ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 15

งานเลี้ยงฉลองชัยและเกมการเมือง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"หากทูตานุทูตจากแคว้นเป่ยหรงคิดจะใช้สุราจอกนี้คารวะเพื่อทดสอบความยืดหยุ่นของราชสำนักต้าเซี่ย เกรงว่าท่านราชทูตคงต้องคำนวณกำลังภายในใหม่เสียแล้วกระมั้งเพคะ" สุ้มเสียงกังวานใสราวกระดิ่งเงินกระทบสายลมเอื่อย ท่ามกลางความเงียบงันดุจป่าช้าของท้องพระโรงใหญ่ กลับก้องกังวานชัดเจนจนทุกผู้คนต้องสะดุดลมหายใจ เสียงดนตรีบรรเลงจากวงเครื่องดีดสีและเป่าพลันเงียบลงสนิท ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากให้ขาดห่วง ไm่มีใครคาดคิดว่าในงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมืองอันทรงเกียรติ ซึ่งเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันสงบปากสงบคำเพื่อรักษามารยาทระหว่างแคว้น จะมีสตรีผู้หนึ่งกล้าเอ่ยวาจาท้าทายทูตานุทูตจากแดนเถื่อนกลางพระพักตร์พระองค์ ไป๋ลี่อินก้าวพระบาทข้ามธรณีประตูหินอ่อนเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยจังหวะจะโคนอันสง่างามไร้ที่ติ นางสวมอาภรณ์ชุดฮั่น푸ซ้อนทับกันหลายชั้น ตัดเย็บด้วยผ้าไหมซาตินเนื้อนุ่มสีแดงชาดเข้มลึกดั่งโลหิตกุหลาบปักดิ้นทองคำบริสุทธิ์เป็นลวดลายหงส์สวรรค์กางปีกโผนทะยาน ตัวเสื้อคลุมด้านนอกโปร่งบางทว่าทิ้งตัวพริ้วไหวราวกับสายน้ำยามต้องลม ทุกย่างก้าวที่นางเคลื่อนกาย ลวดลายทองคำบนชายผ้าสะท้อนกับแสงคบเพลิงและโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนท่ามกลางราตรีอันมืดมิด บนเรือนผมสีดำสนิทราวกำมะหยี่เกล้าเป็นมวยทรงสูงประดับด้วยปิ่นปักผมหยกมันหมูแกะสลักเป็นรูปดอกบัวตูมแซมด้วยไข่มุกราตรีเม็ดโตที่ส่องประกายเรืองรอง ท่ามกลางใบหน้ารูปไข่ที่แต่งแต้มอย่างประณีต ดวงตาหงส์เรียวรีคู่นั้นทั้งเฉียบคมและเย่อหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี ราวกับพญาหงส์ที่มองลงมาจากยอดผาสูงชัน บรรดานางกำนัลและขันทีต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ขณะที่เหล่าขุนนางฝ่ายวิชาการต่างพากันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจในความอาจหาญของสตรีผู้ก้าวล่วงกิจการบ้านเมือง ทว่า ณ เบื้องพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ และเหนือบัลลังก์ทองฝั่งซ้ายซึ่งเป็นที่ประทับของฉินอ๋อง เซียวจ้านถิง กลับปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่มุมพระโอษฐ์ ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีย์ของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพประจิมทอดมองร่างระหงนั้นด้วยประกายตาวาวโรจน์ เต็มไปด้วยความหลงใหลระคนความดุร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามที่กล้าสบตากับชายาของตนในทางลบ ราชทูตแห่งแคว้นเป่ยหรง ร่างกายกำยำสูงใหญ่ หน้าตาเต็มไปด้วยหนวดเคราครึ้มและรอยแผลเป็นจากสนามรบ ชะงักค้างในท่าถือจอกสุรา เขาหรี่ตาลงมองสตรีที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่นท้องพระโรง "ฮ่าๆๆ! ชายาในฉินอ๋องช่างกล้าหาญยิ่งนัก! ข้าเพียงแต่รินสุราคารวะตามธรรมเนียมแดนเหนือ เหตุใดจึงกลายเป็นว่าข้ากำลังทดสอบราชสำนักต้าเซี่ยไปเสียได้เล่า?" ลี่อินยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยันที่งดงามจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางปรายตามองจอกสุราในมือของอีกฝ่ายที่มีคราบสีเงินจางๆ เคลือบอยู่บริเวณขอบจอก ซึ่งมีเพียงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษระดับปรมาจารย์เช่นนางเท่านั้นที่จะมองเห็น "ธรรมเนียมของต้าเซี่ยเรา ผู้มาเยือนย่อมต้องแสดงความจริงใจก่อนเสมอ" ลี่อินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะจัดเลี้ยงทีละก้าว เสียงเครื่องประดับทองคำกระทบกันกรุ๊งกริ๊งดั่งเสียงระฆังเตือนภัย "สุราจอกนี้ หม่อมฉันหาได้ปฏิเสธความปรารถนาดีของท่านราชทูตไม่ แต่ทว่า... 