ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 4

ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"กาสีมุกปั้นลายเหมันต์กลีบซ้อนใบนี้ หากรินชาตระกูลผู่เออร์ย่อมเสียรสชาติ... ท่านอ๋องช่างมิรู้ความสุนทรีย์แห่งสุราและชาเอาเสียเลย" น้ำเสียงกังวานใสราวกับไข่มุกกระทบถาดเงินเอ่ยขึ้น ท่าماดดุจพญาหงส์ที่ถูกกักขังในกรงทองแต่กลับมิเคยลดทอนศักดิ์ศรีลงแม้แต่น้อย ไป๋ลี่อินปรายตามองบุรุษเบื้องหน้าซึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงส่วนตัวของเรือนรับรองอย่างไร้ซุ่มเสียง เรือนกายสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆสีดำสนิทขับเน้นรัศมีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี รอบกายเขาแผ่ไอสังหารที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนจนอากาศรอบบริเวณพลอยหนาหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เซียวจ้านถิงมิได้โกรธเคืองต่อวาจาเย้าหยอกแกมประชดประชันนั้น นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองสตรีตรงหน้าซึ่งยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์หอม อาภรณ์สีนวลปักลายดอกโบตั๋นขาวบริสุทธิ์ขับให้ผิวพรรณผุดผ่องราวน้ำนม แม้ยามนี้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ชื่อเสียงของนางกำลังถูกสาดโคลนจากสกุลเดิมและอดีตสามีผู้โง่เขลา แต่นางกลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายปัญญาเฉียบคมในดวงตาคู่สวยคู่นั้น ที่ดึงดูดให้บุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินอย่างเขาต้องหยุดฝีเท้า "ชาผู่เออร์รสเข้มข้นดุดिบเถื่อน เหมาะกับค่ายทหารประจิม แต่วันนี้เปิ่นหวางมิได้มาเพื่อสนทนารสชาติชา" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในยามวิกาล เขาขยับกายเข้าใกล้ร่างบางช้าๆ จนกลิ่นอายบุรุษอันทรงพลังโอบล้อมนางไว้ "สิ่งที่เปิ่นหวางสนใจ... คือสตรีที่กล้าใช้เข็มเงินปลิดชีพองครักษ์เงาของอดีตสามีตนเองกลางงานเลี้ยงต้อนรับต่างหาก" ไป๋ลี่อินย่อมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มทว่ากลับซ่อนความคมกริบของใบมีดอาบยาพิษ นางมิได้ถอยหลังหนีแม้แต่น้อย กลับเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย "หม่อมฉันเพียงรักษาโรค... โรคบางชนิดหากปล่อยให้เรื้อรัง เกรงว่าจะสร้างความเน่าเฟะให้แก่ราชสำนัก ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถ ไฉนเลยจะมองไม่ออกว่าสุนัขรับใช้ที่เหิมเก림พวกนั้นสมควรได้รับสิ่งใด" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ แววตาของเซียวจ้านถิงฉายแววพึงพอใจวูบหนึ่ง สตรีส่วนใหญ่เมื่อพบหน้าเขาต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หรือไม่ก็พยายามแสดงมารยาทอ่อนหวานเพื่อหวังเกาะเกี่ยวอำนาจ แต่นาง... กลับมองเขาเสมือนหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่นางพร้อมจะเดินชนได้อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจฟ้าดิน "อาจหาญนัก..." เซียวจ้านถิงแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะปลดสิ่งของชิ้นหนึ่งออกจากเอวสอบอย่างไม่รีบร้อน เสียงกระทบกันของหยกเนื้อดีและโลหะหนักดังขึ้นเบาๆ *แปะ...* วัตถุเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตรงหน้านาง ไป๋ลี่อินก้มลงมอง ปรากฏว่าเป็น "ป้ายหยกมังกรคู่ประจิม" ป้ายประจำตัวที่ใช้เบิกกองทัพนับแสนนายและมีค่าเทียบเท่าชีวิตของฉินอ๋องเอง มันเปล่งประกายเรืองรองในความสลัวของห้องโถง สะท้อนความหนักหน่วงและอำนาจมหาศาลที่สั่นคลอนบัลลังก์มังกรได้ทั้งราตรี นางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงพิจารณาป้ายหยกชิ้นนั้นด้วยความระแวดระวัง "ท่านอ๋องทรงหมายความว่ากระไร นำป้ายอาญาสิทธิ์เช่นนี้มาวางไว้ต่อหน้าหม่อมฉัน