"หากคุณหนูรองไป๋คิดว่ากลอนบทนี้แต่งขึ้นจากความตื้นเขินในสามัญสำนึก เกรงว่าท่านคงต้องทบทวนความเข้าใจที่มีต่อบทกวีโบราณเสียใหม่แล้วกระมังเพคะ"
น้ำเสียงใสกระจ่างดั่งไข่มุกกระทบจานหยกกังวานก้องไปทั่วศาลาชมนาด ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้นานาพันธุ์ที่เบ่งบานรับฤดูสารท บรรยากาศในงานเลี้ยงสมาคมแม่ทัพนายกองพลันเงียบกริบลงทันตา
ไป๋ซิ่วอิงกำผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกโบตั๋นในมือแน่นจนข้อปลายนิ้วขาวซีด ดวงตาหงส์ที่เคยพMอยยิ้มเยาะด้วยความสะใจเมื่อครู่ บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกและเคียดแค้นระคนกัน นางเป็นผู้ตั้งใจเลือกกลอนบทที่ยากที่สุดและมีนัยยะเสียFดสีความรู้รอบตัวมาให้ไป๋ลี่อินอ่านออกเสียงในที่สาธารณะ หวังให้พี่สาวต่างมารดาผู้เคยตกอับคนนี้ต้องอับจนถ้อยคำ ขายหน้าต่อหน้าภริยาขุนนางใหญ่และเหล่าแม่ทัพผู้ก้าวร้าว แต่ใครเล่าจะคาดคิด—ว่าไป๋ลี่อินจะไม่เพียงแต่แปลความหมายได้อย่างลึกซึ้ง หากแต่นางยังร้อยเรียงคำตอบโต้ด้วยกลอนสดที่สะท้อนปรัชญาการปกครองและการศึกได้อย่างแยบยล จนบัณฑิตชราผู้ทรงคุณวุฒิยังต้องพยักหน้ารับด้วยความทึ่ง
ลี่อินในชุดกระโปรงผ้าแพรต่วนสีม่วงอ่อนปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินสะท้อนประกายแสงแดดอ่อนๆ ยามบ่าย เรือนร่างระหงสง่างามดั่งเทพเซียนผู้ลงมา
"เจ้า... เจ้าบังอาจนัก!" ไป๋ซิ่วอิงฝืนเค้นเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มเสแสร้งแทบรักษาไว้ไม่อยู่ "พี่รอง ท่านกำลังกล่าวหาว่าข้าผู้เป็นน้องไร้ปัญญาอย่างนั้นหรือ? งานเลี้ยงสมาคมแม่ทัพในวันนี้ ทุกท่านล้วนเป็นผู้ก้าวผ่านสนามรบมาโชกโชน การที่ท่านยกเอาบทกลอนเชิงปรัชญาการเมืองมากล่าวอ้าง เกรงว่าจะดูเป็นการอวดดีเกินฐานะสตรีในห้องหอไปกระมังเพคะ"
คำพูดของไป๋ซิ่วอิงมุ่งหวังจะดึงให้เหล่าแม่ทัพและฮูหยินตระกูลใหญ่หันมามองลี่อินด้วยความหมั่นไส้ ในยุคสมัยที่สตรีควรสงบเสงี่ยมเจียมตัว การแสดงออกว่ามีความรู้เหนือกว่าบุรุษย่อมเป็นภัยมหันต์
ทว่า แม่ทัพเฉินเฟย อดีตสามีผู้เย็นชาซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนัก กลับหรี่ตามองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาด ลี่อินในยามนี้ช่างแตกต่างจากอดีตฮูหยินผู้ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมคนเดิมราวฟ้ากับเหว ดวงตาของนางพญาคู่นั้นมีความเย่อหยิ่ง ทรงพลัง และเจิดจ้าเสียจนเขารู้สึกหายใจติดขัด หัวใจที่เคยด้านชากระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"อวดดีหรือ?" ลี่อินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรไหม นางก้าวเท้าช้าๆ ออกมากลางวงล้อม สายตากวาดมองไปยังสำรับสุราและเครื่องหอมตรงหน้า "น้องรองพูดย้อนแย้งยิ่งนัก ในเมื่อท่านเป็นผู้ยื่นกระดาษแผ่นนี้ให้ข้าอ่านเอง เพื่อขอให้ข้า ‘ช่วยชี้แนะ’ กลอนบทที่ท่านแต่งขึ้นมิใช่หรือ? ไฉนพอข้าชี้แนะตามตรง ท่านกลับกล่าวหาว่าข้าอวดดีเล่า หรือแท้จริงแล้ว... กลอนบทนี้ท่านไม่ได้เป็นผู้แต่งเอง แต่ลอกเลียนมาจากตำราโบราณที่อ่านไม่แตกฉานกันแน่?"
คำพูดประโยคเดียว พลิกสถานการณ์จากตั้งรับเป็นรุกไล่อย่างเหี้ยมเกรียม ไป๋ซิ่วอิงหน้าถอดสีทันที นางไม่เคยคิดว่าลี่อินจะกล้าหักหน้าตระกูลไป๋ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
"เจ้า... เจ้าใส่ร้ายข้า!"
"ใส่ร้ายหรือ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังแทรกขึ้นท่ามกลางความอึมครึม ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆสีดำสนิทก้าวเข้ามาในศาลาอย่างเงียบเชียบ ประกายตาดุจเหยี่ยวของ *เซียวจ้านถิง* หรือฉินอ๋อง กวาดมองไปทั่วบริเวณ ความกดดันระดับมหาศาลแผ่ซ่านจนทุกคนในรัศมีส้าวจั้งต้องก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ
เหล่าขุนนางและแม่ทัพรีบคุกเข่าทำความเคารพ "ถวายพระพรท่านอ๋อง!"
ฉินอ๋องไม่ได้สนใจผู้ใด สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองตรงไปยังร่างของไป๋ลี่อิน รังสีความเย็นชาและดุร้ายที่เคยมีพล 완벽히(สมบูรณ์แบบ)ละลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนล้ำลึกและประกายคลั่งรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึม เขาย่างสามขุมเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างนางอย่างอารักขา มือหนาเอื้อมไปจัดปอยผมที่ถูกสายลมพัดมาปรקיกข้างแก้มของนางให้อย่างเบามือ ราวกับรอบตัวไม่มีผู้อื่นอยู่เลย
"ใครบังอาจทำให้ชายาของเปิ่นหวางต้องขุ่นเคืองใจ?"
น้ำเสียงเยือกเย็นที่เอ่ยออกมาทำเอาไป๋ซิ่วอิงและแม่ทัพเฉินเฟยตัวสั่นสะท้าน ฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพประจิมผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ไฉนจึงมาปรากฏตัวที่งานเลี้ยงสมาคมแม่ทัพซึ่งจัดโดยตระกูลน้อยใหญ่ได้? และที่สำคัญที่สุด... เขาเรียกนางว่า 'ชายา' อย่างเต็มปากเต็มคำ!
ลี่อินเหลือบมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่มักจะตามใจนางจนเสียคนผู้นี้ด้วยหางตา มุมปากแย้มยิ้มบางเบา "หม่อมฉันเพียงแต่กำลังสนักษ์สนานกับการแต่งกลอนกับน้องรองเท่านั้นเพคะ มิได้มีผู้ใดทำให้ขุ่นเคือง"
"เช่นนั้นหรือ" ฉินอ๋องหันไปมองไป๋ซิ่วอิงที่กำลังก้มหน้าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋อง "ดูเหมือนคุณหนูรองตระกูลไป๋จะมีความสามารถด้านกวีสูงส่งนัก งั้นเปิ่นหวางใคร่ขอท้าทาย... หากเจ้าสามารถแต่งกลอนสดตามหัวข้อที่เปิ่นหวางกำหนดไม่ได้ภายในหนึ่งก้านธูป โทษฐานที่บังอาจรบกวนเวลาพักผ่อนของพระชายา คงรู้สินะว่าจะต้องชดใช้ด้วยสิ่งใด?"
ไป๋ซิ่วอิงหน้าซีดเผือดจนแทบเป็นลมล้มพับลงตรงนั้น นางไม่มีทางออก กลอนเมื่อครู่ก็เป็นเพียงสิ่งที่นางแอบขโมยมาจากห้องหนังสือของคุณชายตระกูลอื่น แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาต่อกรกับฉินอ๋องผู้รอบรู้และเจ้าเล่ห์เพทุบายเล่า!
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันธ์ทีหลวงคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในศาลา พร้อมกับราชสีห์ปักลายมังกรทองแผ่นหนึ่งในมือที่สั่นเทา
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ส่งตรงถึงตำหนักฉินอ๋อง!"
ฉินอ๋องรับม้วนกระดาษสีทองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความด้านในเพียงปราดเดียว ประกายตาดุร้ายพลันวาวโรจน์ขึ้นด้วยจิตสังหารอันรุนแรง บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนอุณหภูมิลดต่ำลงราวดังฤดูหนาว
ลี่อินหันไปมองสบตากับเขา นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากแผ่นกระดาษในมือของเขา
"เกิดอะไรขึ้นเพคะ?" นางกระซิบถามเสียงเบา
ฉินอ๋องหันมามองนาง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความซับซ้อน ก่อนที่เขาจะยื่นราชโองการแผ่นนั้นให้นางอ่านด้วยตนเอง
ข้อความในราชโองการลับเขียนไว้เพียงสั้นๆ ทว่าเนื้อหาภายในกลับทำเอาลมหายใจของลี่อินสะดุดกึก ร่างกายเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา—
*พระราชโองการสมรสพระราชทาน: ให้พระชายาในฉินอ๋อง เดินทางไปเข้าเฝ้าองค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยเหลียง ณ ชายแดนเหนือเป็นการส่วนพระองค์... ภายในสามวัน*
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 5
แผนการร้ายในงานเลี้ยงบุปผชาติ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!