กลิ่นอายของกำยานหมื่นลี้ลอยวนอยู่ในตำหนักรับรอง แฝงไว้ด้วยความอับชื้นจากสายฝนที่โปรยปรายลงมานอกหน้าต่างบานแกะสลักลวดลายหงส์เคียงมังกร หลี่มู่เหยานั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง ปลายเรียวนิ้วระียดดั่งหยกขาวกำลังบรรจงเรียงขวดกระเบื้องเคลือบสีครามลงบนถาดทองเหลืองอย่างใจเย็น ทุกย่างก้าวและท่วงท่าของนางล้วนเปี่ยมด้วยความสง่างามเยือกเย็น ราวกับเซียนผู้สูงส่งที่กำลังเฝ้ามองหมากกระดานใหญ่บนโลกมนุษย์ โดยมิได้สะท้านสะเทือนต่อคลื่นลมโสมมที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอกแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของนางในเวลานี้ มิใช่บรรดาอนุภรรยาหรือบ่าวไพร่ในจวนอ๋อง หากแต่คือ ‘ฮูหยินผู้มضي’ และ ‘หลี่ฮàoหราน’ บิดาบังเกิดเกล้าผู้ให้กำเนิดร่างนี้ ใบหน้าของคนทั้งสองซีดเผือดไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้ายามเมื่อต้องสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอันเงียบงัน
“มู่เหยา… ลูกแม่ เจ้าช่างกล้ามนัก!” ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ หรือในอดีตคือผู้ที่คอยกดขี่ข่มเหงมารดาผู้ล่วงลับของนาง แผดเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวปนความโกรธเกรี้ยว นางพยายามฝืนยืดหลังให้ตรง พยายามใช้ศักดิ์ศรีของผู้อาวุโสมาข่มขวัญ “เจ้ากล้าดียังไงถึงส่งคนไปลากตัวพวกเรามาจากเรือนตระกูลหลี่กลางดึกเช่นนี้ นี่คือการเนรคุณ! เจ้ามันลูกอกตัญญู!”
มู่เหยาหาได้สะเทือนใจไม่ นางเพียงยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งช่วยขับเน้นบรรยากาศอันน่าอึดอัดให้เด่นชัดยิ่งขึ้น นางปรายตามองผู้เป็น "บิดา" ที่นั่งตัวสั่นงกอยู่ข้างกายมารดาเลี้ยง สายตานั้นว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี
“อกตัญญูหรือเจ้าคะ?” เสียงหวานใสดังขึ้นกังวานก้องไปทั่วตำหนัก ทว่ากลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู “ท่านพ่อ… ท่านยังจำเสียงร้องคร่ำครวญของท่านแม่ในคืนที่นางถูกโบยจนเลือดอาบแผ่นหลังได้หรือไม่? ท่านยังจำภาพที่ท่านเซ็นชื่อลงในใบหย่าหยามเกียรติ เพื่อตบแต่งสตรีต่ำต้อยผู้นี้เข้ามาแทนที่ได้หรือไม่? ข้าผู้เป็นบุตรสาวคนนี้ เพียงแต่นำความจริงที่พวกท่านพยายามฝังกลบมาตลอดสิบปี กลับมาวางไว้บนโต๊ะให้ฝ่าบาทและใต้เท้าทั้งหลายได้ทอดเนตรเท่านั้น เหตุใดจึงเรียกว่าอกตัญญูเล่า?”
“เจ้า! นังสารเลว!” หลี่ฮ่าวหรานตบโต๊ะเสียงดังสนั่นด้วยความบันดาลโทสะ ลืมสิ้นซึ่งความกลัวต่ออำนาจของเฟยหรงอ๋อง “ข้าเป็นพ่อรุกข์เจ้านะ! ถึงอย่างไรสายเลือดครึ่งหนึ่งในกายเจ้าก็ไหลมาจากข้า! หากไม่มีข้า เจ้าจะมีลมหายใจมานั่งเชิดหน้าชูตาอยู่ ณ ที่นี้รึ!”
