เสียงทุบประตูไม้เก่าดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงแผดด่าด้วยความโกรธเกรี้ยวของสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลจางที่ดังทะลุเข้ามาในห้องครัวแคบๆ ทำให้บรรยากาศยามเย็นที่ควรจะสงบสุขพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
"จางเหว่ย! ออกมานี่เดี๋ยวนี้! แกกล้าดียังไงถึงทำร้ายคนในตระกูล!"
หลินอวี้ซินชะงักมือที่กำลังหั่นหมูสามชั้นชิ้นหนา เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเยียบเย็นและขบขันระคนกัน ในยุคเจ็ดสิบนี้ การที่คนบ้านใหญ่จะยกโขยงมาหาเรื่องเพราะผลประโยชน์หรือความอิจฉาริษยาเป็นเรื่องปกติเสียยิ่งกว่าการกินข้าวเสียอีก แต่น่าเสียดาย... วันนี้พวกเขาเลือกเวลาได้แย่มาก เพราะกลิ่นหอมของเครื่องเทศในมิติลับกำลังลอยอบอวล และกระทะเหล็กใบใหญ่กำลังรอให้เธอแสดงฝีมืออยู่พอดี
จางเหว่ยที่เพิ่งเดินกลับมาจากแปลงนาและกำลังยืนเช็ดเหงื่ออยู่หน้าอ่างล้างหน้า ชะงักกكن เขาขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นระหว่างคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความรำคาญใจ ดวงตาคมกริบเหลือบมองภรรยาตัวน้อยด้วยความกังวลเล็กน้อย กลัวว่าผู้หญิงในเมืองอย่างเธอจะตกใจจนร้องไห้กับเสียงโวยวายป่าเถื่อนพวกนั้น
"อวี้ซิน..." จางเหว่ยเอ่ยเสียงทุบต่ำ พลางวางผ้าขนหนูลง "เธออยู่เฉยๆ ในนี้ เดี๋ยวผมออกไปจัดการเอง คนพวกนั้นไม่มีเหตุผลหรอก อย่าให้มือเรียวๆ ของเธอต้องมาเปื้อนเรื่องพวกนี้เลย"
หลินอวี้ซินวางมีดทำครัวลงอย่างใจเย็น เธอยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ชวนให้หัวใจของนายทหารหนุ่มกระตุกวูบ ดวงตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์เล็กๆ ที่น่ามองเป็นบ้า
"จัดการ? คุณจะจัดการยังไงคะ ใช้กำลังเหรอ หรือจะยืนให้พวกเขาด่าฟรีๆ อีก?" หลินอวี้ซินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้สามีร่างสูงใหญ่ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาดุดันแต่นุ่มนวลในคราวเดียวกัน "จำไว้นะคะจางเหว่ย ตั้งแต่ฉันก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้ คนที่จะรังแกคนตระกูลจางได้... มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์!"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและแฝงความดุดันแบบฉบับแพทย์หญิงมือหนึ่ง ทำให้จางเหว่ยถึงกับพูดไม่ออก หัวใจในอกด้านซ้ายเต้นแรงผิดจังหวะ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ภรรยาตัวน้อยของเขาไม่ได้อ่อนแอหวาดกลัวอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย เธอกลับดูเหมือนพญาเสือดาวที่พร้อมจะตะปบเหยื่อเสียด้วยซ้ำ
ด้านนอก เสียงโวยวายยังคงดังต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงถีบประตูดังโครมใหญ่
"ถ้าแกไม่ยอมออกมา ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านว่าแกอกตัญญู รังแกพี่สะใภ้!" เสียงแหลมปรี๊ดของสะใภ้ใหญ่ดังขึ้นอีกระลอก
หลินอวี้ซินถอนหายใจเบาๆ อย่างนึกรำคาญ "ออกไปกันค่ะ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าพี่สะใภ้คนดีของคุณจะเอาหน้ามาจากไหนมาฟ้องใคร"
เมื่อสองสามีภรรยาเปิดประตูเดินออกลานบ้าน สายตาทุกคู่ก็พุ่งตรงมาที่พวกเขาทันที สะใภ้ใหญ่ยืนท้าวสะเอว หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ด้านข้างมีสามีของเธอยืนกุมแขนทำหน้าเจ็บปวดอยู่ ร่างกายของคนบ้านใหญ่รายล้อมด้วยชาวบ้านบางคนที่ยืนมุงดูความสนุก
"นั่นไง! ตัวต้นเหตุกล้าโผล่หัวออกมาแล้ว!" สะใภ้ใหญ่ชี้หน้าจางเหว่ยและหลินอวี้ซินทันที "แกดูสิ่งที่น้องชายอกตัญญูกับนังตัวดีนี่ทำสิ! พี่ชายของแกเจ็บจนแขนแทบหัก แบบนี้ต้องชดใช้ค่าเสียหายมา ไม่เช่นนั้นฉันไม่ยอมแน่!"
ชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทากันระงม หลายคนมองหลินอวี้ซินด้วยสายตาสมเพชเวทนาและดูแคลน บ้างก็ว่าสะใภ้ใหม่เพิ่งแต่งเข้าบ้านได้ไม่กี่วันก็สร้างเรื่องเสียแล้ว
หลินอวี้ซินก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างหนาของจางเหว่ยไว้เล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ แต่การกระทำนั้นกลับทำให้นายทหารหนุ่มรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มเยาะหยันฉายชัดบนใบหน้าสวยหวาน
"ชดใช้? ค่าเสียหายอะไรเหรอคะพี่สะใภ้ใหญ่?" เสียงใสทว่ากังวานกังสดาลดังฟังชัดไปทั่วบริเวณ ทำให้เสียงซุบซิบเงียบลงทันที "สามีฉันกลับมาจากนาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ยังไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา พวกท่านก็ยกโขยงมาพังประตูบ้าน ส่งเสียงโวยวายรบกวนความสงบสุขของคนในหมู่บ้าน แบบนี้เข้าข่ายบุกรุกและก่อความวุ่นวายหรือเปล่านะคะ? หรือว่ากฎหมายของคอมมิวนิตี้ไม่มีความหมายสำหรับบ้านท่าน?"
สะใภ้ใหญ่สะดุ้งโหยงเมื่อโดนย้อนถามด้วยข้อหาที่หนักหน่วง สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับแดง "น...นั่นมันเรื่องครอบครัว! แกเป็นแค่สะใภ้ใหม่ มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาอวดดี!"
"มีสิทธิ์สิคะ เพราะนี่คือบ้านของฉันกับจางเหว่ย" หลินอวี้ซินก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว แววตาคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงความคิดสกปรกในหัวของอีกฝ่าย "อีกอย่าง... แขนของพี่ชายท่านเจ็บเพราะอะไรกันแน่? เขาแอบมาขโมยฟืนในเขตบ้านเราแล้วลื่นล้มเอง หรือเพราะจางเหว่ยไปทำร้าย? ถ้าอยากให้ฉันใช้ความรู้ทางการแพทย์ตรวจดูรอยแผลให้ละเอียดไหมคะ ว่ารอยฟกช้ำนั่นเกิดจากการถูกทำร้าย หรือเกิดจากการกระโดดถีบต้นไม้หนีความผิดของเขาเอง?"
พี่ชายสะใภ้ใหญ่หน้าถอดสีทันที เขารีบหลบสายตาและหดแขนกลับด้วยความพิรุธ ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทางมีพิรุธนั้น
"น...นังเด็กปากกล้า! แกกล้าใส่ร้ายคนเรอะ!" สะใภ้ใหญ่หน้าCบตื่น เถียงไม่ออก
"ฉันจะพูดความจริงค่ะ" หลินอวี้ซินสะบัดหน้าเชิดขึ้นอย่างสง่างาม "วันนี้ฉันอารมณ์ดี ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดกับพวกท่าน รีบไสมือกลับบ้านไปซะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจแจ้งหัวหน้ากองกำลังหมู่บ้านให้มาตรวจสอบพฤติกรรมรีดไถของพวกท่าน!"
