กลิ่นหอมจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มสิบปีลอยอวลเคล้ากับกลิ่นอายกำยานไม้กฤษณาในตำหนักรับรอง แสงตะเกียงไข่มุกราตรีส่องกระทบผืนผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆมงคล สะท้อนบรรยากาศอันหรูหราแต่กลับเยียบเย็นจนน่าขนลุก ท่ามกลางงานเลี้ยงรับรองของราชสำนักที่เต็มไปด้วยการซัดทอดสายตา คมปลาบและรอยยิ้มเคลือบยาพิษ
"ฮูหยินไป๋ช่างรอบรู้ยิ่งนัก แม้แต่โรคประหลาดของม้าศึกในกองทัพประจิมยังรักษาได้... เช่นนี้แล้ว สนใจจะมาจิบชาสนทนากับเปิ่นหวางเป็นการส่วนตัวสักจอกหรือไม่เล่า?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยันแต่ทว่าแฝงความเจ้าเล่ห์ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของโต๊ะเสวย องค์ชายรอง 'เซียวจิ้นหยวน' ยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก สายตาคมปลาบกวาดมองร่างระหงในชุดกระโปรงผ้าแพรต่วนสีเหมันต์ปักลายดอกโบตั๋นสีขาวบริสุทธิ์ของไป๋ลี่อินด้วยความกระหายใคร่รู้ นางในยามนี้ช่างโดดเด่นสะดุดตา ท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง แต่กลับเชิดคางขึ้นท้าทายโลกหล้าโดยไม่เกรงกลัวผู้ใด
รอบบริเวณนั้น บรรดาคุณชายตระกูลขุนนางและเหล่าข้าราชสำนักต่างพากันเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง
ไป๋ลี่อินเพียงคลี่ยิ้มบางเบา นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกขาวแตะเบาๆ ที่ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่มีสามีแล้ว เพลงยุทธ์ก็ไม่เป็น กลอนกาลก็ไม่เชี่ยวชาญ เกรงว่าการไปจิบชาลำพังกับองค์ชายรอง จะทำให้พระชายาเอกเข้าใจผิดและสร้างมลทินให้ชื่อเสียงอันสูงส่งของพระองค์เสียเปล่าๆ เพคะ"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนเข็มเล่มยาวที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม ทั้งสุภาพเรียบร้อยตามทำเนียบสตรีในห้องหอ แต่กลับแทงทะลุหน้าผากองค์ชายรองเข้าอย่างจังจนพระพักตร์ตึงเครียดขึ้นมาทันที
ไป๋ซิ่วอิงที่นั่งอยู่ไม่ไกล กัดริมฝีปากจนแทบห่อเลือด ความอิจฉาริษยารแ로บเผาไหม้ทรวงอกจนแทบคลั่ง เหตุใดสตรีที่นางเคยเหยียบย่ำเป็นเพียงเศษสวะในจวนแม่ทัพ บัดนี้กลับยืนอยู่ ณ จุดที่แม้แต่คนใหญ่คนโตก็ยังต้องเหลียวมอง ยิ่งเห็นสายตาของอดีตสามีอย่างแม่ทัพเฉินเฟยที่ยังคงทอดมองไป๋ลี่อินด้วยความอาลัยอาวรณ์ ยิ่งทำให้มือเรียวใต้โต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้า
"ปากกล้านักนะ..." องค์ชายรองแค่นหัวเราะในลำคอ วางจอกสุราลงกระแทกโต๊ะเสียงดังสนั่นจนของว่างกระเพื่อม "คิดว่ามีอดีตสามีเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ แล้วจะไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้าอย่างนั้นหรือ? หรือว่า... เจ้ากำลังรอให้ใครบางคนมาช่วยปกป้อง?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี อุณหภูมิลดฮวบลงจนน่าใจหาย
*ตึง!*
เสียงรองเท้าบูทหนังปักดิ้นเงินย่างก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงและหนักแน่น ทุกย่างก้าวที่กระทบพื้นหินอ่อนสร้างแรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของทุกคนในที่นั้น ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยดิ้นไหมสีเงินยวง ท่วงท่าองอาจดุจพญาเสือดาวแห่งบูรพาทิศ แววตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวราตรี กวาดมองไปรอบวงด้วยรัศมีสังหารที่ไม่อาจมีผู้ใดกล้าสบตาตรงๆ
ฉินอ๋อง—เซียวจิ้นถิง เสด็จมาถึงแล้ว!
