คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 17

ปัญหาจากคนในตระกูลเดิม

ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
"ถ้าพวกท่านยังกล้าเอาเท้าสกปรกก้าวเข้ามาในเขตบ้านฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าฉันคนนี้ไม่เตือน!" เสียงตวาดกร้าวของหลินอวี้ซินดังลั่นสนามหน้าบ้าน สะท้อนก้องไปทั่วกำแพงดินอัดจนไก่ในเล้าข้างบ้านถึงกับกระพือปีกบินหนีด้วยความตกใจ ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบยืนเท้าสะเอว สายตาคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดจ้องมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญทั้งสามคนที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ตรงประตูรั้ว จดหมายปริศนาที่ทิ้งปมเรื่องมิติลับไว้เมื่อคืนยังวางนอนนิ่งอยู่ในลิ้นชัก แต่วันนี้ปัญหาใหม่ที่น่ารำคาญใจไม่แพ้กันก็เดินทางมาเคาะประตูถึงที่แล้ว บุคคลที่ยืนอยู่หน้าบ้านเวลานี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ 'หลินต้าเฉียง' ลุงแท้ๆ ของนางผู้มีใบหน้าหยี่ย่นและดวงตาเจ้าเล่ห์ประกายโลภ พร้อมด้วยป้าสะใภ้จอมตบตาและลูกพี่ลูกน้องชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งแต่ไร้เรี่ยวแรงอย่างหลินกุ้ย คนกลุ่มนี้ขึ้นชื่อเรื่องการสูบเลือดสูบเนื้อคนในตระกูลมาแต่ไหนแต่ไร สมสมัยที่ร่างเดิมยังอยู่ พวกเขามักจะมาไถเงิน ข้าวสาร หรือแม้แต่ผลผลิตในแปลงผักอยู่เป็นนิจ โดยอ้างคำว่า "ความเป็นญาติพี่น้อง" ค้ำคอ "อวี้ซิน... นี่เจ้าพูดจากับลุงผู้ให้กำเนิดพ่อเจ้าแบบนี้ได้อย่างไรกัน!" ป้าสะใภ้เอามือทาบอก ทำทีเป็นตกอกตกใจ น้ำเสียงแหลมสูงบาดหู "พวกเราเป็นญาติสนิทมิตรสหาย เดินทางมาไกลหลายลี้เพื่อเยี่ยมเยียนเจ้ากับสามีทหารหนุ่ม ไฉนเลยเจ้าถึงต้อนรับด้วยวาจาเผ็ดร้อนเช่นนี้เล่า? หรือว่าแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ปีกกล้าขาแข็ง ลืมบุญคุณวงศ์ตระกูลหลินเสียแล้วกระนั้น!" หลินอวี้ซินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้ามาใกล้รั้วไม้ไผ่ บรรยากาศรอบตัวกดดันจนอีกฝ่ายเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "บุญคุณ? ตระกูลหลินเคยมีบุญคุณอะไรกับฉันบ้างหรือคะ?" อวี้ซินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง ทุกถ้อยคำคมคายบาดลึก "ตอนที่พ่อแม่ฉันเสียชีวิตใหม่ๆ ทรัพย์สินเงินทองในบ้านถูกพวกท่านทยอยขนย้ายออกไปเกลี้ยง แม้แต่ข้าวสารสักถังในยุคที่ข้าวยากหมากแพง พวกท่านยังไม่เคยเหลียวแล ปล่อยให้ฉันต้องอดมื้อกินมื้อจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด... ตอนนั้นความ 'เป็นญาติ' ของพวกท่านหายไปไหนเสียล่ะคะ?" หลินต้าเฉียงหน้าซีดเผือดลงถนัดตาเมื่อถูกจี้ใจดำ แกกระแอมกระไอมกลบเกลื่อนความผิด "เหลวไหล! นั่นมันเรื่องในอดีต ข้าวของพวกนั้นเราแค่เก็บรักษาไว้แทนต่างหากเล่า! อีกอย่าง วันนี้พวกเราไม่ได้มามือเปล่าเสียหน่อย..." ว่าแล้วแกก็หันไปพยักเพยิดกับลูกชาย หลินกุ้ยรีบชูตะกร้าสานเก่าๆ ขึ้นมา ในนั้นมีผักกาดเหี่ยวๆ อยู่สองหัวกับไข่ไก่ฟองเล็กๆ ไม่กี่ฟอง "นี่คือความจริงใจที่เรานำมาฝากเจ้าในฐานะญาติผู้ใหญ่" *ของบรรณาการมูลค่าไม่ถึงเหมาซ้ำยังเน่าหนะเนี่ยนะ? ช่างกล้าหาญเสียจริง!