กลิ่นอายของสนมังกรเผาในกระถางทองสัมฤทธิ์ลอยวนอบอวลอยู่ในตำหนักไทเฮอ ช่างหนักหน่วงและชวนให้วิงเวียนศีรษะเสียจนไป๋ลี่อินต้องลอบผ่อนลมหายใจยาวอย่างระมัดระวัง นางอยู่ในชุดคลุมยาวปักลายหงส์คู่เมฆาด้วยดิ้นทองคำแท้ ชายกระโปรงยาวลากพื้นทอดตัวอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวที่นางเคลื่อนไหวสะท้อนถึงความเยื้องกรายที่ได้รับการอบรมมาอย่างสมบูรณ์แบบ แม้เบื้องหลังความงดงามนี้จะอาบย้อมไปด้วยคราบเลือดและหยาดเหงื่อจากการห้ำหั่นในเกมการเมืองอันเชี่ยวกรากก็ตาม
"ลี่อิน... เจ้าเข้ามาใกล้ๆ สิ"
สุรเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากแท่นบรรทมมังกร ฮ่องเต้ผู้เพิ่งฟื้นคืนจากความตาย ทรงมีพระพักตร์ซูบผอมลงถนัดตา นัยน์ตาที่เคยขุ่นมัวบัดนี้กลับมาทอประกายคมกริบดั่งพญายมผู้กำชะตาชีวิต ทว่ายามทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องล่าง กลับเจือไว้ด้วยความระคนระทึกและหวาดหวั่นอย่างลึกซึ้ง พระองค์ทรงตระหนักดีแล้วว่า บัลลังก์มังกรภายใต้ร่างที่โรยรานี้ คงเหลือเวลาค้ำจุนอีกไม่นาน หากมิใช่เพราะหญิงสาวนางนี้ใช้เข็มเงินเก้าเล่มยื้อวิญญาณยมบาลกลับมา เกรงว่าป่านนี้แผ่นดินต้าเฉิงคงลุกเป็นไฟด้วยศึกสายเลือดไปนานแล้ว
ไป๋ลี่อินย่อกายลงคำนับอย่างงดงาม ชายเสื้อผ้าไหมปักดิ้นเงินไหวระริกตามจังหวะการย่อตัว น้ำเสียงหวานใสทว่ามั่นคงดังก้องกังวานไปทั่วตำหนักที่เงียบสงัด "หม่อมฉันไป๋ลี่อิน ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ"
"ลุกขึ้นเถอะ..." ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ผอมแห้งอย่างอ่อนแรง ก่อนจะปรายพระเนตรไปยังมหาดเล็กคนสนิทที่ยืนกุมมือรออยู่ "ประกาศพระราชโองการ!"
เสียงขานรับก้องกังวานของขันทีเฒ่าดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่ด้านนอก ท้องพระโรงและลานตำหนักเนืองแน่นไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่ที่ต่างรอฟังคำพิพากษาชะตากรรมของแผ่นดิน
"ด้วยเหตุที่ฉินอ๋อง เซียวจ้านถิง และพระชายารอง ไป๋ลี่อิน ได้ร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเททั้งกำลังสติปัญญาและหยาดเหงื่อ ในการคลี่คลายวิกฤตยาพิษใน10หัวเมือง และถวายการรักษาองค์ฮ่องเต้จนพ้นขีดอันตราย ถือเป็นความชอบอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้..."
ขันทีเฒ่ากางม้วนราชโองการสีทองอร่ามออกกว้าง น้ำเสียงแหลมสูงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแต่ละคำราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงบนแผ่นอกของเหล่าผู้ไม่หวังดี
"...จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เลื่อนขั้นไป๋ลี่อินขึ้นเป็น 'ฉินเฟย' (พระชายาเอกในฉินอ๋อง) พร้อมพระราชทานดินแดนศักดินาทางตะวันตกสามเมือง และป้ายทองคำอภัยโทษตายสามครั้ง! ส่วนฉินอ๋องเซียวจ้านถิง ให้ทรงสำเร็จราชการแทนพระองค์ ควบคุมกองกำลังทหารทั่วทั้งสี่ทิศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!"
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศภายในตำหนักพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสูดลมหายใจเข้าพร้อมกันของเหล่าขุนนางตระกูลใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ความอิจฉาริษยาและความหวาดกลัวฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของหลายคน โดยเฉพาะตระกูลไป๋และตระกูลเฉินที่ต่างหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย
ไป๋ลี่อินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก นางหาได้ตื่นตระหนกกับลาภยศสรรเสริญเหล่านี้ไม่ เพราะนางรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาของผู้บริสุทธิ์จำนวนเท่าใด
ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังก้มหัวรับพระราชโองการ สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างสูงสง่าของฉินอ๋อง เซียวจ้านถิง ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องข้าง เขามิได้แสดงความยินดีหรือยิ้มแย้มแม้แต่น้อย ร่างหนาในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬแผ่รังสีอำมหิตออกมารอบตัวจนผู้คนไม่กล้าสบตา ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผานั้นราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวกลับจ้องมองไปที่ไป๋ลี่อินด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง
เมื่อพิธีพระราชทานความชอบสิ้นสุดลง ขุนนางทั้งหลายต่างทยอยถอยรังสรรค์ออกไป เหลือเพียงคนสนิทและพระราชวงศ์บางพระองค์ที่ยังคงอยู่ ทว่าเซียวจ้านถิงกลับเอื้อมมือหนาออกไปคว้าข้อมือเรียวของไป๋ลี่อินไว้แน่น ลากจูงนางเดินออกไปยังระเบียงทางเดินด้านหลังตำหนักที่ทอดตัวยาวสู่สวนท้อหลากสี
แรงบีบที่ข้อมือนั้นมิได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่ถูกเก็บกดไว้มานาน
"ท่านอ๋อง..." ไป๋ลี่อินเอ่ยเรียกเบาๆ เมื่อพวกเขาเดินมาถึงศาลาริมน้ำที่ลับตาคน ลมหนาวพัดโชยกลิ่นอنمอายของบุปผชาติมาปะทะผิวหน้า นางช้อนตาขึ้นมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในต้าเฉิงเวลานี้ "เหตุใดพระองค์จึงทรงทำพระพักตร์เคร่งเครียดเช่นนั้นเล่า เพิ่งจะได้รับอำนาจล้นฟ้าและเลื่อนขั้นให้หม่อมฉัน... พระองค์ควรจะแย้มพระสรวลมิใช่หรือ?"