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบ สะใภ้ใหญ่หน้าซีดเผือด รู้สึกว่าสะใภ้ใหม่คนนี้รับมือยากยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ นางจึงได้แต่พาสามีและคนในครอบครัวเดินหนีกลับไปด้วยความแค้นเคือง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ของชาวบ้านบางคนที่หมั่นไส้คนบ้านใหญ่อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว
จางเหวยมองแผ่นหลังของภรรยาด้วยความรู้สึกทึ่งระคนลึกซึ้ง เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะปกป้องเขาได้อย่างเด็ดขาดและชาญฉลาดถึงเพียงนี้
"เธอ... เก่งมาก" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงจางๆ ด้วยความเขินอาย
หลินอวี้ซินหันกลับมามองสามี แววตาที่ดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้เขาจนจางเหว่ยใจระรัว
"เรื่องแค่นี้เองค่ะ" หลินอวี้ซินหัวเราะคิกคัก "ตอนนี้ปัญหาขยะเปียกก็เคลียร์เรียบร้อยแล้ว ได้เวลาไปกินอาหารฝีมือฉันสักที รับรองว่าคุณจะต้องลืมอาหารต้มจืดชืดฝีมือแม่บ้านคนอื่นไปเลย!"
ว่าแล้วหลินอวี้ซินก็ดึงแขนแกร่งของสามีให้เดินตามเข้าครัว กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่เธอแอบปรุงเตรียมไว้ล่วงหน้าจากมิติลับเริ่มโชยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านทันทีที่เปิดประตูห้องครัวอีกครั้ง
กระทะเหล็กตั้งไฟร้อนจัด น้ำมันหมูสุกใสส่งเสียงฉ่าเมื่อกระทบกับเครื่องเทศและเนื้อหมูสามชั้นหั่นเต๋าชิ้นพอดีคำ หลินอวี้ซินลงมือผัดหมูสามชั้นน้ำแดงด้วยความคล่องแคล่ว สีสันของน้ำตาลเคี่ยวจนเป็นคาราเมลเคลือบชิ้นหมูเป็นเงางาม สีแดงฉ่ำชวนน้ำลายสอ ตามด้วยกลิ่นหอมของโป๊ยกั๊กและอบเชยที่ลอยฟุ้งทะลุหน้าต่างออกไปนอกบ้าน
จางเหว่อยืนมองภรรยาทำอาหารด้วยความหลงใหล กลิ่นหอมเย้ายวนใจแบบนี้เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต ความหิวโหยเข้าจู่โจมทันที ไม่ใช่แค่เพราะท้องว่าง แต่เป็นเพราะความอบอุ่นในบ้านหลังนี้ที่เริ่มก่อตัวขึ้น
บนโต๊ะไม้เก่าๆ ตอนนี้ถูกวางด้วย "หมูสามชั้นน้ำแดง" สีสันน่ารับประทาน ควันร้อนๆ ลอยกรุ่น ตามด้วย "ผัดผักกาดขาวใส่กุ้งแห้ง" ที่กรอบหวาน และ "ซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัว" ที่ส่งกลิ่นหอมสมุนไพรบำรุงกำลังโชยเตะจมูก
จางเหว่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาตักข้าวใส่ชามยื่นให้ภรรยาด้วยความเอาใจใส่ ก่อนจะตักชิ้นหมูสามชั้นเข้าปากคำแรก
วินาทีนั้น ดวงตาคมกริบของนายทหารหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง รสชาติกลมกล่อม ละมุนลิ้น ละลายในปาก หวานเค็มกำลังพอดี ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในไร่นาทั้งวันหายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับมีเวทมนตร์
"อร่อยไหมคะ?" หลินอวี้ซินเท้าคางมองสามีด้วยแววตาระยิบระยับ รอคอยคำชมอย่างอารมณ์ดี
จางเหว่ยไม่ตอบเป็นคำพูด เขาตักข้าวเพิ่มอีกชามใหญ่อย่างรวดเร็ว สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าติดใจฝีมือภรรยาเข้าอย่างจัง
ทว่า... ในขณะที่ทั้งสองกำลังเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหารอันแสนอบอุ่น ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง... ก๊อก ก๊อก ก๊อก
จางเหว่ยขมวดคิ้ว วางตะเกียบลงด้วยความหงุดหงิด ใครกันที่กล้ามาขัดจังหวะเวลาครอบครัวตอนนี้?
หลินอวี้ซินหันไปมองที่ประตูบ้านแวบหนึ่ง ก่อนที่หูอันเฉียบคมของเธอจะได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่คุ้นเคยจากนอกรั้ว... เสียงของหัวหน้าหมู่บ้านที่มาพร้อมกับชายแปลกหน้าในชุดเครื่องแบบทหารระดับสูง!
-- โปรดติดตามตอนต่อไป --
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "อวี้ซินหมอยายุค 70" เสมอมานะคะ!
คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 4
อาหารมื้อแรกกับสามีที่เย็นชา
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!