* อวี้ซินกวาดสายตามองตะกร้าใบนั้นด้วยความขบขัน รัศมีแห่งความเป็นแพทย์อัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์โรคทำให้หล่อนมองทะลุปรุโปร่งว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนด้วยความรักใคร่แน่นอน แววตาที่เหลือบมองไปทางห้องครัวและยุ้งฉางของจางเหว่ยฟ้องชัดเจนว่าเป้าหมายคืออะไร "เก็บของเน่าๆ ของพวกท่านกลับไปเถอะค่ะ ฉันไม่ต้อนรับ" อวี้ซินตัดบทอย่างไร้เยื่อใย นางหมุนตัวทำท่าจะเดินกลับเข้าบ้าน "นังเด็กเนรคุณ!" หลินต้าเฉียงทนไม่ได้อีกต่อไป แกถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหัวเสีย พลางสาวเท้าเข้ามาเกาะรั้วไม้ไผ่ตะโกนเสียงดังลั่นเพื่อให้ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงได้ยิน "พวกเราอุตส่าห์มาหาด้วยความหวังดี หวังจะพึ่งพาหลานสาวได้บ้างในยามยากลำบาก กุ้ยเอ๋อร์ลูกชายฉันต้องใช้เงินไปวิ่งเต้นหางานในเมือง เจ้าฐานะตอนนี้สุขสบายดี มีสามีเป็นทหารหาญ มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง แค่เจียดเงินมาให้ลูกพี่ลูกน้องสักยี่สิบหยวนมันจะขนหน้าแข้งร่วงสักแค่ไหนกันเชียว!" อวี้ซินหยุดเดิน นางค่อยๆ หันกลับมา สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูหนาว *ที่แท้ก็มาไถเงินไปวิ่งเต้นหางานนี่เอง... ยี่สิบหยวน? เงินจำนวนนั้นเท่ากับค่าอาหารของครอบครัวฉันทั้งเดือนเชียวนะ!* ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังขึ้นจากทางเดินหมู่บ้าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าสีเขียวขี้ม้าของจางเหว่ยปรากฏขึ้นในสายตา มือหนาทั้งสองข้างถือฟืนที่เพิ่งไปตัดมาจากท้ายหมู่บ้านมาเต็มอ้อมแขน เมื่อเห็นเหตุการณ์หน้าบ้าน ใบหน้าคมเข้มที่มักจะนิ่งสงบกลับมืดครึ้มลงทันที ออร่าความกดดันแบบนายทหารสนามรบแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวคล้ายจะลดอุณหภูมิลง จางเหว่ยเดินตรงดิ่งเข้ามาวางฟืนลงกองข้างบ้านเสียงดังโครม จากนั้นจึงก้าวมายืนเคียงข้างภรรยา ร่างสูงใหญ่บังร่างของอวี้ซินไว้มิดครึ่งตัวราวกับต้องการปกป้อง ดวงตาคมกริบกวาดมองหลินต้าเฉียงและพวกด้วยแววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย "พวกท่านมาทำอะไรที่นี่?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยถาม นิ่งสนิทแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล หลินต้าเฉียงและหลินกุ้ยถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้จางเหว่ยจะปลดประจำการแล้ว แต่รัศมีของอดีตทหารผ่านศึกหาใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะกล้าต่อกรด้วยง่ายๆ "เอ่อ... จางเหว่ย หลานเขย..." ป้าสะไภ้เปลี่ยนท่าทีทันควัน ปั้นหน้ายิ้มแย้งน่าเกลียด "พวกเราแค่มาเยี่ยมเยียน... แล้วก็ปรึกษาเรื่องเงินทุนเล็กๆ น้อยๆ ให้กุ้ยเอ๋อร์ไปตั้งตัว เจ้าเองก็เป็นคนกว้างขวาง ย่อมเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ใช่ไหมล่ะ เงินแค่ยี่สิบหยวนสำหรับบ้านพวกเจ้าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกกระมัง?" จางเหว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขามองหน้าภรรยาแวบหนึ่ง เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ที่ฉายประกายความสนุกสนานลึกๆ ของนางแล้ว ชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่าภรรยารักกำลังจะเล่นสนุกกับเหยื่อกลุ่มนี้ "เงินยี่สิบหยวนเหรอครับ?" จางเหว่ยทวนคำ เสียงเรียบเรื่อยไร้อารมณ์ "สำหรับผมกับอวี้ซินแล้ว เงินจำนวนนี้หาไม่ยากหรอกครับ..." หลินต้าเฉียงตาโตเป็นประกายด้วยความโลภ รีบพยักหน้ารัวๆ "ใช่ๆๆ หลานเขยพูดถูก บ้านเราเป็นครอบครัวเดียวกัน..." "แต่..." จางเหว่ยลากเสียงยาว ขัดจังหวะความดีใจของอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น "เงินทุกหยวนที่พวกเราหามาได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานและความสามารถของภรรยาผม ไม่มีทางที่เราจะเอาไปแจกให้คนไร้ค่าที่วันๆ เอาแต่แบมือขอหรอกครับ" "เจ้า!... จางเหว่ย แกกล้าดียังไงมาว่าลูกฉันไร้ค่า!" ป้าสะไภ้กรี๊ดร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว "ผมไม่ได้ว่าแค่ลูกชายท่านนะครับ..." อวี้ซินก้าวออกมาจากด้านหลังสามี รอยยิ้มหวานหยดแต่แฝงด้วยยาพิษผุดขึ้นที่มุมปาก นางหยิบถุงผ้าใบลับออกจากมิติลับอย่างแนบเนียนผ่านแขนเสื้อ ก่อนจะโยนตั๋วแลกเงินและเงินสดจำนวนหนึ่งลงบนพื้นตรงหน้าของทั้งสามคน เสียงเหรียญกระทบพื้นดัง *กริ๊ง* "นี่คือเงินยี่สิบหยวนที่พวกท่านต้องการ..." อวี้ซินเอ่ยเสียงใส แต่สายตากลับจ้องมองพวกเขาราวกับมองขอทาน "ถ้าพวกท่านกล้าพอที่จะก้มลงเก็บมันขึ้นมา... แต่บอกไว้ก่อนนะคะ ว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินเปล่าๆ มันคือ 'ค่าซื้อขาด' ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับตระกูลหลิน!" หลินต้าเฉียง หลินกุ้ย และป้าสะไภ้ชะงักงัน ดวงตาทั้งสามคู่มองกองเงินบนพื้นสลับกับใบหน้าของอวี้ซินอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง "หมายความว่ายังไง..." หลินต้าเฉียงถามเสียงสั่น "หมายความว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉัน 'หลินอวี้ซิน' ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลหลินอีก ไม่ว่าจะเป็นความตายหรือความเป็น ความเจ็บป่วยหรือความยากจน ของพวกท่านจะไม่มาเกี่ยวข้องกับฉันเด็ดขาด! และถ้าใครหน้าไหนกล้ามาเหยียบหน้าบ้านฉันเพื่อไถเงินอีกแม้แต่ครั้งเดียว ฉันจะใช้กฎหมายหมู่บ้านและวิชาแพทย์ของฉัน... สงเคราะห์พวกท่านด้วยยาสลายเอ็นพิสดาร ให้กลายเป็นคนพิการเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต!" น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวและแววตาดุดันดั่งปีศาจสาวในร่างแพทย์หญิงทำเอาตระกูลหลินถึงกับหนีบหางจุกก้น ความโลภที่มีมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ ในขณะที่สองสามีภรรยาก กำลังยืนมองความพ่ายแพ้ของญาติจอมปลอมด้วยความสะใจ ทันใดนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นตาของใครบางคนที่ยืนแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ริมกำแพงบ้าน ร่างนั้นสวมหมวกคลุมศีรษะมิดชิด แต่รอยยิ้มเยาะที่ส่งมาทางอวี้ซินนั้นทำให้หัวใจของแพทย์หญิงกระตุกวูบ *ลายมือในจดหมายเมื่อคืน... และคนที่แอบซุ่มดูอยู่ตอนนี้ คือคนคนเดียวกัน!* อวี้ซินยังไม่ทันได้ส่งสัญญาณเตือนสามี จู่ๆ เงาร่างนั้นก็โยนวัตถุบางอย่างตกลงมาที่เท้าของนาง เสียงกระดาษห่อดังกรอบแกรบ อวี้ซินก้มลงมองด้วยความระแวง ก่อนจะพบว่าเป็นซองยาแผนโบราณที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง และบนซองนั้นมีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือเดียวกันเป๊ะว่า: *'ยาถอนพิษขนานสุดท้าย... อยู่ที่คนใต้เตียงของพวกท่านแล้ว หมอหลิน'*** ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "อวี้ซินหมอยายุค 70" มาโดยตลอดนะคะ!
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%