ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 13

พระราชโองการลับกลางดึก

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"ขันทีเฒ่าผู้นี้คงมิได้มาเยือนเรือนพำนักอันเงียบเชียบของฮูหยินรองด้วยเรื่องสารพัดสเพร่ากระมังเจ้าคะ... ดึกดื่นปานนี้ ห่าฝนโปรยปรายจนถนนในเมืองหลวงกลายเป็นสายธาราโคลนตม เหตุใดใต้เท้าซุนจึงยังต้องลำบากแบกสังขารฝ่าความมืดมิดมาถึงเรือนหลังนี้เล่า หรือว่า... ใต้เท้ากำลังนำพา 'ภัยพิบัติ' หรือ 'ความรุ่งโรจน์' มายื่นให้ข้ากันแน่" สุ้มเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูเอ่ยขึ้น ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันตงกัวที่ไหววูบตามสายลมฝนที่ลอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักลายหมู่ปักษาสวรรค์ ไป๋ลี่อิน ในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินละเอียดประณีต นั่งนิ่งสงบอยู่บนเก้าอี้พนักสูงบุด้วยหนังจิ้งจอกหิมะ ปลายนิ้วเรียวดุจลำเทียนกำลังคีบเข็มเงินเล่มบางจุ่มลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่เพื่อทดสอบสารพิษอย่างไม่รีบร้อน ท่าทีของนางเยือกเย็น สง่างาม และเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันโดยไม่ต้องเปล่งเสียงขู่คำรามแม้แต่น้อย เบื้องหน้าของนางคือ ซุนกงกง ขันทีคนสนิทแห่งตำหนักในผู้ถือคบเพลิงสีแดงฉาน ยืนตัวสั่นเทาด้วยความหนับเหน็บและหวาดผวา หยาดน้ำฝนยังคงไหลหยดจากปีกหมวกผ้าตี่ว์ของเขาลงสู่พื้นศิลาจนเกิดเสียงดังเปาะแปะ ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พลางก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก กล่องไม้สนจันทน์แกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองชุ่มน้ำฝนในมือสั่นระริกราวกับถือถ่านไฟร้อนจัด "ฮู... ฮูหยินรองโปรดทรงพระสำราญและลดความระแวงลงเถิดพ่ะย่ะค่ะ..." ซุนกงกงฝืนยิ้มแห้งแล้งจนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบิดเบี้ยว "บ่าวเป็นเพียงบ่าวรับใช้ตามพระราชประสงค์ พระราชโองการฉบับนี้... หาใช่ภัยพิบัติจากที่ใดไม่ หากแต่เป็น... พระเมตตาอันไพศาลดุจมหาสมุทรจากองค์เหนือหัว ที่ทรงมีต่อคุณความดีและความสามารถล้ำเลิศทางการแพทย์ของท่านต่างหากเล่าพ่ะย่ะค่ะ!" ไป๋ลี่อินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ช่างเป็นเสียงที่ไพเราะราวกับระฆังแก้วกระทบกัน ทว่ากลับทำให้ซุนกงกงรู้สึกราวกับมีคมมีดมาจ่ออยู่ตรงหลอดลม นางช้อนสายตาขึ้นสบกับขันทีเฒ่า นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยคมกริบราวกับมองทะลุปรอดไปถึงความคิดสกปรกโสมมเบื้องหลังวังหลัง พระเมตตาจากฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ? หอะ! ฮ่องเต้ผู้หูเบาและหวาดระแวงอำนาจของฉินอ๋อง เซียวจ้านถิง สามีผู้โหดเหี้ยมและคลั่งรักของนาง มีหรือจะทรงเมตตานางผู้เป็นเพียงชายาของอ๋องผู้กุมกำลังทหารประจิม หากมิใช่เพราะความจำเป็น บัลลังก์มังกรนั้นคงอยากส่งนางไปให้พ้นหูพ้นตานานแล้ว "เช่นนั้นก็เปิดออกซิเจ้าคะ ข้าอยากเห็นนักว่า 'พระเมตตา' ที่ว่า จะหอมหวานหรือขื่นขมจนบาดคอข้ากันแน่" นางเอ่ยพางผายมือเรียวบางเป็นเชิงอนุญาต