กลิ่นคาวสนิมเหล็กและละอองฝุ่นดินปืนคละคลุ้งจนแสบจมูก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่กำลังบดขยี้ซากอิฐหักพังของโกดังร้างเขตอุตสาหกรรมเก่าอย่างไม่รีบร้อน ราวกับพวกมันกำลังเพลิดเพลินกับการต้อนกวางน้อยให้จนมุมในเขาวงกต
อัครินทร์ย่อตัวลงแนบแผ่นหลังกับเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่ร้าวราน มือขวาที่กำปืนพกสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะอาการบาดเจ็บจากแรงกระแทกของระเบิดแสงเมื่อสิบนาที0ก่อน เม็ดเหงื่อกาฬไหลย้อยผ่านกรอบแว่นสายตาที่ร้าวเป็นรอยยาว ทัศนียภาพเบื้องหน้าจึงพร่ามัวสลับกับเส้นตารางแสงสีฟ้าเรืองรองจากระบบที่กระพริบรัวเตือนสติ
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... [คำเตือน: พลังงานเสถียรภาพรอยเหลื่อมเหลือต่ำกว่า 14%]*
*[คำเตือน: ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับ SSS กำลังปิดล้อมรัศมี 50 เมตร]*
เสียงแจ้งเตือนในหัวช่างหนวกหูและซ้ำเติมสถานการณ์ที่สิ้นหวังเสียเหลือเกินครับ แววตาของนักหนุ่มฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก สมองส่วนหน้าทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินทางรอด ทางออกด้านทิศเหนือถูกปิดตายด้วยหน่วยจู่โจมพิเศษขององค์กรเงา ส่วนทางทิศใต้คือหน้าผาลาดชันที่เบื้องล่างคือกระแสน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำสายหลัก
"เราวิ่งหนีมาไกลเกินกว่าจะหาทางถอยแล้วนะครับอาจารย์" อัครินทร์กระซิบเสียงแผ่วเบาพลางเหลือบมองหญิงสาวร่างโปร่งที่ยืนพิงกำแพงอีกด้าน
ดร.รินรดาไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้างดงามเรียบเฉยราดรดด้วยความเย็นชา ดวงตาคู่คมกวาดมองคราบเขม่าดินปืนบนเสื้อสูทของเธอเองก่อนจะแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก มือเรียวเล็กบรรจงถอดถุงมือหนังออกทีละข้างอย่างใจเย็น ราวกับบรรยากาศรอบตัวไม่ใช่สนามรบที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย
"ความกลัวไม่ได้ช่วยให้รอยเหลื่อมเปิดกว้างขึ้นหريอครับ อัครินทร์" น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ขยับเข้ามาใกล้ทุกที "จำบทเรียนแรกที่ฉันสอนได้ไหม? อาชญากรที่ฉลาดที่สุดมักจะทิ้งร่องรอยที่โง่ที่สุดไว้เสมอ... และตอนนี้ พวกมันกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการต้อนเรามายังจุดอับสายตาของระบบหลัก"
อัครินทร์ขมวดคิ้วมุ่น "จุดอับสายตา? แต่อีกฝ่ายมีทั้งกำลังคนและอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนนะครับ เราไม่มีทาง..."
"มองผ่านเลนส์แว่นของคุณสิครับ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "ไม่ได้มองเพื่อหาทางหนี แต่จงมองหา 'ความเหลื่อมล้ำ' ของโครงสร้างตึกนี้"
นิ้วเรียวของเธอแตะเบาๆ ที่กรอบแว่นของชายหนุ่ม อัครินทร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกตั้งสติ แล้วเพ่งสมาธิไปที่ดวงตาคู่เดิม ระบบวิเคราะห์รอยเหลื่อมถูกกระตุ้นด้วยเจตจำนงอันแรงกล้า เส้นตารางสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทองคำขาว มิติรอบตัวบิดเบี้ยวคล้ายภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกน้ำหยดใส่
ทันใดนั้นเอง... โครงสร้างคอนกรีตที่ดูแข็งแรงทนทาน กลับปรากฏรอยร้าวโปร่งแสงที่มนุษย์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จุดเชื่อมต่อระหว่างเสาเข็มและคานรับน้ำหนักของโกดังแห่งนี้ถูกทำลายโครงสร้างภายในไปมากกว่าครึ่งจากแรงสั่นสะเทือนเมื่อครั้งอดีต มันคือจุดอ่อนทางสถาปัตยกรรมที่หากได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยในมุมที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะพังทลายลงมาทับถมผู้ที่อยู่ด้านบนทั้งหมด
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของนักสืบหนุ่ม ความหวังอันริบหรี่เริ่มสط่างประกายขึ้นในอก "ผมเข้าใจแล้วครับ... ถ้าพวกมันอยากได้ตัวเรานัก เราก็ควรจะมอบ 'การต้อนรับ' ที่สาสมให้พวกมันเสียหน่อย"