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว แม้แต่องค์ชายรองยังต้องลุกขึ้นยืนทำความเคารพตามธรรมเนียมราชวงศ์ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความริษยาและหวาดระแวงในอำนาจทหารที่อยู่ในกำมือของอนุชาผู้นี้
เซียวจิ้นถิงไม่ได้ชายตาแลองค์ชายรองแม้แต่น้อย พระบาทก้าวตรงไปยังเบื้องพระพักตร์ของไป๋ลี่อิน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดจนกลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและกลิ่นอายสนิมเหล็กจากสนามรบโอบล้อมร่างบางไว้ พระเนตรคู่คมที่เคยดุร้ายและเยือกเย็นยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความอ่อนโยนลุ่มลึกราวกับผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
พระหัตถ์หนายื่นออกไปอย่างถือวิสาสะ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง พระองค์ทรงจัดผ้าคลุมไหล่ขนจิ้งจอกขาวให้ไป๋ลี่อินอย่างเบามือและทะนุถนอม ราวกับเกรงว่านางจะบอบช้ำจากลมหนาวภายนอก
"ที่นี่อากาศหนาว... เหตุใดยังมานั่งรับลมอยู่ตรงนี้เล่า พระชายาของเปิ่นหวาง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้น เต็มไปด้วยความโอፍโออุ้มและประกาศความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน แจ่มชัดเสียจนทุกคนในห้องโถงต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
องค์ชายรองขบกรามแน่น ฝืนแย้มสรวลกลบเกลื่อนความขัดเคือง "เสด็จอา... หม่อมฉันเพียงแต่สนทนากับฮูหยินไป๋ตามประสาพี่น้องร่วมราชสกุล ไม่นึกว่าเสด็จอาจะทรงหวงแหนปานนี้"
เซียวจิ้นถิงค่อยๆ หันพระพักตร์กลับไปช้าๆ สายตาคมปลาบราวกับใบมีดน้ำแข็งตวัดมององค์ชายรองอย่างไม่ไว้หน้า "พี่น้องร่วมราชสกุล? หึ... คนเช่นเจ้า สมควรใช้คำนี้กับชายาของเปิ่นหวางด้วยกระนั้นหรือ? หากผู้ใดบังaอาจใช้สายตาต่ำทรามหรือคำพูดจาแทะโลมนาวากับนางอีก... เปิ่นหวางไม่เพียงแต่จะถอดถอนยศศักดิ์ของผู้นั้น แต่กองทัพประจิมเจ็ดหมื่นนายพร้อมจะเดินทางมา 'สนทนา' ถึงหน้าประตูจวนของพวกมันด้วยตนเอง"
คำขู่ที่ไร้ความปรานีนั้นทำเอาองค์ชายรองพระพักตร์ถอดสี ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว อำนาจทหารในมือของฉินอ๋องไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดกล้าท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อพระองค์ทรงแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ว่าสตรีตระกูลไป๋นางนี้คือเกล็ดมังกรที่ห้ามผู้ใดแตะต้อง!
ไป๋ลี่อินเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับสามีในนามผู้นี้ หัวใจดวงน้อยที่เคยด้านชาต่อความรัก กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงภายใต้การปกป้องอันทรงพลัง ไร้ซึ่งช่องว่างให้ผู้ใดเข้าใกล้
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าประจำพระองค์ฮ่องเต้ก็ซอยเท้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก ถือราชโองการสีทองอร่ามในมือ สั่นเทาจนแทบจะทำร่วงลงพื้น
"ราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... มีพระบรมราชโองการให้ฉินอ๋องและฮูหยินไป๋ เข้าเฝ้าเป็นการด่วนในยามนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ้นถิงขมวดพระขนมเล็กน้อย ยื่นพระหัตถ์ไปรับม้วนราชโองการมาคลี่ออกอ่านเพียงปราดเดียว พระเนตรคู่คมก็หรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากวรกายทันที พลางกุมมือเรียวของไป๋ลี่อินไว้แน่นขึ้น ราวกับเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังราชโองการฉบับนี้
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 16
การเดินหมากของฉินอ๋อง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!