกเข้ามาจนแสบผิว อวี้ซินกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ พื้นดินแห้งแล้ง ฝุ่นตลบ ผนังดินเหนียวที่กะเทาะร่อนออกเป็นแผ่นๆ และกลิ่นอับชื้นที่หมักหมมมานานหลายปี หากเป็นคนอื่นคงทรุดตัวลงร้องไห้ไปแล้ว แต่สำหรับแพทย์ทหารอัจฉริยะที่เคยผ่านสมรภูมิความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน... สถานที่แห่งนี้คือผืนผ้าใบชั้นดีที่เธอจะใช้สร้างอาณาจักรของตนเองต่างหาก!
"คุณอยู่ข้างล่าง คอยรับฟืนกับเศษไม้ที่ผมโยนลงมาจากคานนะ ระวังหัวด้วย" เสียงทุ้มตะโกนลงมาจากด้านบน พร้อมกับเสียงโครงสร้างไม้ลั่นเอี๊ยดอ้าด
อวี้ซินไม่ได้ตอบรับด้วยวาจา แต่เธอเดินไปหยิบไม้กวาดเก่าๆ มาเริ่มกวาดหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะออกจากมุมห้องอย่างขยันขันแข็ง ขณะที่มือเรียวกวาดพื้น สายตาก็แอบสำรวจ 'มิติลับ' ในห้วงจิตสำนึก โรงพยาบาลสนามอัจฉริยะและคลังยาหลวงยุคปัจจุบันยังคงอยู่กับเธอครบถ้วน ทั้งเครื่องมือแพทย์สเตนเลสปลอดเชื้อ ยาปฏิชีวนะชั้นดี และที่สำคัญที่สุด... ชั้นวางสมุนไพรหายากนับพันชนิดที่แค่หยิบออกมาขายเพียงกิ่งเดียว ก็มีค่ามากกว่าเงินเดือนทหารทั้งปีของจางเหว่ยเสียอีก
แต่การจะนำสมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้ออกมาใช้โดยไม่ให้ใครสงสัย จำเป็นต้องมี 'ฉากหน้า' ที่สมบูรณ์แบบเสียก่อน
*ครืด... โครม!*
เสียงเศษกระเบื้องมุงหลังคาหล่นลงมากองที่พื้นเกือบโดนปลายเท้าของอวี้ซิน หากเธอไม่ก้าวถอยหลังหลบในเสี้ยววินาที คงได้เลือดตกยางออกเป็นแน่
จางเหว่ยที่ห้อยโหนอยู่บนคานไม้รีบไต่ลงมาด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด เขาคว้าแขนเรียวของเธอเข้าหาตัวโดยสัญชาตญาณ "คุณตาบอดหรือไง! ทำไมไม่รู้จักมองทาง!"
"ปล่อยค่ะ ฉันไม่ได้ตาบอด แค่คุณโยนของไม่ดูตาม้าตาเรือต่างหาก" อวี้ซินสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างนิ่มนวล แต่ดวงตาสองคู่ที่สบกันกลับสะท้อนประกายบางอย่างที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟในเตาผิง
จางเหว่ยขมวดคัดแน่น เขามองรอยเปื้อนเขม่าควันบนแก้มเนียนใสของภรรยา ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนสะพายชาวบ้านคนอื่นๆ ที่วันๆ เอาแต่นินทาชาวบ้านและร้องไห้งอแง เธอดื้อรั้น เข้มแข็ง และมีเสน่ห์แบบแปลกประหลาดที่ทำให้เขาละสายตาไม่ได้เลย
"เฮ้อ..." จางเหว่ยถอนหายใจยาวเหยียด ยอมจำนนต่อความดื้อรั้นของภรรยา "เอาล่ะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ในครัวมีแป้งข้าวโพดหลงเหลืออยู่ก้นถุงกับผักกาดดองเก่าๆ ครึ่งหัว เดี๋ยวผมจะก่อไฟต้มโจ๊กหยาบๆ ให้กินรองท้องไปก่อน"
อวี้ซินพยักหน้ารับเบาๆ "ไม่ต้องลำบากคุณหรอกค่ะ แค่เตาไฟกับฟืนชื้นๆ พวกนั้น กว่าจะติดไฟได้ข้าวคงบูดพอดี หลีกไปค่ะ... เรื่องในครัว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง"
ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องครัวมืดทึบ จางเหว่ยทำท่าจะทักท้วงเพราะรู้ดีว่าคุณหนูในเมืองอย่างเธอทำอาหารเป็นเสียที่ไหน แต่อวี้ซินกลับไม่รอช้า เธอแอบดึง 'น้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้นสำเร็จรูป' และ 'เห็ดหอมอบแห้งเกรดพรีเมียม' ออกมาจากมิติลับในพริบตาเดียว ก่อนจะผสมลงในหม้อดินเผาเก่าๆ ที่มีน้ำอยู่ครึ่งหม้อ ตามด้วยข้าวสารขาวสะอาดที่ซ่อนไว้ใต้ชายเสื้อ (แอบหยิบมาจากมิติเช่นกัน)
ไม่นานนัก... กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มเห็ดหอมตุ๋นกระดูกหมูตุ๋นยาจีนอ่อนๆ ก็เริ่มโชยขยับฟุ้งกระจายผ่านรอยแตกของฝาผนังไม้ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณท้ายหมู่บ้านที่เงียบสงบ กลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอจนกระทั่งจางเหว่ยที่กำลังซ่อมหน้าต่างอยู่ถึงกับชะงักกุนซือ เขาขยับจมูกฟุดฟิด ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
นี่มันกลิ่นอาหารอะไรกัน? ทำไมมันถึงหอมเย้ายวนใจได้ขนาดนี้!
ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูรั้วไม้ไผ่หน้าบ้านก็ดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงแหลมสูงคุ้นหูที่ตะโกนแผดเสียงเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด
"หลินอวี้ซิน! นังตัวดี! แกกล้าดียังไงถึงขโมยของบ้านตระกูลจางหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
เสียงนั้นคือเสียงของ 'แม่สามี' จางซื่อ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวเข็ญและเกลียดชังลูกสะใภ้คนนี้เข้ากระดูกดำ และดูเหมือนว่าความสงบสุขในวันแรกของการบุกเบิกบ้านหลังเก่า จะสิ้นสุดลงเร็ the กว่าที่คิดเสียแล้ว!
อวี้ซินวางทัพพีไม้ในมือลงช้าๆ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา เธอกำลังจะก้าวออกไปรับมือกับมารดาผัวตัวแสบ แต่จางเหว่ยกลับคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน ดวงตาของชายหนุ่มลุกโชนด้วยโทสะ
"อยู่ในบ้าน... เดี๋ยวผมจัดการเอง" จางเหว่ยกล่าวเสียงต่ำ
แต่อวี้ซินกลับสะบัดข้อมือออกอย่างนิ่มนวล เธอยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงด้วยพิษร้ายแรงราวกับดอกงิ้วแดง "ไม่ต้องหรอกค่ะคุณสามี... เรื่องต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญแบบนี้ ให้หมออย่างฉันเป็นคน 'รักษา' อาการปากสุนัขของแกเองจะดีกว่านะคะ!"
*ก๊อกๆ! ปัง!* ประตูรั้วไม้ไผ่ทำท่าจะพังลงมาในไม่ช้า...
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "อวี้ซินหมอยายุค 70" มาโดยตลอดนะคะ!
คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 6
เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ท้ายหมู่บ้าน
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!