เซียวจ้านถิงไม่ตอบคำถาม เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดจนร่างบางต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังแนบชิดกับเสาศลาไม้แกะสลัก ดวงตาคมกริบก้มลงมองสตรีในอ้อมกอด แววตานั้นไหววูบราวกับผิวน้ำในยามพายุโหมกระหน่ำ
"ลี่อิน..." น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอמהยลอดไรฟัน "เจ้ารู้หรือไม่... สิ่งที่ข้าต้องการหาใช่ดินแดนสามเมืองนั้นไม่ อำนาจทหารทั่วสี่ทิศก็เป็นเพียงเศษกระดาษหากเจ้าต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในดงพิษเมื่อครู่"
ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบมาทั้งชีวิตค่อยๆ ไล้ไปตามกรอบหน้าเนียนนุ่มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปในอากาศ ความเย็นชาดุจน้ำแข็งเมื่อครู่มลายหายสิ้น เหลือเพียงความร้อนรุ่มของบุรุษผู้คลั่งรักจนแทบเสียสติ
"แต่หม่อมฉันปลอดภัยดีแล้วนี่เพคะ..." ไป๋ลี่อินแย้มยิ้มบางๆ มือเรียวยกขึ้นแตะหลังมือหนาที่ทาบอยู่บนแก้มของตน สัมผัสอุ่นซ่านถ่ายทอดความรู้สึกมั่นคงลึกล้ำที่นางหาไม่ได้จากที่ใดในโลกหล้า "อีกอย่าง... การที่หม่อมฉันได้ก้าวขึ้นเป็นฉินเฟย ย่อมหมายความว่า ต่อไปนี้ไม่มีผู้ใดในราชสำนักกล้าแตะต้องตระกูลไป๋ หรือกล้าแม้แต่จะมองตาสบตากับหม่อมฉันอีก หมากตานี้... พวกเราเป็นฝ่ายชนะอย่างงดงามแล้วเพคะ"
เซียวจ้านถิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิง "ชนะงั้นหรือ? สำหรับข้า... ชัยชนะที่แท้จริงหาใช่การเหยียบย่ำศัตรูไม่ แต่เป็นการที่เจ้ายังคงยืนอยู่ตรงนี้ มีลมหายใจ และอยู่ข้างกายข้าเช่นนี้ต่างหาก"
เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มแดงระเรื่อของนาง หัวใจของไป๋ลี่อินเต้นระรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ แม้จะผ่านศึกการเมืองมานับร้อยหน แต่นางก็ยังคงพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุร้ายของพยัคฆ์ร้ายผู้นี้ทุกครั้งไป
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานล้ำและอบอวลไปด้วยความเสน่หา เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงาคนสนิทก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบจากมุมมืดของสวนท้อ
"ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!"
เซียวจ้านถิงขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ เขาตวัดสายตาดุดันราวกับใบมีดไปยังทิศทางที่เสียงดังขึ้น "มีเรื่องอันใด? หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!"
องครักษ์เงาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือกจนไร้สีเลือด เขายื่นมือถือแผ่นหยกสลักลายพยัคฆ์โลหิตชุ่มคราบเลือดส่งให้ด้วยมือที่สั่นเทา
"มะ... 10 เมืองทางประจิมที่ท่านอ๋องเพิ่งได้รับพระราชทาน... ถูกกองกำลังปริศนาบุกเข้าเผาทำลายจนราบเป็นหน้ากลองเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และในที่เกิดเหตุพบสิ่งนี้ถูกปักไว้กลางศาลาว่าการ..."
ไป๋ลี่อินก้มลงมองแผ่นหยกสลักลายพยัคฆ์โลหิตในมือขององครักษ์ นัยน์ตาคู่สวยหรี่แคบลงทันที ร่างกายเย็นวาบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง น้ำเสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก
"...นี่มัน ตราประทับของกองกำลังเงาประจำพระองค์ของ... ไทเฮา!"
เซียวจ้านถิงหันกลับมามองหน้าไป๋ลี่อินทันที แววตาของท่านอ๋องผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในใต้หล้า บัดนี้กลับฉายแววอำมหิตถึงขีดสุด ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เมื่อพวกเขารู้ตัวแล้วว่า... ชัยชนะที่เพิ่งได้รับเมื่อครู่ แท้จริงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกับดักมรณะที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิม!
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลอุบายอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะคะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบกันในตอนหน้าค่ะ
ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก•ตอนที่ 36
ความชอบอันยิ่งใหญ่
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาร้ายทวงบัลลังก์รัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!