ซุนกงกงรีบประคองกล่องไม้สนจันทน์ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นม้วนพระราชโองการสีเหลืองทองอร่ามประทับตราหยกนพรัตน์สีแดงชาดเด่นชัด ขันทีเฒ่าสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะคลี่ม้วนกระดาษออกด้วยมืออันสั่นเทา แล้วประกาศเสียงแหลมสูงก้องกังวานท่ามกลางเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอก "ด้วยพระราชอำนาจแห่งฟ้าดิน ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการประกาศิต!... ไป๋ลี่อิน บุตรีแห่งเสนาบดีไป๋ ฮูหยินรองแห่งตำหนักฉินอ๋อง เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์ล้ำลึก เคยช่วยชีวิตเหล่าขุนนางและทหารหาญในค่ายประจิมมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้... ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ไป๋ลี่อิน ดำรงตำแหน่ง 'หมอหลวงหญิงพิเศษ' สังกัดสำนักหมอหลวง มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตรวจสอบตำรับยาและรักษาเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ โดยไม่ต้องรับการถวายบังคมจากขุนนางขั้นสามลงมา... จบพระราชโองการ!" สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศภายในห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า จังหวะนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของเรือนพักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง สายลมกรรโชกแรงหอบเอาละอองฝนเย็นยะเยือกเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬด้วยดิ้นทอง หยาดน้ำฝนเกาะพราวอยู่บนไหล่กว้างและเส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้วยกวินปิ่นหยกขาว กลิ่นอายความเย็นชาและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งมากับตัวตนของเขา... เซียวจ้านถิง ฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพประจิม ผู้คนต่างกล่าวขานว่าเขาคือ 'เทพสงครามหน้าเลือด' ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่ากราดมองไปยังม้วนพระราชโองการในมือของขันทีเฒ่า ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติของภรรยาหลวงผู้เป็นดั่งดวงใจ ซุนกงกงและเหล่าบ่าวรับไพร่รีบทรุดกายคุกเข่าลงโขกศีรษะจนหน้าผากแนบพื้นศิลาด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น งุนงงและสะท้านเยือกไปถึงไขสันหลังเมื่อเห็นท่านอ๋องผู้เยือกเย็นปรากฏตัวในยามวิกาลเช่นนี้ "ถวายบังคม... ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าละล่ำละลักละลานละลอกละลานเสียงสั่นเครือ เซียวจ้านถิงมิได้ชายตามองขันทีเฒ่าแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังเก้าอี้ที่ไป๋ลี่อินนั่งอยู่ มือหนาใหญ่ที่มีรอยด้านจากการจับดาบเอื้อมมาวางทาบบนพนักเก้าอี้ข้างหนึ่ง โน้มใบหน้าคมคายลงมาใกล้ซอกคอหอมกรุ่นของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวเนื้อจนภรรยาตัวน้อยต้องหดคอหนີเล็กน้อย "ฮูหยินของเปิ่นหวางช่างเนื้อหอมเสียจริง..