ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 14

ลมเปลี่ยนทิศในราชสำนัก

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
เสียงกระเบื้องเคลือบสีครามกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *'เคร้ง'* สะท้อนก้องความเงียบอันน่าอึดอัดภายในห้องโถงรับรองของจวนตระกูลเฉิน น้ำชาหลง징ร้อนฉุกเฉินล้นนองเปรอะเปื้อนคัมภีร์พิชัยสงครามเล่มสำคัญ จนหยดน้ำสีชาซึมซับลงบนกระดาษสาโบราณดั่งหยดโลหิตที่ค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้าง แม่ทัพเฉินเฟยขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด ดวงตาคมปลาทูคู่นั้นแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและอัปยศอดสู ปลายมือที่กำกระบี่ประจำตระกูลสั่นระริก ข่าวลือจากท้องพระโรงเมื่อยามเช้ายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท—ราชโองการแต่งตั้งพระราชทานจากพระพักตร์โดยตรง เลื่อนขั้น ‘ไป๋ลี่อิน’ อดีตภรรยาที่เขาเคยขับไล่ไสส่งอย่างไร้เยื่อใย ขึ้นเป็น ‘พระชายารองขั้นหนึ่ง’ แห่งตำหนักฉินอ๋อง พร้อมด้วยสิทธิขาดในการดูแลคลังสมบัติหลวงฝ่ายใน “เหลวไหลสิ้นดี! นางสารเลวผู้นั้นใช้เล่ห์กลมนต์ดำอันใด ถึงได้ก้าวขึ้นมาเหยียบย่ำหน้าตระกูลเฉินของเราได้ถึงเพียงนี้!” เสียงคำรามต่ำด้วยความเคียดแค้นดังลอดไรฟันของเฉินเฟย ทำให้ไป๋ซิ่ว잉ผู้เป็นอนุภรรยา ซึ่งกำลังยืนคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง สะดุ้งเฮือก ใบหน้างามที่เคยประทินโฉมด้วยแป้งผัดอย่างประณีตบัดนี้ซีดเผือด นางกำชายเสื้อผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นแน่นจนยับยู่ยี่ ความริษยาร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวงแผดเผาจนอกแทบระเบิด ในอดีตนางแย่งชิงตำแหน่งฮูหยินเอกมาได้ด้วยหยาดน้ำตาจอมปลอมและอุบายตื้นๆ แต่วันนี้... สตรีที่ถูกเหยียบย่ำกลับทะยานขึ้นสูงจนแม้แต่เงาของตระกูลเฉินก็ยังเอื้อมไม่ถึง “ท่านพี่... ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ” ไป๋ซิ่ว잉ฝืนปั้นเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าเวทนาเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร “มิใช่เพราะนางมีดีอันใดหรอกเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะ... เพราะนางใช้เรือนร่างและมารยาทมารยาหญิงเข้าหาฉินอ๋องต่างหากเล่าเพคะ ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นและโหดเหี้ยมผู้นั้น ถึงได้หลงกลสตรีไร้ยางอายเช่นนาง จนยอมใช้พระราชอำนาจกดดันเบื้องบนเช่นนี้” นางจงใจหยิบยกชื่อ ‘ฉินอ๋อง’ ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นความเกลียดชังและความหวาดระแวงในใจของสามี เพราะใครเล่าจะไม่รู้ว่าฉินอ๋องเซียวจ้านถิงคือพญายมแห่งแดนประจิม ผู้กุมกำลังทหารครึ่งแผ่นดิน อำนาจล้นฟ้าจนองค์รัชทายาทเองก็ยังต้องทรงก้มพระเศียรหลบทางให้ การที่ลี่อินไปซุกตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาพญายมผู้นั้น ย่อมหมายความว่าเป้าหมายของนางมิใช่แค่การแก้แค้นตระกูลเฉินธรรมดา หากแต่เป็นการชักศึกเข้าบ้านเพื่อถอนรากถอนโคนพวกเขาทั้งตระกูล! เฉินเฟยหันขวับมามองอนุภรรยา แววตาเต็มไปด้วยความลังเลและตื่นตระหนก “เจ้าหมายความว่า... เบื้องหลังของนังสารเลวร้อยเล่ห์ผู้นั้น