"ฉลาดมากครับลูกศิษย์" รินรดากล่าวสั้นๆ พร้อมกับดึงกระบอกเก็บเสียงออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ทส่งให้เขา "คุณมีเวลาสามวินาทีในการเล็งเป้าหมายไปที่คานรับน้ำหนักหมายเลขสี่ ส่วนที่เหลือ... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฟิสิกส์และระบบของผม"
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงปืนสามนัดดังขึ้นแหวกอากาศ กระสุนเจาะเกราะพุ่งทะลวงตรงไปยังจุดเป้าหมายอย่างแม่นยำราوจับวาง ทันทีที่หัวกระสุนกระทบกับเหล็กกล้าที่ล้าสมัย โครงสร้างทั้งหมดก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับกระดูกที่กำลังหักสะบั้น
ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้พื้นคอนกรีตยุบตัวลงไปต่อหน้าต่อตา หน่วยจู่โจมพิเศษที่กำลังบุกเข้ามาต่างส่งเสียงร้องด้วยความตกใจเมื่อพื้นใต้ฝ่าเท้าของพวกมันร่วงหล่นลงสู่ความมืดเบื้องล่าง เสียงกรีดร้องและเสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นหวั่นไหว
"หนีเร็ว!" รินรดาคว้าแขนอัครินทร์พุ่งตัวทะยานออกทางหน้าต่างกระจกที่แตกละเอียด ท่ามกลางเศษปูนที่ร่วงหล่นราวกับหิมะถล่ม ทั้งคู่ร่วงหล่นลงสู่แพยางฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่บนหลังคาโกดังสำรองด้านล่าง แรงกระแทกจุกเสียดหน้าอกจนอัครินทร์แทบหายใจไม่ออก แต่พวกเขาก็รอดพ้นจากวงล้อมมรณะมาได้อย่างหวุดหวิด
ทว่า... ความเงียบงันกลับคืนสู่ซากปรักหักพังได้เพียงชั่วครู่
เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดบนยอดเสาไฟแรงสูง เสียงนั้นเยือกเย็น กังวาน และเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันจนขนหัวลุก อัครินทร์ที่กำลังพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนถึงกับชะงักค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหินเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
เงาสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทก้าวออกมาจากหมอกควัน ใบหน้าสวมหน้ากากโลหะเรียบสนิทไร้รอยต่อ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นมองลงมาที่พวกเขาจากเบื้องบน ราวกับเทพเจ้ากำลังมองมดปลวกที่ดิ้นรนอย่างไร้ความหมาย
"น่าประทับใจจริงๆ ครับ... ดร.รินรดา และคุณอัครินทร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำดัดแปลงผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังสะท้อนก้องกังวาน "คิดไม่ถึงเลยว่าหนูตะเภาตัวเล็กๆ จะกัดแทงกรงเหล็กของผมจนพังได้ขนาดนี้"
รินรดากัดริมฝีปากแน่นเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยนิ่งสงบฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เธอกระซิบด้วยเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยซึ่งอัครินทร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน "เป็นไปไม่ได้... ทำไม 'มัน' ถึงมาอยู่ที่นี่ด้วยตัวเอง..."
*ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! [ประกาศจากระบบหลัก: ตรวจพบตัวตนระดับ 'ผู้สร้างเงา' — ภารกิจบังคับระดับ SSS: 'รอดชีวิตจากการพิพากษา' เริ่มต้นนับถอยหลัง 60 วินาที]*
ก่อนที่อัครินทร์จะทันได้เอ่ยปากถามอะไร ร่างในชุดสูทสีดำก็หายวับไปจากยอดเสาไฟด้วยความเร็วที่เหนือกว่าขีดจำกัดของสายตา มนุษย์คนนั้นมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าพวกเขาในระยะประชิดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปลายกระบอกปืนสีเงินยวดยาวจ่อตรงระหว่างคิ้วของอัครินทร์พอดี
"เกมไล่ล่า... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหากล่ะครับ"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
นิติวิทยาศาสตร์กับสมุดบันทึกเล่มที่ไร้คำตอบ•ตอนที่ 18
การไล่ล่าที่ไม่จบสิ้น
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติวิทยาศาสตร์กับสมุดบันทึกเล่มที่ไร้คำตอบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!