เกรงว่าจะมิใช่การแสดงความจำนงในการดื่มชาเป็นแน่" "เปิ่นหวางต้องการพันธมิตร... และเจตนาของเจ้าก็ตรงกันกับเปิ่นหวาง" เซียวจ้านถิงโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่ชวนให้หัวใจคนฟังกระตุกวูบ "สกุลไป๋และแม่ทัพเฉินเฟยกำลังเหิมเกริม คิดใช้ชื่อเสียงของเจ้ามาเป็นบันไดไต่เต้าสู่อำนาจในราชสำนัก เจ้าต้องการทวงคืนความยุติธรรมและเหยียบคู่แค้นเหล่านั้นให้จมดิน ส่วนเปิ่นหวาง... ต้องการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในราชสำนักที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง" นิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักของท่านอ๋องเลื่อนป้ายหยกเข้ามาใกล้ปลายนิ้วของนางอีกนิด การกระทำนั้นแฝงนัยยะอันลึกซึ้ง "นี่คือข้อเสนอ... ใช้สติปัญญาอันเป็นเลิศของเจ้ามาเป็นที่ปรึกษาเงาให้เปิ่นหวาง แลกกับการที่เจ้าจะใช้กองกำลังและอำนาจทั้งหมดของค่ายทหารประจิม เหยียบย่ำผู้ที่เคยหยามเกียรติเจ้าให้ราบคาบจนมิกล้าเงยหน้าอวดอดีตอีกต่อไป" ไป๋ลี่อินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ สมองอันรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบประมวลผลทุกความเป็นไปได้ในพริบตา นางรู้ดีว่าการผูกติดตนเองกับพยัคฆ์ร้ายเช่นเซียวจ้านถิงเปรียบเสมือนการเดินบนเส้นด้ายที่ขึงข้ามปากเหว แต่ในยามที่สกุลไป๋และอดีตสามีตาบอดคู่นั้นกำลังร่วมมือกันบีบคั้นนางจนมุม การมีโล่กำบังที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินนี้คือหนทางเดียวที่จะรอดชีวิตและแก้แค้นได้อย่างสาสม นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษเบื้องตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาดำขลับเป็นประกายเจิดจ้าท้าทาย "ท่านอ๋องทรงมั่นใจหรือเพคะ ว่าหม่อมฉันจะเป็นผู้ควบคุมกระดานนี้... มิใช่ผู้ที่ถูกกระดานนี้กลืนกินเสียเอง" มุมปากของเซียวจ้านถิงกระตุกยิ้มขึ้นเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความดุร้ายและเย้ายวนใจในคราเดียวกัน "หากเจ้าถูกกระดานนี้กลืนกิน... เปิ่นหวางก็จะเผาทั้งราชสำนักนี้ทิ้งเสีย เพื่อให้เจ้าฝังรากลงบนซากปรักหักพังนั้นแต่เพียงผู้เดียว" เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อคลุมอย่างสง่างาม "เปิ่นหวางจะมอบเวลาให้เจ้าไตร่ตรองจนถึงรุ่งสาง หากป้ายหยกชิ้นนี้ยังอยู่บนโต๊ะ... เจ้าจะยังเป็นเพียงฮูหยินรองผู้ตกอับที่รอวันถูกกำจัด แต่หากเจ้าเก็บมัน... นับแต่วินาทีนั้น ใต้หล้านี้จะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าอีก" กล่าวจบ เซียวจ้านถิงก็หมุนตัวเดินหายไปในความมืดมิดยามราตรีอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและบุรุษเพศที่ยังคงอวลอยู่ในห้องโถง ไป๋ลี่อินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสลงบนผิวป้ายหยกมังกรคู่ที่ยังคงหลงเหลือความอุ่นจากฝ่ามือของเขา ความเย็นเยียบของหยกตัดกับความร้อนรุ่มในใจ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มหยันให้กับโชคชะตาที่บีบคั้นให้นางต้องเลือกเส้นทางสายเลือดนี้ ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบป้ายหยกชิ้นนั้นขึ้นมาครอบครอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันผิดปกติก็ดังขึ้นจากนอกประดู่วังหลวง พร้อมกับเสียงเคาะประตูรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนกของสาวใช้ประจำตัว "ฮูหยินเพคะ!แย่แล้วเพคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วในตำหนักใน... พระราชโองการด่วนจากฮองเฮาส่งมาถึงท่านแล้วเพคะ!" ไป๋ลี่อินชะงักมือทันที ดวงตาคู่สวยหรี่แคบลงเมื่อสังเกตเห็นเงาร่างลางเลือนหลายสายที่กำลังพุ่งตรงมาปิดล้อมเรือนรับรองแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ... ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%