เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 11

คืนอันเงียบสงัด

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอับชื้นของกองฟางเก่า ๆ ภายในกระโจมพักแรมชั่วคราว ปลายคบเพลิงด้านนอกสั่นไหวตามแรงลมกรรโชกยามดึกสงัด เงาดำทาบทับลงบนผนังผ้าใบผืนหนา ราวกับภูตผีปีศาจที่กำลังเริงระำบอยู่ท่ามกลางสงครามประสาทอันยืดเยื้อ หลี่มู่เหยาก้มลงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นผสมสมุนไพรฤทธิ์เย็น เช็ดรอยแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่กว้างของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้น หยดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากมน แม้ความเหนื่อยล้าจะกัดกินสติสัมปชัญญะจนแทบสิ้นแรง แต่แววตาของนางยังคงแน่วแน่และเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี "หากท่านยังดึงดันจะขยับตัวในยามที่พิษยังไม่ถูกขับออกจนหมดสิ้น เกรงว่าต่อให้ข้ามีฝีมือล้ำเลิศเพียงใด ก็คงทำได้เพียงจัดเตรียมโลงศพไม้จันทน์หอมไว้ให้ท่านเลือกสุนทรกถาครั้งสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ ท่านอ๋อง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกราวกับคมมีดผ่าตัด เฟยหรงอ๋องที่กำลังนอนคว่ำพระsơกอยู่บนแท่นบรรทมชั่วคราวแค่นพระโอษฐ์เบา ๆ ในลำคอ พระพักตร์คมคายซีดเซียวเนื่องจากเสียโลหิตไปมาก ทว่าดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับสุกสกาวดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ยคำใดออกมา เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อยามพลบค่ำระหว่างทางมุ่งหน้าสู่ค่ายทหารชายแดนยังคงติดตา ธนูปักพิษนับร้อยดอกที่โปรยปรายลงมาดั่งห่าฝน ไม่เพียงแต่ทดสอบความภักดีของกองอารักขา หากแต่ยังเป็นบททดสอบเลือดเย็นที่ผู้ไม่ประสงค์ดีในราชสำนักจงใจมอบให้เพื่อตัดแขนตัดขาของท่านอ๋องผู้นี้ ทว่า ในวินาทีแห่งความเป็นความตายที่ลูกธนูพุ่งตรงเข้าปลิดชีพนั้น กลับเป็นร่างระหงของหลี่มู่เหยาที่โถมเข้าเอาตัวเข้าขวาง พร้อมกับใช้เข็มเงินสกัดจุดฝังเข็มเพื่อหยุดการไหลเวียนของโลหิตพิษในพระวรกายของเขาได้อย่างเฉียดฉิว "เจ้ากล้าดียังไง..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันตามสัญชาตญาณของนักรบผู้สูงศักดิ์ "เอาชีวิตของตนเองไปเสี่ยงกับลูกธนูอาบยาพิษเหล่านั้น... เจ้าไม่กลัวตายหรือไร สตรีโง่เขลา" หลี่มู่เหยาชะงักมือเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบนั้นโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาของแพทย์หญิงผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนฉายประกายเย้ยหยันจาง ๆ บนมุมปาก "ถ้าข้ากลัวตาย ข้าคงไม่เลือกเดินเข้ามาในวังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจนี้แต่แรกหรอกค่ะ ท่านอ๋อง" นางกล่าวตอบ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะเยาะโชคชะตา "อีกอย่าง... หากท่านอ๋องสิ้นพระชีพลงกลางทางเช่นนี้ แล้วเบี้ยกระดานที่ข้ากำลังวางแผนไว้อย่างยากลำบากเล่าจะไม่พังทลายลงหรอกหรือคะ? ชีวิตของท่าน มีค่ามากกว่าจะมาตายอย่างไร้ค่าด้วยพิษกากเดนพวกนี้" ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงและเสียงคบเพลิงด้านนอกที่ปะทุขึ้นเบา ๆ เฟยหรงอ๋องมิได้กริ้วดังที่นางคาดการณ์ พระหัตถ์หนาเอื้อมขึ้นควับข้อมือเรียวบางของนางไว้แน่น แรงบีบแม้จะไม่เท่าภาวะปกติ ทว่าก็เพียงพอที่จะทำให้ผิวเนื้อนุ่มขึ้นรอยแดงจาง ๆ พระองค์ยันพระวรกายขึ้นเล็กน้อยเพื่อประจันหน้ากับนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นระอุที่แผ่ออกมาจากร่างกายของกันและกัน "ปากกล้า... เจ้าเป็นสตรีคนแรกที่กล้าต่อปากต่อคำกับเปิ่นหวางเช่นนี้" เฟยหรงอ๋องตรัสด้วยพระสุ้มเสียงที่ทุ้มต่ำจนน่าขนลุก ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับปราศจากรังสีอำมหิตดังเช่นเคย มีเพียงประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นภายใต้ความมืดมิด "และก็เป็นสตรีคนแรก... ที่ทำให้เปิ่นหวางรู้รสชาติของการ 'อยากมีชีวิตอยู่ต่อ' มากกว่าการกระหายชัยชนะในสงคราม" หัวใจของหลี่มู่เหยากระตุกวูบไปชั่วขณะ นางมิใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่จะหลงเคลิบเคลิ้มไปกับคำหวานเยินยอ ทว่าความจริงจังและน้ำหนักในแววตานั้นกลับหนักแน่นราวกับหินผา ภายใต้บรรยากาศที่บีบคั้นและกลิ่นอายความตายที่เพิ่งผ่านพ้นไป กำแพงที่ทั้งสองสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเริ่มมีรอยร้าวทีละน้อย "ท่านอ๋องทรงตรัสล้อเล่นเกินไปแล้วค่ะ รีบให้ข้าทำแผลต่อเถอะ เพระหากปล่อยให้พิษซึมเข้าสู่หัวใจ เกรงว่าพระองค์คงไม่มีเรี่ยวแรงมาตรัสคำหวานเหล่านี้อีก..." นางพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความหวั่นไหวที่ก่อตัวขึ้นในอก พร้อมกับดึงข้อมือกลับอย่างนุ่มนวล ทว่า ก่อนที่นางจะได้ขยับตัวทำแผลต่อ จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันจากภายนอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงตวาดก้องขององครักษ์คนสนิทที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ท่านอ๋อง! แม่ทัพใหญ่! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับพันนายเคลื่อนพลปิดล้อมค่ายทหารของเราไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เฟยหรงอ๋องขมวดพระพักตร์มุ่นในทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายอีกครั้งราวกับพญาเสือโคร่งที่บาดเจ็บแต่ยังคงความน่าเกรงขาม พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแม้พิษร้ายยังคงหลงเหลือในพระโลหิต ทรงคว้ากระบี่ประจำพระองค์ขึ้นมาถือไว้ด้วยพระหัตถ์ที่มั่นคง หลี่มู่เหยาผุดลุกขึ้นยืนตาม นางกวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างผ้าใบ เห็นประกายคบเพลิงสว่างวาบไปทั่วผืนป่าราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาโอบล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทุกทาง ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทก็ก้าวพรวดพราดเข้ามาในกระโจมโดยไม่รอการอนุญาต มือหนายื่นวัตถุชิ้นหนึ่งวางลงบนโต๊ะไม้กลางกระโจมอย่างแรง เสียงโลหิตหยดติ๋ง ๆ ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบ "ทูลท่านอ๋อง... แม่ทัพฝั่งตรงข้ามส่งสิ่งนี้มาให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา หลี่มู่เหยาหันไปมองตาม และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสิ่งของบนโต๊ะ ร่างทั้งร่างของนางก็เย็นเฉียบราวน้ำแข็งสลาย ศีรษะแทบหมุนควายด้วยความตกตะลึง นั่นคือ... ศีรษะที่ถูกตัดขาดของแม่ทัพผู้ดูแลค่ายทหารชายแดนผู้กุมกำลังพลครึ่งหนึ่งของแคว้น และบนหน้าผากของศพนั้น มีตราประทับเลือดรูป 'มังกรห้าเล็บ' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลับเฉพาะขององค์รัชทายาทประทับไว้อย่างเด่นชัด! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ *ไป๋เหลียนฮวา*
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%