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังชิดริมใบหูของนาง แฝงไว้ด้วยความคลั่งรักและดุดันในคราวเดียวกัน "ฮ่องเต้เพิ่งส่งพระราชโองการแต่งตั้งเจ้าเป็นหมอหลวงหญิงพิเศษ... หวังจะใช้เล่ห์เพทุบายดึงตัวเจ้าเข้าวังหลวงเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจสินะ หึ ช่างบังอาจนัก!" ไป๋ลี่อินเหลือบสายตาขึ้นมองสามีผู้ทรงอำนาจ มุมปากอิ่มสวยยกยิ้มเยาะหยันอย่างไม่เกรงกลัว นางเอื้อมมือไปแตะปลายคางของเขาเบาๆ เป็นเชิงหยอกเย้า "ท่านอ๋องทรงกังวลสิ่งใดกันเล่า? หม่อมฉันเป็นคนของท่าน... ต่อให้เป็นราชโองการทองคำหรืออาญาสิทธิ์จากสวรรค์ หากหม่อมฉันไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปเหยียบวังหลวงเสียอย่าง ใครหน้าไหนจะกลลากตัวหม่อมฉันไปได้?" เซียวจ้านถิงหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ มือหนารวบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมปลาบดั่งคมดาบไปยังซุนกงกงที่ยังคงหมอบกราบอยู่กับพื้น "กลับไปทูลฮ่องเต้ซะ ว่าพระชายาของเปิ่นหวางร่างกายอ่อนแอ ต้องพักรักษาตัวในเรือน เป็นโรค 'กลัวลมกลัวฝน' เกรงว่าจะไม่เหมาะจะไปเหยียบแดนสนธยาในวังหลวง... ส่วนพระราชโองการฉบับนี้ เปิ่นหวางจะเก็บรักษาไว้ 'เผาไฟ' ให้ความอบอุ่นแก่ฮูหยินในคืนนี้เอง!" ซุนกงกงหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก การเผาพระราชโองการทิ้งถือเป็นความผิดฐานกบฏขั้นร้ายแรง! ขันทีเฒ่ายังไม่ทันได้อ้าปากร้องทูลทักท้วง สายตาดุร้ายวาวโรจน์ของฉินอ๋องก็สะบัดมามองราวกับจะตัดหัวเขาออกจากบ่าในคราเดียว "ไสหัวไป!" สุ้มเสียงทรงอำนาจคำรามลั่น ขันทีเฒ่าและบ่าวรับใช้รีบคลานเข่าถอยหลังลนลานออกไปจากเรือนอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งให้ห้องโถงใหญ่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง ไป๋ลี่อินถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายหัวให้กับความบ้าบิ่นของสามี "ท่านอ๋องทรงใจร้อนเกินไปแล้วกระมังเจ้าคะ ทำเช่นนี้มีแต่จะทำให้ฮ่องเต้หาข้ออ้างกำจัดท่านได้ง่ายขึ้น" เซียวจ้านถิงโน้มใบหน้าลงซุกซอกคอหอมหวานสูดดมความหอมเข้าปอดลึกอย่างมัวเมา แขนแกร่งรัดร่างนางแน่นขึ้นราชาจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน สุ้มเสียงที่เคยเยือกเย็นและดุดันเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อยยามกระซิบข้างหู "ต่อให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ หรือบัลลังก์มังกรจะพังทลายลงมา... เปิ่นหวางก็ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดพรากเจ้าไปจากอก แม้แต่เงาของฮ่องเต้ก็ไม่มีสิทธิ์!" ทว่า ในขณะที่อ้อมแขนอันอบอุ่นและแข็งแกร่งกำลังโอบกอดนางไว้อย่างแน่นหนานั้น สายตาดอกท้อของไป๋ลี่อินกลับเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนสายหนึ่งที่พาดผ่านแสงคบเพลิงนอกหน้าต่าง เป็นเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมหมวกสานปีกกว้าง ยืนนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางสายฝน พร้อมกับชู 'ห่อผ้าเปื้อนเลือด' โยนเข้ามาตกกระแทกพื้นหน้าประตูห้องเสียงดังตุ้บ! เซียวจ้านถิงชะงักกึก นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงทันทีด้วยความระแวงระวัง ไป๋ลี่อินก้มมองห่อผ้าชุ่มเลือดที่ค่อยๆ มีหยดน้ำสีชาดไหลซึมออกมาปะปนกับน้ำฝน ก่อนที่นางจะเอื้อมมือไปแกะเชือกฟางออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นวัตถุภายในที่กลิ้งหลุดออกมา... ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%