เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 12

แผนซ้อนแผนของศัตรู

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นสาบม้าคละคลุ้งปะปนกับลมหนาวที่พัดกระโชกผ่านม่านผ้าไหมปักลายเมฆาของขบวนรถม้าหลวง มู่เหยาไม่หลับตาลงแม้แต่น้อย นางซึมซับความเงียบงันที่ผิดปกติวิสัยนี้มาตั้งแต่ยามโฉบผ่านหุบเขาไผ่เขียวแล้ว ความเงียบสงบที่ปราศจากเสียงนกกาบินวน มักเป็นสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติที่แม่นยำยิ่งกว่าราชโองการใดๆ ในวังหลวง "คุณหนูเจ้าคะ... เหตุใดขบวนจึงชะลอฝีเท้าลงเล่าเพคะ?" เสียงกระซิบสั่นเครือของสาวใช้ดังขึ้น พร้อมกับมือที่กำชายเสื้อของนางแน่นจนข้อปลายนิ้วขาวซีด มู่เหยาไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองสำรวจรอบกายอย่างรวดเร็ว นางหยิบถุงผ้าแพรบรรจุเข็มเงินเล่มยาวที่พกติดตัวไว้ออกมาอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วเรียวงามลูบไล้ไปตามโลหะเย็นเฉียบ ก่อนจะดึงเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมาเตรียมพร้อม ท่าทางของนางสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นระรัวดั่งกลองศึกก็ตาม *ฉับพลัน!* ลูกศรอาบยาพิษนับร้อยดอกแหวกสายลมพุ่งทะลวงทะลุผนังไม้ของรถม้าเข้ามา เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันระงับระแม้ภายนอก มู่เหยาคว้าตัวสาวใช้ให้หมอบราบลงไปกับพื้นรถม้าได้อย่างเฉียดฉิว ปลายลูกศรดอกหนึ่งปักลงบนเบาะนวมที่นางเพิ่งนั่งอยู่เมื่อครู่ น้ำสีม่วงเข้มไหลซึมกัดกร่อนเนื้อไม้จนเกิดควันสีขาวพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนรุนแรง "อย่าเงยหน้าขึ้นเด็ดขาด" นางสั่งด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด ทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งความตื่นตระหนกของสาวใช้ได้ชะงัก ภายนอก เสียงการต่อสู้ทวีความดุเดือดขึ้น เหล่าองครักษ์เงาที่เฟยหรงอ๋องจัดสรรให้ลอบติดตามอารักขากำลังต้านทานการจู่โจมระลอกแรก ทว่าจำนวนของมือสังหารที่สวมชุดดำสนิทและสวมหน้ากากอนูบิสกลับมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงเท่าตัว พวกมันหาใช่โจรภูเขา หากแต่เป็นมือสังหารเดนตายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนจากแดนใต้ เป้าหมายของพวกมันชัดเจนยิ่ง—คือชีวิตของสตรีที่นั่งอยู่ภายในรถม้าคันนี้ มู่เหยาขบกรามแน่น สมองทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประเมินสถานการณ์ หากรอให้องครักษ์จัดการทั้งหมด เกรงว่ากำลังเสริมของศัตรูอาจมาสมทบเสียก่อน นางต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อพลิกสถานการณ์ สายตาดุดันเหลือบไปเห็นขวดกระเบื้องเคลือบสีชาบรรจุผงสมุนไพรฤทธิ์แรงที่นางปรุงขึ้นเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน มันคือ "ผงม่านนิลกาฬ" สารระเหยที่สกัดจากเกสรดอกไม้ป่าแถบชายแดน มีฤทธิ์ทำให้ประสาทสัมผัสและการมองเห็นพร่ามัวชั่วขณะ มือเรียวบางเอื้อมไปปลดสลักหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาปะทะใบหน้านวลเนียนจนเส้นผมสีดำขลับปลิวสยาย ท่ามกลางเงาร่างของมือสังหารที่กำลังพังประตูรถม้าเข้ามา มู่เหยาไม่รอช้า นางซัดผงยาสมุนไพรออกไปเบื้องหน้าเต็มแรง พร้อมกับสะบัดข้อมือส่งเข็มเงินอาบทั่งพิษชาเข้าสู่จุดตายของมือสังหารคนแรกที่ก้าวล่วงเข้ามา "อ๊าก!