'พิษอัคคีเหมันต์' ที่ท่านผสมลงไปในสุราเพื่อหวังจะลองภูมิแพทย์หญิงเช่นหม่อมฉัน เกรงว่าจะใช้มุกตื้นเขินเกินไปหน่อยกระมั้งเพคะ?" สิ้นคำกล่าวของนาง ท้องพระโรงทั้งห้องก็พลันตกอยู่ในความโกลาหลชั่วพริบตา ขุนนางหลายคนถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขณะที่องค์ฮ่องเต้ทรงตบพระหัตถ์ลงบนพนักพิงที่ประทับเสียงดังสนั่น "บังجาญ! กล้าเล่นตลกอันใดในท้องพระโรง!" ราชทูตเป่ยหรงหน้าถอดสีทันที รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่คาดคิดเลยว่าพิษไร้สีไร้กลิ่นที่นำเข้ามาจากแดนเหนือ จะถูกสตรีตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวมองออกทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ยังไม่ทันได้ดื่ม ฉินอ๋องเซียวจ้านถิงยังคงประทับนั่งไขว่ห้างอย่างเกียจคร้าน พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือจอกชาหยกขาวไว้มั่น ทว่าบรรยากาศรอบกายพระองค์กลับลดฮวบลงจนอุณหภูมิในท้องพระโรงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก สายตาที่ทอดมองราชทูตเป่ยหรงเปรียบเสมือนสายตาของพญาเสือที่กำลังมองเหยื่อผู้โชคร้ายซึ่งเดินเข้าสู่กรงมรณะด้วยความสมัครใจ "กล้าดียังไง..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงแผ่วเบา ทว่ากลับกดทับกดดันจนทุกคนแทบสำลักอากาศหายใจ "บัง3อาจเอaาพิษมารังควานชายาข้าในแผ่นดินต้าเซี่ย... ดูท่ากองทัพประจิมของข้าคงไม่ได้กรีธาทัพไปเหยียบแคว้นเป่ยหรงเสียตราบชั่วนาน ประชาชนทางเหนือจึงหลงลืมไปแล้วกระมั้งว่าความตายหน้าด่านเป็นเช่นไร" บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกเป็นชิ้นๆ ได้ ไป๋ซิ่ว잉 ซึ่งนั่งอยู่แถวหลังในฐานะอนุภรรยาของขุนนางชั้นผู้น้อย กำชายเสื้อแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ ความอิจฉาริษยาแผดเผาอกนางจนแทบคลั่ง เหตุใด... เหตุใดสตรีที่นางเคยเหยียบย่ำ บัดนี้จึงได้ยืนหยัดสง่างามเคียงข้างบุรุษที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้! ทว่า ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสงครามกลางท้องพระโรง ขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชสำนักก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ พร้อมกับชูม้วนราชโองการสีเหลืองทองอร่ามที่ประทับตราหยกนพรัตน์ขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา "ย... ฎีกาด่วนจากชายแดนประจิม! มีพระราชโองการลับส่งตรงถึงฉินอ๋องและพระชายาพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจ้านถิงหรี่ตาลงเล็กน้อย พระหัตถ์ที่ถือจอกชาหยุดชะงัก ลี่อินหันไปมองม้วนราชโองการนั้น สัญชาตญาณเตือนภัยในร่างกายนางกรีดร้องลั่น ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้เอ่ยปากถาม ขันทีเฒ่าก็ทรุดตัวลงคุกเข่าร่ำไห้สะอื้นจนตัวโยนด้วยข่าวร้ายที่ไร้ผู้ใดคาดคิด "กราบทูลท่านอ๋อง... พระชายา... กองทัพหน้าฝ่ายเหนือถูกซุ่มโจมตี... และท่านแม่ทัพเฉิน... แม่ทัพเฉินเฟย... ถูกกองกำลังปริศนาเด็ดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองหน้าด่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ดวงตาหงส์ของลี่อินเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง ขณะที่เซียวจ้านถิงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประกายตาดุร้ายวับวามขึ้นทันทีเมื่อความลับอันดำมืดถูกเปิดเผยกลางงานเลี้ยง ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%