“สายเลือดหรือเจ้าคะ?” มู่เหายิ้มเยาะ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับอาบพิษร้าย “สายเลือดที่ท่านใช้มันเป็นเครื่องต่อรองเพื่อส่งตัวข้าให้ไปแต่งงานกับคนพิการใกล้ตายเพื่อหวังสินสอด สายเลือดที่พวกท่านร่วมมือกันกรอกยาพิษช้าๆ เข้าสู่ร่างกายของท่านแม่ทีละหยดเพื่อฮุบสินเดิมของตระกูลสวี… ท่านยังกล้าเอ่ยคำว่าสายเลือดกับข้าอยู่อีกหรือเจ้าคะ?”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็พลันเงียบงันลงราวกับป่าช้า ฮูหยินผู้เฒ่าหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทิราวดั่งใบไม้ต้องลม ความลับที่นางคิดว่าฝังกลบไว้ใต้หลุมศพอย่างไร้ร่องรอย บัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เหลือชิ้นดี
“หลักฐานทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว…” มู่เหยาเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งข้ามโต๊ะไปเบื้องหน้าคนทั้งสอง มันคือบัญชีรายชื่อและลายมือชื่อของหมอตำแยผู้รับสินบน รวมถึงจดหมายลับที่สั่งซื้อยาพิษไร้สีไร้กลิ่นจากแคว้นทางใต้ “บัญชีการเงินที่ยักยอกมาจากสินเดิมของท่านแม่ และจดหมายซื้อขายชีวิตคน… ท่านแม่เลี้ยงเจ้าค่ะ ท่านคิดว่าโทษของการวางยาพิษภริยาเอกของขุนนางขั้นสาม มีโทษสถานใดหรือเจ้าคะ? ประหารชีวิตทั้งตระกูล หรือเนรเทศไปเป็นทาสชายแดนเหนือชั่วโคตรดีเล่า?”
ฮูหยินผู้เฒ่ากรีดร้องออกมาด้วยความสติหลุด นางพุ่งตัวเข้าหาโต๊ะหมายจะคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาฉีกทำลาย แต่มู่เหยากลับไวกว่า นางสะบัดแขนเสื้อเพียงเล็กน้อย องครักษ์เงาในชุดดำสนิทสองนายก็พุ่งพรวดเข้ามาตรึงตัวสตรีสูงวัยไว้กับพื้นอย่างไม่ไยดี เสียงร้องโหยหวนดังระงมด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว
“ปล่อยข้า! นังปีศาจ! เจ้ามันปีศาจกลับชาติมาเกิด!” ฮูหยินผู้เฒ่าแผดเสียงกรีดร้อง น้ำตาน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้ายับย่น
หลี่ฮ่าวหรานเข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า บุตรสาวที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ ที่จะทิ้งขว้างเมื่อใดก็ได้ บัดนี้คือนางพญาผู้กุมอำนาจและชีวิตของตระกูลหลี่ไว้ในกำมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว
“มู่เหยา… ไว้ชีวิตพ่อเถอะนะ” หลี่ฮ่าวหรานคลานเข่าเข้าไปหา ส่งสายตาเวทนาแกมวอนขอ “อย่างไรเราก็ตัดกันไม่ขาด พ่อเลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบโต…”
“เลี้ยงดูหรือเจ้าคะ?” มู่เหยาลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นดิ้นทองดูทรงอำนาจและน่าเกรงขาม นางก้มลงมองบิดาผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ “ท่านให้ข้ากินเศษอาหาร ให้ข้าอาศัยอยู่ในเรือนคนใช้ และเกือบเอาชีวิตไปสังเวยความโลภของท่านหลายต่อหลายครั้ง วันนี้… หนี้ชีวิตที่ติดค้างกันมา ถึงเวลาต้องชำระแล้ว”
นางโบกมือเพียงเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณให้อองครักษ์นำตัวคนทั้งสองออกไป ทว่าในจังหวะที่ความเงียบสงบกำลังจะคืนกลับมาสู่ตำหนักอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับลมหนาวที่พัดพาละอองฝนเข้ามาปะทะผิวกาย
ร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดเกราะทมิฬคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำสนิทก้าวเข้ามาอย่างองอาจ กลิ่นอายอำนาจอันกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนแม้แต่อากาศก็คล้ายจะหยุดนิ่ง เฟยหรงอ๋อง… บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดและไร้หัวใจที่สุดในแผ่นดินปรากฏกายขึ้น ณ ที่นี้แล้ว
ดวงเนตรคมกลาบกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองพระชายาของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตาไปยังกระดาษหลักฐานบนโต๊ะมุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องขนหัวลุก
“ดูท่าพระชายาของเปิ่นหวาง จะจัดการสะสางเรื่องราวในบ้านเดิมเสร็จสิ้นอย่างงดงามแล้วสินะ” สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พลางก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง วงแขนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าโอบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ มู่เหยาไม่ขัดขืน นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา นัยน์ตาทั้งสองคู่สะท้อนภาพซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุม บ่าวรับผิดชอบงานข่าวกรองคนสนิทของท่านอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า ใบหน้าของเขินซีดเผือดราวกับเพิ่งไปเห็นผีสางมา
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงนั้นสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “ราชโองการลับจากท้องพระโรง… ส่งตรงถึงมือพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ปลดและเนรเทศพระชายาออกจากเมืองหลวงทันที ด้วยข้อหา… คบคิดกับกบฏต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งอำนาจและหัวใจนี้ด้วยกันนะคะ
ไป๋เหลียนฮวา
เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 20
แผนชั่วของแม่เลี้ยง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!