"ถ้าคุณยังเดินลากกระเป๋าด้วยความเร็วระดับเต่าคลอดลูกแบบนี้ ผมเกรงว่าเราจะไปไม่ทันรถไฟเที่ยวแรก และทริปตลุยฮอกไกโดเจ็ดวันหกคืนนี้ คงกลายเป็นทริปยืนกินลมชมหิมะที่ชานชาลาแทนนะครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับร่างสูงในชุดโค้ทกันหนาวสีดำสนิทที่ยืนกอดอกพิงเสาไฟสถานีรถไฟด้วยท่าทางสบายจนน่าหมั่นไส้ วินทร์ หรือที่ฉันเพิ่งตั้งฉายาให้เขาในใจเมื่อห้านาทีที่แล้วว่า 'ตากล้องหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก' กำลังมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงสลับกับใบหน้าบึ้งตึงของฉันด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ
ฉันหยุดเดิน สะบัดผมบลอนด์สั้นที่ตอนนี้ชื้นไปด้วยละอองหิมะเบาๆ แล้วหันขวับไปเผชิญหน้ากับตาตากล้องหน้าตายคนนี้ทันที
"นี่คุณวิน! ฉันไม่ได้เดินช้าเพราะเป็นเต่านะคะ แต่เพราะกระเป๋าเดินทางใบนี้มันอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์รีวิวและเสื้อผ้าสandกันหนาวที่ *คุณ* เป็นคนบอกเองว่า *'ต้องเตรียมเผื่อไว้ให้ครบทุกสถานการณ์'* ต่างหากล่ะคะ!" ฉันเถียงคอเป็นเอ็น พยายามกดเสียงไม่ให้ดังเกินไปเพราะเกรงใจผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นรอบข้างที่กำลังเดินผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบ
วินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างกวนประสาท ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ของฉันตั้งแต่หัวจรดท้าย ก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ ออกมาเป็นไอสีขาวในอากาศหนาวติดลบ
"ผมบอกให้เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ครับ ไม่ได้บอกให้คุณยกตู้เสื้อผ้าทั้งตู้ย้ายมาไว้ที่ซัปโปโร... เอาล่ะ ในเมื่อเราต้องร่วมงานกันเจ็ดวัน และผมได้รับมอบหมายให้เป็นทั้งตากล้องและผู้ควบคุมตารางเวลาเพื่อไม่ให้เพจของคุณโดนลูกเพจถล่มว่าล่มทริป..." วินเว้นจังหวะ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวฉันในระยะที่ทำให้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นอากาศหนาวเย็นลอยเข้าจมูก "ผมมีกฎเหล็ก 3 ข้อที่เราต้องตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่วินาทีนี้"
ฉันผถะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อถูกรุกรานพื้นที่ส่วนตัวแบบไม่ทันตั้งตัว หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะด้วยความตกใจ (หรืออาจจะเป็นเพราะความหนาว... ฉันพยายามบอกตัวเองแบบนั้น)
"อะไรนะคะ? มีกฎเกณฑ์อะไรอีก ฉันเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายเที่ยวอิสระนะคะ ไม่ใช่ทหารเกณฑ์ที่จะต้องมาโดนคุณตั้งกฎระเบียบเนี่ย!"
"ข้อแรกครับ" วินทำเป็นหูทวนลม ชูนิ้วเรียวยาวขึ้นมาหนึ่งนิ้ว ดวงตานิ่งสนิทมองตรงมาที่ฉันอย่างจริงจัง "ห้ามเถียงเวลาผมบอกให้หยุดเดินเพื่อจัดมุมถ่ายภาพ แสงธรรมชาติในฤดูหนาวมันรอไม่ได้เหมือนอารมณ์ของคุณ"
ฉันอ้าปากค้าง จะสวนกลับทันทีแต่เขาก็ชูนิ้วที่สองขึ้นมาตัดหน้า
"ข้อสอง ห้ามแบกสัมภาระเกินความจำเป็นที่ผมประเมินแล้วว่ามันจะเป็นภาระทำให้ทีมเสียเวลา ถ้ามีชิ้นไหนเกิน ผมจะจัดการ *'ยึด'* ไปไว้ในเป้ของผมเอง และคุณจะได้คืนก็ต่อเมื่อจริตการโพสต์ท่าของคุณผ่านมาตรฐานผมแล้วเท่านั้น"
"นี่คุณมันเผด็จการชัดๆ!" ฉันร้องเสียงหลง ตาโตเป็นไข่ห่าน
"และข้อสุดท้าย ข้อที่สำคัญที่สุด..." วินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนฉันต้องเงยหน้ามองเขา รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีนั้นช่างกวนประสาทและมีเสน่ห์จนน่าหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน "ห้ามทำหน้าบึ้งใส่กล้อง หรือทำลายบรรยากาศฟีลกู๊ดของทริปด้วยการบ่นตลอดทาง... ถ้าคุณทำไม่ได้ตามกฎสามข้อนี้ ผมจะขอใช้วิธีการจัดการในแบบของผม ซึ่งรับรองว่าคุณจะไม่ชอบมันแน่ๆ รันรดา"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็คว้าคันชักกระเป๋าเดินทางของฉันไปถือไว้เสียเองอย่างไร้ความปรานี ก่อนจะหันหลังเดินนำลิ่วไปยังชานชาลาโดยไม่รอฟังคำปฏิเสธสักคำ
ฉันยืนกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ อยากจะวิ่งเข้าไปทุบหลังกว้างๆ นั่นสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้ แต่ติดที่ว่าภาพลักษณ์สาวสายรีวิวพลังบวกผู้สดใสกำลังค้ำคออยู่ บวกกับสายตาของนักท่องเที่ยวรอบข้างที่เริ่มหันมามองคู่เราเป็นตาเดียว
"คอยดูเถอะตาตากล้องหน้าตาย ฉันจะหักคะแนนความกวนประสาทของคุณลงโซเชียลให้ลูกเพจแห่กันมาถล่มคุณแน่!" ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง ฟาดเท้าเดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างจำยอม
บรรยากาศบนรถไฟสายท้องถิ่นมุ่งสู่เมืองโอตารุค่อนข้างเงียบสงบ ด้านนอกหน้าต่างคือทิวทัศน์สีขาวโพลนของผืนหิมะที่ปกคลุมไปทั่วภูเขาและบ้านเรือนสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ แสงแดดยามสายส่องกระทบเกล็ดหิมะระยิบระยับราวกับโรยด้วยผงเพชร มันคือภาพที่สวยงามจนสมควรแก่การยกกล้องขึ้นมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้เห็นทันที
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเข้าแอปพลิเคชันยอดฮิต ร่างข้อความยาวเหยียดระบายความอัดอั้นตันใจที่โดนตากล้องหน้านิ่งแกล้งใช้งานตั้งแต่เช้า
*[รันรดาคนสวย]: ทุกคนคะ! ใครก็ได้ช่วยส่งหน่วยกู้ภัยมาช่วยรันด่วนค่ะ! ทริปฮอกไกโดวันแรก รันก็โดนท่านตากล้องหน้าตายตั้งกฎเหล็ก 3 ข้อแบบเผด็จการยิ่งกว่าท่านผู้นำซะอีก ฮือออ อยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด ยัยรันคนนี้จะรอดไปถึงวันสุดท้ายไหมเนี่ย! 😭❄️*
ฉันกดพิมพ์เสร็จกำลังจะกดส่งลงกลุ่มแชตลับของแก๊งเพื่อนสนิท แต่ปลายนิ้วเจ้ากรรมดันไปกดผิดปุ่ม ไปกดส่งเข้าแชตส่วนตัวของคนที่นั่งอยู่เบาะตรงข้ามแทนเสียนี่!
ฉิบหายแล้ว...
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบกดค้างที่ข้อความนั้นเพื่อจะกดยกเลิกข้อความ (Delete for everyone) ให้เร็วที่สุดในชีวิต แต่ทว่า...
*Rrr...*
เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือของคนที่นั่งมองวิวอยู่ฝั่งตรงข้ามดังขึ้นขัดจังหวะ วินหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเปิดดู สายตาคมกริบก้มลงอ่านข้อความที่ฉันเพิ่งเผลอส่งไปเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้ว
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจที่ยาวนานราวกับเป็นชั่วโมง วินค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ถอดแว่นสายตาออกเบื้องต้น แล้วมองตรงมาที่ฉันด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ไม่อาจคาดเดาความหมายได้เลยแม้แต่น้อย
"อ๋อ... เพิ่งรู้ตัวสินะครับว่าผมเป็น 'ท่านตากล้องหน้าตาย' แถมยังตั้งกฎเผด็จการใส่คุณ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ผิดกับฉันที่ตอนนี้เหงื่อตกพลั่กท่ามกลางอากาศติดลบ
"เอ่อ... คือว่า... ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะส่งให้คุณนะคะคุณวิน! มัน... มันมือลั่นค่ะ!" ฉันละล่ำละลักแก้ตัว หน้าแดงแจ๋ด้วยความอายจนแทบจะมุดแผ่นดินหนี
วินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างวางบนหัวเข่า สายตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันราวกับจะอ่านทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
"มือลั่นเหรอครับ..." เขาทวนคำเสียงแผ่วเบa รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่ริมฝีปาก "แต่ในเมื่อข้อความมันส่งมาถึงผมแล้ว... แปลว่าคุณเองก็แอบคิดถึงและสนใจ 'ตากล้องหน้าตาย' คนนี้อยู่ไม่น้อยเลยสินะครับ ถึงได้พิมพ์ชื่อผมไว้ในแชตส่วนตัวแบบนั้น"
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้อันตรายต่อหัวใจเกินไปแล้ว!
---
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
ไกด์บุ๊กฉบับพกพา กับตากล้องหน้าตายที่ไม่มีวันยิ้ม•ตอนที่ 2
กฎ 3 ข้อของตากล้องหน้าตาย
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับพกพา กับตากล้องหน้าตายที่ไม่มีวันยิ้ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