คืออำนาจของฉินอ๋องตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ? นางตั้งใจหลอกลวงข้า ขับไล่ข้าให้กลายเป็นตัวตลกของขุนนางทั้งเมืองหลวง!” “หากมิใช่เช่นนั้น เหตุใดเล่าจู่ๆ นางจึงแปรเปลี่ยนเป็นคนละคน ฝีมือการแพทย์ที่แม้แต่หมอหลวงยังต้องยอมจำนน หรือแม้แต่คารมคมคายที่เคยใช้หักหน้าพวกเราในงานเลี้ยง... ล้วนแต่มีตระกูลอ๋องหนุนหลังอยู่ทั้งสิ้นเจ้าค่ะ!” ไป๋ซิ่ว잉โหมกระหน่ำเติมเชื้อไฟ นางทิ้งตัวลงคุกเข่าอิงแอบแนบซบกายลงกับอาภรณ์ของสามี น้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจอมปลอม “ท่านพี่เจ้าคะ หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกียรติภูมิของตระกูลเฉินที่บรรพบุรุษสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจะต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของนางแน่ๆ เพคะ... และที่สำคัญที่สุด กลุ่มอำนาจขององค์รัชทายาทที่คอยหนุนหลังพวกเราอยู่ ย่อมไม่ยอมนิ่งดูดายหากเห็นศัตรูคนสำคัญเติบโตจนยากจะควบคุมเช่นนี้” คำว่า ‘องค์รัชทายาท’ ทำให้แววตาของเฉินเฟยฉายประกายความทะเยอทะยานขึ้นมาวบหนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ในยามนี้ราชสำนักกำลังแบ่งเป็นสองขั้วอำนาจอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายองค์รัชทายาทผู้ครองบัณฑิตยสภา และฝ่ายฉินอ๋องผู้กุมดาบอาญาสิทธิ์ หากเขาเลือกยืนผิดข้าง หรือปล่อยให้ลี่อินใช้ฐานะพระชายารองมาไต่เต้าทำลายชื่อเสียงตระกูลเฉิน มีหวังตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของเขาคงไม่แคล้วถูกปลดฟ้าผ่าเป็นแน่ “เจ้าพูดถูก... เราจะรอดูความฉิบหายมาเยือนไม่ได้” เฉินเฟยกัดฟันกรวด ฝ่ามือหนาทุบลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น “ในเมื่อนางอยากเล่นเกมอำนาจนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้” ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักฉินอ๋องอันวิจิตรงดงาม บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไป๋ลี่อินในอาภรณ์สีม่วงอ่อนปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน ประดับปิ่นหยกขาวเนื้อดีบนเรือนผมสีดำสนิท นางกำลังนั่งจิบชาผู่얼อุ่นๆ อย่างสบายใจอยู่ริมหน้าต่างแกะสลักลายดอกเหมย สายตากวาดมองม้วนบันทึกข้อมูลข่าวกรองที่สายลับพยัคฆ์ทมิฬเพิ่งส่งตรงเข้ามาจากค่ายทหารประจิม รอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนมุมปากเรียวบางอย่างงดงามเยือกเย็น “ดูเหมือนว่าสุนัขจนตรอกคู่นั้น จะเริ่มร้อนรนจนเดินหมากพลาดเสียแล้วกระมังเพคะ” เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับวงแขนแข็งแกร่งที่โอบกอดเอวบางเข้าหาอ้อมอกอุ่นอย่างถือวิสาสะ เซียวจ้านถิง ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรทองห้ากรงเล็บ ก้มพระพักตร์ลงซุกซบอยู่บริเวณลาดไหล่ของนาง กลิ่นอายบุรุษผู้ทรงอำนาจและกลิ่นอายสงครามจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณา ทำให้บรรยากาศรอบกายอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ลี่อินมิได้ขัดขืน นางปล่อยให้สามีผู้โหดเหี้ยมต่อคนทั้งหล้า แต่กลับออดอ้อนราวกับเด็กน้อยผู้นี้คลอเคลียตามใจชอบ นิ้วเรียวยาววางม้วนบันทึกกลยุทธ์ลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มั่นคง “ท่านอ๋องทรงจงใจทูลขอพระราชโองการเลื่อนขั้นให้หม่อมฉันต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เมื่อวานนี้ ย่อมทรงรู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือเพคะ ว่าจะเกิดคลื่นลมลูกใหญ่ซัดเข้าใส่จวนตระกูลเฉินและกลุ่มขององค์รัชทายาท” เซียวจ้านถิงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนแผ่นอกกว้างที่แนบชิดอยู่ด้านหลัง ปลายนิ้วเรียวยาวเย็นเฉียบแต่ทะนุถนอมลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของนางอย่างรักใคร่ลึกซึ้ง “เป้าหมายของเปิ่นหวางมิใช่แค่การสร้างคลื่นลม... แต่เป็นการพัดพาพายุโลหิตมาล้างบางพวกมันต่างหากเล่า ชายาของข้าเก่งกาจปานนี้ สมควรได้รับฐานะที่สูงส่งกว่านี้ไพศาลนัก พวกมันบังอาจทอดทิ้งเจ้าในยามตกอับ ก็ต้องชดใช้ด้วยการก้มกราบแทบเท้าเจ้าในวันที่เจ้าอยู่เหนือพวกมันทั้งหมด” “ท่านอ๋องทรงตามใจหม่อมฉันเช่นนี้ ระวังภายภาคหน้าหม่อมฉันจะกำหนดยุทธศาสตร์จนกล Wอับจนปัญญาจะแก้เกมนะเพคะ” ลี่อินเอี้ยวคอมองสบตาคมกริบของเขา ดวงตากลมโตคู่สวยพราวระยับด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียวและท้าทาย “ต่อให้เจ้าจะพลิกแผ่นดินคว่ำฟ้า เปิ่นหวางก็จะคอยถือดาบยืนเคียงข้างหนุนหลังให้เจ้าเสมอ” เซียวจ้านถิงตรัสตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นดุจคำมั่นสัญญาสลักหิน ปราศจากความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและเต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างสองสามีภรรยา เสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านประจำตำหนักก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องโถง ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูกระชั้นชิดด้วยความตื่นตระหนก *ก๊อก ก๊อก ก๊อก!* “ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เซียวจ้านถิงขมวดพระขนู่เข้าหากันเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ แววตาดุร้ายฉายแววเยียบเย็นขึ้นมาทันที “เข้ามา! มีเรื่องอันใด ถึงได้มารบกวนเวลาส่วนตัวของเปิ่นหวาง!” พ่อบ้านสูงวัยผลักประตูก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบก้าวไม่ออก ในมือถือถาดไม้รองรับสาส์นลับประทับตราครั่งสีชาด ซึ่งส่งตรงมาจากห้องทรงงานลับของวังหลวงโดยขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ “เรียนท่านอ๋อง... มีพระราชโองการด่วนที่สุดจากในวัง... แจ้งว่า... แจ้งว่าองค์รัชทายาททรงถูกลอบปลิดพระชนม์ในตำหนักส่วนพระองค์เมื่อยามอัสดงที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ!” สิ้นคำรายงานนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวจ้านถิงพลันหายวับไปในพริบตา ดวงตาคู่คมกริบหรี่ลงแคบอย่างอันตราย บรรยากาศรอบกายแผ่รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าสิ่งที่ทำให้ไป๋ลี่อินต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด คือข้อความสั้นๆ ที่พ่อบ้านกล่าวต่อด้วยเสียงสั่นเครือ “และ... และในที่เกิดเหตุ... พบปิ่นหยกสลักลายดอกโบตั๋นประจำตัวของพระชายาตกอยู่พ่ะย่ะค่ะ!” --- ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%