ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 28

ค่ำคืนก่อนพายุใหญ่โหมกระหน่ำ

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
“หากฮองเฮาจะทรงพระสรวล ก็ควรเลือกสถานที่ให้พ้นจากตำหนักจันทร์กระจ่างฟ้าเสียหน่อยเพคะ... เสียงหัวร่อต่อกระซิกเช่นนี้เกรงว่าจะระคายเคืองพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทผู้กำลังประชวรหนักเสียเปล่าๆ” สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับสายน้ำค้างกลางเหมันต์ฤดูของไป๋ลี่อิน ดังแทรกขึ้นกลางความเงียบงันของห้องโถงชั้นใน ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์คู่เมฆา สีครามเข้มขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องดั่งไข่มุกราตรี นางก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นดั่งตอกลิ่มตรึงสายตาทุกคู่ให้หันมาจับจ้อง ไป๋ซิ่วอิงที่กำลังแย้มยิ้มเยาะอยู่เบื้องพระพักตร์จำลองของไทเฮา สะดุ้งเฮือกจนผืนผ้าปักไหมทองในมือเกือบหลุดร่วง ใบหน้างามที่พยายามแต่งแต้มด้วยความอาทรตื้นตันบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ยามเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาดำขลับคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยประกายเย้ยหยันของพี่สาวต่างมารดา “พี่หญิงรอง... ท่านกล้าดียังไงถึงบังAอาจล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระฐานชั้นในยามวิกาลเช่นนี้!” ไป๋ซิ่วอิงรีบปรับสีหน้าให้กลับมาน่าสงสาร ละล้าละลังถอยหลังไปครึ่งก้าวทำทีเป็นเกาะชายอาภรณ์ของขันทีคนสนิทข้างกายไทเฮา “อีกทั้ง... อีกทั้งเมืองหลวงยามนี้ถูกประกาศกฎอัยการศึกแล้ว พระราชโองการยังสั่งห้ามผู้ใดเข้าออกวังหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต ท่านทำเช่นนี้... หรือว่าคิดจะก่อกบฏกันแน่!” ไป๋ลี่อินไม่แม้แต่จะปรายตามองน้องสาวจอมปลอม นางป้องมือคารวะตามธรรมเนียมอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความหวาดระแวง ขันที นางกำนัล และเหล่าขุนนางฝ่ายในต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับสตรีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชายาในท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดแห่งกองทัพประจิม เพล้ง! เสียงถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตแตกกระจายที่เบื้องล่าง เรียกสติของทุกคนให้กลับมา เฉินเฟย อดีสามีผู้โง่เขลาในชุดเกราะทหารองครักษ์เต็มยศ ก้าวออกมายืนขวางหน้าไป๋ลี่อินด้วยท่าทีคุกคาม ดวงตาคมกราดเกรี้ยวแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและอำนาจที่เพิ่งได้รับ “ไป๋ลี่อิน! เจ้าสามหามเกินไปแล้ว!” เฉินเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนากำด้ามดาบข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “เจ้าคิดว่ามีฉินอ๋องหนุนหลังอยู่แล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจก็ได้งั้นหรือ? ตอนนี้กองกำลังของข้าล้อมพระราชวังไว้หมดแล้ว ต่อให้สามีเจ้าเก่งกาจมาจากไหน ก็เป็นเพียงสุนัขจนตรอกที่รอวันถูกเด็ดหัวเท่านั้น!” ไป๋ลี่อินหลุบตามองรอยเปื้อนคราบสุราที่ปลายรองเท้าผ้าปักลายดอกเหมยของตนอย่างนึกรังเกียจ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตสามีด้วยรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้เฉินเฟยถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ มันเป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้ม... แต่กลับเย็นเยือกจนเสียดกระดูก “แม่ทัพเฉิน... ท่านนี่ช่างความจำสั้นเสียจริงนะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ได้เพราะเศษเดนอำนาจที่คนอื่นโยนให้ แต่กลับลืมไปแล้วว่าสุนัขที่เห่าเสียงดังที่สุด มักจะเป็นตัวแรกที่ถูกเจ้าของโยนเข้าเตาไฟ” ไป๋ลี่อินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแต่ละคำกลับคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ “ท่านบอกว่ากองกำลังของท่านล้อมพระราชวังไว้หมดแล้วอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้น... ท่านลองเดินไปเปิดหน้าต่างดูเสียหน่อยดีหรือไม่ ว่าธงที่กำลังโบกสะบัดอยู่บนกำแพงวังตอนนี้ เป็นธงตระกูลเฉิน... หรือธงพยัคฆ์คำรามของฉินอ๋องกันแน่” สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็ง เฉินเฟยหน้าถอดสี รีบหันขวับไปมองทางหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับลมยามค่ำคืน ด้านนอก... ท่ามกลางความมืดมิดของราตรี แสงคบเพลิงนับหมื่นดวงสว่างวาบขึ้นราวกับดวงดาวบนพื้นดิน เสียงฝีเท้าของทหารนับไม่ถ้วนพร้อมเกราะเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว บดบังเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบวังหลวงจนสิ้นเชิง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ธงประจำกองทัพประจิมรูปพยัคฆ์ทะยานฟ้าสีดำสนิท กำลังโบกสะบัดอยู่บนยอดกำแพงพระราชวังชั้นนอกอย่างไร้ผู้ต้านทาน! “เป็นไปไม่ได้... เป้นไปได้อย่างไร!” เฉินเฟยพึมพำด้วยความตื่นตระหนก ถอยหลังก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น “ข้า... ข้าสั่งปิดประตูเมืองหมดแล้ว! กองทัพของฉินอ๋องจะเข้ามาได้อย่างไรในคืนเดียว!” “เพราะท่านมันโง่เขลาเบาปัญญาอย่างไรเล่าคะ” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ดังขึ้นจากความมืดภัตตาคารหลวง ทำให้ทุกร่างในห้องโถงต้องทรุดตัวคุกเข่าลงโดยไม่ต้องมีผู้ใดเอ่ยปาก ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลององค์สีดำปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม กลิ่นอายความเยือกเย็นดุร้ายแผ่ซ่านกดทับจนทุกคนแทบหยุดหายใจ เซียวจ้านถิง... ฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพประจิม ปรายพระเนตรมองเฉินเฟยที่นั่งตัวสั่นงันท่ามกลางเศษกระเบื้องแตก ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง “ถะ... ถวายพระพรฉินอ๋อง... ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ!” ไป๋ซิ่วอิงรีบหมอบกราบลงกับพื้น ตัวสั่นเทาน้ำตานองหน้าด้วยความหวาดกลัว นางไม่คาดคิดเลยว่าแผนการที่วางไว้ร่วมกับเหล่าขุนนางกบฏ จะพังทลายลงในพริบตาเดียวเช่นนี้ เซียวจ้านถิงไม่ชายตามแลสตรีผู้ต่ำต้อยเบื้องพระพักตร์เลยแม้แต่น้อย พระเนตรคมกลาบกวาดหาเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวในห้องโถง ก่อนจะสาวพระบาทตรงเข้าไปหาร่างระหงของภรรยาหลวง พระหัตถ์หนายื่นไปกุมมือเรียวนุ่มของไป๋ลี่อินไว้แน่น ราวกับต้องการยืนยันว่านางปลอดภัยดี “เจ้าไม่ควรเข้ามาในที่อัปลักษณ์เช่นนี้ ลี่อิน” สุ้มเสียงที่เอ่ยกับนางนั้นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งยวด ต่างจากยามที่หันไปมองเหล่ากบฏลิบลับ “ข้างนอกลมแรงนัก เดี๋ยวเจ้าจะประชวรเอาได้” “หม่อมฉันเพียงแต่วิตกว่า ท่านอ๋องจะทรงเหนื่อยล้ากับการกวาดล้างสุนัขบ้า จึงมาช่วยแบ่งเบาภาระเพคะ” ไป๋ลี่อินแย้มสรวลบางๆ ยอมให้พระองค์ดึงร่างเข้าไปโอบกระชับไว้ในอ้อมแขนอย่างสนิทสนม ในจังหวะที่ทุกคนกำลังหวาดผวาต่อบรรยากาศกดดันนั้นเอง ขันทีเฒ่าผู้ถือพระราชโองการลับก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าแทบเบื้องพระบาทของฉินอ๋อง มือเหี่ยวย่นสั่นเทายื่นราชโองการม้วนสีเหลืองทองออกไปด้านหน้า “ตะ...ใต้เท้า... พระราชโองการฉบับสุดท้ายจากองค์皇帝... ทรงสวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และในพระราชโองการ... ระบุชื่อผู้สืบทอดราชบัลลังก์ไว้แล้ว!” เซียวจ้านถิงรับม้วนกระดาษมาด้วยพระพักตร์เรียบเฉย พระหัตถ์คลี่ออกช้าๆ สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรสีชาดด้านในเพียงแวบเดียว ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ทว่าดวงตากลับลุกโชนด้วยประกายอำมหิต ไป๋ลี่อินชะงักไปเล็กน้อย นางเอื้อมมือไปแตะที่ข้อมือของพระสวามีเบาๆ พร้อมกับที่เซียวจ้านถิงหันมาสบตา Nาง และเอ่ยกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ราชบัลลังก์นี้... ดูท่าว่าจะต้องเปลี่ยนเจ้าของเสียแล้วกระมัง ชายาข้า” ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันงดงามและเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะคะ ไป๋เหลียนฮวาจะรอพบทุกท่านในตอนต่อไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%