ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 3

กลิ่นอายอันตรายจากชายชุดดำ

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายอันตรายจากชายชุดดำ "หากท่านยังดึงดันจะใช้กำลังกดจุดเพื่อห้ามเลือดเช่นนั้น เกรงว่าเส้นชีพจรที่หัวใจของท่านคงขาดสะบั้นก่อนที่ข้าจะได้ลงเข็มเล่มแรกเสียอีกเพค่ะ ท่านอ๋อง" สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดน้ำแข็งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของเรือนปีกขวาที่ควรจะร้างผู้คน ในยามที่รัตติกาลโรยตัวปกคลุมไปทั่วจวนอันเงียบเชียบ แสงจากตะเกียงน้ำมันหอมกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายหมู่มวลบุปผา ไป๋ลี่อินมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางยังคงก้มหน้าก้มตาบดรากโสมพันปีลงในครกหยกขาวอย่างใจ The rhythm ของการตำยาดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนความเยือกเย็นที่อยู่เหนือสถานการณ์อันคับขัน ตรงหน้าของนางคือบุรุษผู้หนึ่งที่ทรุดกายพิงผนังห้อง กายกำยำสวมอาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืด บาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนและหน้าอกซ้ายไหลรินเป็นโลหิตสีเข้มส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง กลิ่นอายมรณะแผ่ซ่านกดดันจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว เซียวจ้านถิง หรือฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพประจิม หรี่ตาลงมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาคมกริบดุจพญาอินทรี แม้ลมหายใจจะติดขัดและเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ทว่าออร่าความน่าเกรงขามและดุดันกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย เขากัดฟันกรอด ยันกายขึ้นด้วยมือข้างที่ไม่บาดเจ็บ ดวงตาคมปลาบจับจ้องร่างระหงในชุดฮูหยินรองสีนวลตาที่บัดนี้ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ มีเพียงประกายตาแห่งความรำคาญใจระคนทึ่งเล็กน้อยที่ฉายชัดอยู่ภายใน "เจ้าเป็นใคร... กล้าดียังไงมาซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บสมุนไพรของจวนร้างนี่" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟัน ประหนึ่งราชสีห์บาดเจ็บที่ยังคงแยกเขี้ยวขู่ขวัญศัตรู ไป๋ลี่อินวางสากหยกในมือลงช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมคายคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "จวนร้างอันใดกันเพคะ ท่านอ๋องผู้ปรีชา นี่ย่อมเป็นเรือนพักพิงอันแสนสงบที่ท่านแม่ทัพเฉินผู้สูงส่งเมตตาประทานให้ 'ฮูหยินรอง' เช่นข้าต่างหากเล่า ส่วนตัวข้าเป็นใครนั้น... หาใช่เรื่องสำคัญในยามที่ท่านกำลังจะเสียเลือดจนหมดตัวเช่นนี้ไม่" คำพูดเหน็บแนมที่แฝงด้วยไหวพริบทำให้เซียวจ้านถิงชะงักไปชั่วขณะ ในยามปกติ สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันหวาดกลัวหรือพยายามเข้าหาเขาด้วยความยำเกรงและหวังผลประโยชน์ แต่นาง... สตรีตรงหน้ากลับมองเขาด้วยสายตาของ 'แพทย์' ที่กำลังประเมินซากสัตว์ทดลองตัวหนึ่งเท่านั้น "ปากคอเราะร้ายนัก..." ฉินอ๋องแค่นหัวเราะในลำคออย่างเจ็บปวด ทว่านัยน์ตากลับพิจารณาร่างบางอย่างลึกซึ้ง เรือนร่างระหงที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดเรียบง่าย ใบหน้าเนียนนุ่มราวน้ำนมตัดกับริมฝีปากอิ่มสีชาดโดยธรรมชาติ กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของสมุนไพรจีนโชยเข้าจมูกท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด ช่างเป็นความตัดกันที่เย้ายวนใจอย่างประหลาด ทว่าเขารู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้วิกฤตเพียงใด นักฆ่าจากสำนักเงาโลหิตกำลังไล่ล่าเขา การที่เขาหนีมาหลบซ่อนที่จวนของแม่ทัพเฉินย่อมเป็นจุดอันตรายที่สุด แต่มันก็เป็นจุดที่คาดไม่ถึงที่สุดเช่นกัน ไป๋ลี่อินไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปอย่างไร้ประโยชน์ นางเดินไปหยิบกล่องเข็มเงินสลักลายวิจิตรขึ้นมาเปิดออก แสงจากตะเกียงสะท้อนประกายวาววับของเข็มเลعหลายเล่ม นางก้าวเข้ามาประชิดตัวร่างสูงใหญ่ที่นั่งพิงผนังอย่างไม่เกรงกลัวต่อคมดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเขา "อย่าขยับ" น้ำเสียงหวานใสแต่เด็ดขาดราวกับคำสั่งประกาศิต มือเรียวบางเอื้อมออกไปปลดสายคาดเอวและฉีกสาบเสื้อสีดำของเขาออกอย่างไร้ความปรานี เผยให้เห็นแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากกระบี่อาบยาพิษ เนื้อเยื่อรอบบาดแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เซียวจ้านถิงเกร็งกล้ามเนื้อโดยสัญชาตญาณ มือหนาหมายจะคว้าข้อมือนางไว้เพื่อป้องกันตัว ทว่าเพียงแค่ปลายนิ้วเรียวแตะลงที่จุดชีพจรสำคัญบนไหล่ขวา แรงกดอันแม่นยำและนุ่มนวลกลับทำให้แขนของเขาทั้งแถบชาดิก ไร้เรี่ยวแรงจะยกขึ้นมาขัดขืน "พิษหงส์เพลิงลวงตา..." ไป๋ลี่อินพึมพำเบาๆ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเยาะ "คนกลุ่มนั้นช่างใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนัก ถึงกับกล้าใช้พิษหายากจากแดนใต้มาปลิดชีพท่านอ๋องผู้พิทักษ์ชายแดน