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับร่างของมือสังหารที่ล้มฟุบลงกระแทกพื้น ผงยาสมุนไพรฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณแคบๆ ทำให้เหล่ามือสังหารที่เหลือซึ่งบุกเข้ามาติดพันต่างพากันไอโขลกและชะงักงันด้วยความมึนงง ดวงตาของพวกมันเริ่มพร่าเลือนจนการทรงตัวเสียศูนย์ แต่มู่เหยาหาได้หยุดเพียงแค่นั้น นางใช้ความรู้ทางกายวิภาคที่ติดตัวมาจากภพก่อน พุ่งตัวออกไปจากรถม้าอย่างคล่องแคล่วราวกับผีเสื้อร่ายรำ ปลายเข็มเงินในมือทั้งสองข้างพุ่งปักเข้าใส่จุดชีพจรสำคัญของมือสังหารที่กำลังพยายามเงื้อดาบเข้าใส่ ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงแทบเท้าของนางโดยไร้ซึ่งเสียงร้อง ความงดงามที่เปี่ยมด้วยพิษสงนี้ ช่างเยือกเย็นและเด็ดขาดจนองครักษ์ที่กำลังสู้ศึกอยู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่น สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่คุณหนูในห้องหอที่รอคอยความช่วยเหลือ นางคือบุปผาโลหิตที่ผลิบานท่ามกลางคมดาบอย่างแท้จริง ทว่า... ความเงียบสงบชั่วพริบตากลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากยอดเนินเขา ธนูยักษ์นับสิบคันถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังขบวนรถม้า หัวลูกศรเปล่งประกายแสงสีฟ้าเรืองรอง—มันคือพิษสลายกระดูกที่ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ยากจะรอดชีวิตหากโดนเข้าไปแม้แต่รอยขีดข่วนเดียว ผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้ไม่ได้ต้องการแค่กำจัดนาง แต่ต้องการทำลายหลักฐานทั้งหมดให้สิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่ซากรถม้า มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับความตายที่กำลังพุ่งแหวกอากาศเข้ามา ร่างกายของนางเหนื่อยล้าจากการใช้พลังสมาธิและพิษสมุนไพรจนแทบก้าวไม่ไหว แต่แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความดื้อรั้นและรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ในเสี้ยววินาทีที่ความตายกำลังจะมาถึงตัว เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งทะยานผ่านม่านหมอกลงมาจากฟ้า ราวกับพญาอินทรีที่โฉบลงมาจากยอดเขา ดาบยาวในมือสะบัดวาดเป็นวงโค้งสีเงินยวงแผ่ไอสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ แรงกดดันมหาศาลจากลมปราณระดับปรมาจารย์ทำให้ลูกศรอาบยาพิษทั้งหมดแหลกละเอียดเป็นผุยผงกลางอากาศ ก่อนที่ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำปักลายมังกรทองจะยืนตระหง่านบังร่างของมู่เหยาไว้ทั้งหมด กลิ่นอายอันคุ้นเคยและอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังกว้างนั้น เฟยหรงอ๋องมาถึงแล้ว... ดวงพักตร์คมคายของท่านอ๋องเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาคู่นคมืดมนราวนรกภูมิที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่บังอาจล่วงเกินสตรีของเขาให้หายไปจากแผ่นดิน "ใครบังอาจ... ส่งพวกมันมาตายที่นี่ทั้งหมด!" เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาเพียงคำเดียว ทว่ากลับสั่นสะเทือนไปถึงก้นบึ้งหัวใจของทุกคนในที่นั้น ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังพลิกผัน มู่เหยาที่ยืนอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างของเขากลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ข้อมือของหัวหน้ามือสังหารที่นอนตายอยู่บนพื้น ลวดลายรอยสักรูป "ดอกบัวโลหิตเจ็ดกลีบ" ที่ปรากฏขึ้นชัดเจนเมื่อเสื้อผ้าฉีกขาด ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก รอยสักนี้... มันมิใช่ตราสัญลักษณ์ของกบฏชายแดนอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือตราประทับลับของ "ตำหนักใน" ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากความทรงจำในชาติภพนี้ ก่อนที่มู่เหยาจะได้เอ่ยปากเตือนเฟยหรงอ๋อง แผ่นกระดาษม้วนเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้รอยสักนั้นก็ถูกลมพัดหลุดออกมา และเมื่อนางก้มลงหยิบมันขึ้นมาคลี่อ่านภายใต้แสงจันทร์ ดวงตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง *ลายมือบนกระดาษแผ่นนั้น... เป็นลายมือเดียวกับพระมารดาเลี้ยงของนางเอง* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ไป๋เหลียนฮวามา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%