น่าเสียดาย... ที่พวกมันดันเลือกมาลงมือในเขตอาณาจักรที่ข้ากำลังศึกษาตัวยาอยู่พอดี" "เจ้า... รู้จักพิษนี้รึ?" เซียวจ้านถิงหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย พิษหงส์เพลิงลวงตาเป็นพิษลับในราชสำนัก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้สูตรผสม เหตุใดสตรีในเรือนหลังที่ถูกสามีทอดทิ้งเช่นนางจึงล่วงรู้ได้ แถมยังดูคุ้นเคยราวกับมันเป็นเพียงเรื่องสามัญ "เรื่องที่ข้ารู้มีมากกว่าที่ท่านอ๋องจินตนาการไว้มากเพค่ะ" ไป๋ลี่อินตอบอย่างไม่ใส่ใจ นางคีบเข็มเงินเล่มยาวที่ผ่านการลนไฟฆ่าเชื้อแล้ว ปักลงบนจุดชีพจรบนแผ่นอกกว้างอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับเซียนแพทย์ผู้บรรลุวิชาขั้นสูง ทุกท่วงท่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจและสง่างาม แม้ในยามที่ต้องสัมผัสเรือนกายเปลือยเปล่าของบุรุษแปลกหน้า นางก็ไม่มีอาการเขินอายหรือประหม่าแม้แต่น้อย มีเพียงสมาธิแน่วแน่ในการขับไล่พิษร้าย ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่างเมื่อเข็มเงินกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เซียวจ้านถิงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン ความอดทนของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วนถูกทดสอบด้วยเข็มเล่มเล็กๆ ในมือสตรีบอบบาง ทว่าความเจ็บปวดนั้นกลับเจือด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ความอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของนางที่แตะลงบนผิวเนื้อราwกับสายน้ำทิพย์ที่ไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน เขากวาดสายตามองใบตองหน้าหวานล้ำที่กำลังตั้งอกตั้งใจรักษาเขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เส้นผมสีดำสนิทที่หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนขับเน้นให้ใบหน้านั้นงดงามราวกับภาพวาด ท่าทางที่เย่อหยิ่ง ทรนง และเปี่ยมด้วยสติปัญญาเช่นนี้ ช่างแตกต่างจากสตรีในห้องหอทั่วไปราวฟ้ากับเหว นางมิใช่ดอกไม้บอบบางในเรือนกระจก แต่นางคือพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่รอวันแผดเผาทุกคนที่กล้าเข้ามาทำร้าย "ข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าครั้งหนึ่ง..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ขณะที่พิษในกายเริ่มทุเลาลง ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านจากจุดที่ถูกฝังเข็ม "เจ้าต้องการสิ่งใด? ทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่ง หรือหัวของคนที่รังแกเจ้า... เพียงแค่เอ่ยปาก ข้าจะบันดาลให้เจ้าได้ทุกอย่าง" ไป๋ลี่อินชะงักมือเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมปลาบที่มองตรงมายังนางด้วยความลุ่มลึกและจริงจัง แววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการล้อเล่น เป็นสายตาของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินเพื่อแลกกับความต้องการของตนเอง มุมปากอิ่มยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้ม ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนคนมองต้องหนาวสะท้าน นางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางโชยเข้าจมูกของเซียวจ้านถิงจนหัวใจแกร่งกระตุกวูบ "สิ่งที่ข้าต้องการในยามนี้... หาใช่ทรัพย์สินเงินทองไม่เพค่ะ ท่านอ๋อง" ไป๋ลี่อินกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูหนา น้ำเสียงเจือความท้าทายอย่างยิ่งยวด "แต่ข้าต้องการให้ท่าน... ทำตามแผนการของข้า เพื่อลากคอพวกที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารท่านในคืนนี้ ออกมาประจานต่อหน้าธารกำนัลต่างหากเล่า" เซียวจ้านถิงหัวเราะในลำคอแผ่วเบาด้วยความถูกใจ แววตาคมกريบฉายประกายความคลั่งไคล้ระคนอันตราย เขายื่นมือหนาขึ้นหมายจะเกลียวปอยผมที่ข้างแก้มของนาง ทว่าในจังหวะนั้นเอง... *ก๊อกๆ!* เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ตามด้วยเสียงหวานแหลมที่คุ้นเคยของไป๋ซิ่วอิงที่ดังแทรกเข้ามาผ่านความเงียบยามวิกาล "พี่หญิงรอง... ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ เหตุใดในเรือนของท่านจึงมีกลิ่นคาวเลือดลอยออกมาเล่าเพคะ? หรือว่าท่านแอบลัก1บุรุษใดเข้ามาซ่อนไว้ในห้อง... หากท่านแม่ทัพมาพบเข้า เกรงว่าชื่อเสียงของสกุลไป๋คงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีแน่!" สีหน้าของไป๋ลี่อินเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา นางผละตัวออกจากร่างของฉินอ๋องอย่างรวดเร็ว ทว่าก่อนที่นางจะทันขยับตัวไปเก็บอุปกรณ์การแพทย์ เซียวจ้านถิงกลับคว้าข้อมือนึงของนางไว้แน่น แรงดึงอันทรงพลังทำให้นางเซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนกว้างของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะแนบชิดกับใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และท้าทาย "ดูเหมือนว่า... คืนนี้พวกเราจะมีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญมาเพิ่มเสียแล้ว ฮูหยินรอง... เจ้าจะจัดการกับงูพิษตัวนี้อย่างไรดีเล่า?" ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันวิจิตรและเข้มข้นนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%