กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในความมืด ย่อมชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำรำพันใดๆ
หลี่มู่เหยายืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายหงส์เหิน ปลายเรียวนิ้วของนางสัมผัสผิวด้านของถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาอย่างแผ่วเบา ขณะที่สายตาคู่คมกริบดั่งใบมีดซ่อนในฝักกวัดแกว่งสำรวจร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดแห่งค่ายทหารบูรพา
เฟยหรงอ๋องมิได้ตรัสสิ่งใดในทันที พระองค์ประทับนั่งบนเก้าอี้พนักสูงสลักลายมังกรห้าเล็บ
ฉลองพระองค์ชุดเกราะสีดำสนิทประดับลวดลายเงินยวดยวงขับเน้นพระวรกายให้ดูน่าเกรงขามดุจเทพแห่งสงครามผู้ลงทัณฑ์ ทว่าแววเนตรคมปลาบที่ทอดมองนางกลับเต็มไปด้วยประกายระยับของความลึกล้ำ ยากจะคาดเดาว่าเบื้องพระพักตร์อันเรียบเฉยดั่งน้ำแข็งพันปีนั้น กำลังซ่อนคลื่นใต้น้ำระลอกใดเอาไว้
“เจ้าคงรู้กระมังว่าเหตุใดเปิ่นหวางจึงต้องเชิญแม่นางหลี่มาเยือนถึงกระโจมบัญชาการส่วนตัวในยามวิกาลเช่นนี้” สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดลงอย่างสิ้นเชิง
มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์นั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
“หม่อมฉันเป็นเพียงแพทย์หญิงไร้ชื่อเสียงผู้หนึ่ง หาญกล้าอันใดจะล่วงรู้พระราชประสงค์หรือพระดำริของท่านอ๋องผู้เกรียงไกรเพคะ” น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และเจือแววประชดประชันอยู่จางๆ “เพียงแต่... กลิ่นอายความตายที่ลอยอบอวลอยู่รอบค่ายทหารตงเป่ยในยามนี้ มันรุนแรงเสียจนต่อให้เป็นคนตาบอดหรือจมูกพิการ ก็ย่อมต้องสัมผัสได้อย่างแน่นอนเพคะ”
สิ้นคำกล่าวของนาง บรรยากาศภายในกระโจมพลันเย็นเยียบลงอีกหลายส่วน ทหารองครักษ์ที่ยืนอารักขาอยู่เบื้องนอกต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าศีรษะของสตรีสามหาวผู้นี้จะหลุดจากบ่าในชั่วพริบตา
ทว่าเฟยหรงอ๋องกลับมิได้กริ้ว ตรงกันข้าม พระองค์แย้มพระสรวงน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงเนตร รอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและชวนให้ขนหัวลุก
“ฉลาดนัก... สมกับที่เป็นสตรีผู้สยบพิษสลายวิญญาณได้ด้วยเข็มเงินเพียงเล่มเดียว” เฟยหรงอ๋องทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายกำยำก้าวเข้ามาใกล้ร่างบางทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ากดดันจนลมหายใจของมู่เหยาแทบสะดุด “กองทัพหน้าห้าหมื่นนายของเปิ่นหวางกำลังล้มตายราวกับใบไม้ร่วง อาการไข้สูง อาเจียนเป็นโลหิต และผิวหนังเน่าเปื่อยลุกลามอย่างรวดเร็ว หมอหลวงในสำนักแพทย์หลวงต่างส่ายหน้ายอมจำนน... พวกเขาบอกว่านี่คือ ‘โรคห่า’ ที่สวรรค์ลงทัณฑ์ แต่เปิ่นหวางไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมงี่เง่าเหล่านั้น สิ่งที่เปิ่นหวางเชื่อ มีเพียงทักษะการแพทย์อันล้ำเลิศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นของแม่นางหลี่ต่างหาก”
มู่เหยาเบือนหน้าหนีพระพักตร์ที่โน้มเข้ามาใกล้จนแทบชิด ปลายจมูกของนางเกือบชนเข้ากับแผงอกกว้างที่ห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“โรคระบาดในค่ายทหารครั้งนี้ไม่ใช่โรคห่าตามธรรมชาติอย่างแน่นอนเพคะ แต่มันคือพิษโลหิตมังกรสลาย ที่ผสมผสานกับเชื้อแบคทีเรียจากซากสัตว์เน่าเปื่อย ผู้ใดก็ตามที่ออกแบบกลอุบายนี้ ย่อมต้องการทำลายรากฐานกองทัพของท่านอ๋องให้พินาศสิ้นภายในเดือนเดียว”
ดวงเนตรคมปลาบของเฟยหรงอ๋องหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายจนเทียนไขไหววูบ “เจ้ามองออกตั้งแต่แรก... เช่นนั้นแล้ว เจ้ามีหนทางรักษาทหารของเปิ่นหวางหรือไม่?”
มู่เหยาไม่ตอบในทันที นางถอยหลัง1ก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียม ทว่าแววตาเต็มไปด้วยการต่อรอง
“การรักษาทหารห้าหมื่นนายให้รอดชีวิต ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหม่อมฉันเพคะ... แต่ทว่า การจะให้หม่อมฉันเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสะสางความขัดแย้งในราชสำนักของท่านอ๋อง โดยมิได้สิ่งใดตอบแทน เกรงว่ามันคงจะไม่ยุติธรรมกับความเสี่ยงที่หม่อมฉันต้องเผชิญกระมังเพคะ”
“เจ้าต้องการสิ่งใด เงินทอง อำนาจ หรือตำแหน่งพระชายาเอกแห่งจิ้นอ๋อง?” สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างไร้ความลังเล ราวกับสิ่งล่อตาล่อใจเหล่านั้นเป็นเพียงเศษดินทราย
“หม่อมฉันไม่สนใจเงินทอง ทรัพย์สมบัติเหล่านี้มีแต่จะนำพาภัยมาสู่ตัว และตำแหน่งพระชายา... ก็เป็นเพียงกรงทองที่กักขังอิสรภาพของสตรี” มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว “สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ มีเพียง ‘ความจริง’ ประการเดียว”
“ความจริงอันใด?”
“ความจริงเกี่ยวกับการตายของท่านแม่ทัพหลี่ว์ บิดาบุญธรรมของหม่อมฉัน... และบันทึกคดีลับลับของหน่วยเงาบูรพาเมื่อสิบหี่ปีก่อน ที่ระบุว่าตระกูลหลี่ถูกปรักำคาญในข้อหากบฏอย่างไร้ความยุติธรรม!”
ความเงียบงันราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมกระโจมบัญชาการทันทีที่คำกล่าวนี้หลุดจากเรียวปากบาง เฟยหรงอ๋องทรงชะงักพระองค์ไปชั่วขณะ พระพักตร์ที่เคยเรียบเฉยพลันปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจเป็นครั้งแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกยากหยั่งถึง
“เจ้ากล้ามากนัก... ที่ใช้กองทัพห้าหมื่นนายมาต่อรองเพื่อรื้อฟื้นคดีกบฏที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงสั่งปิดตาย” เฟยหรงอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ทว่าแววเนตรกลับทอประกายความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด พระองค์โน้มพระวรกายเข้าไปกระซิบข้างพระ कर्ण (ใบหู) ของนางด้วยสุรเสียงที่สั่นสะท้อนถึงก้นบึ้งหัวใจ “หากเปิ่นหวางยอมเปิดเผยบันทึกหน้านั้นให้เจ้า... เจ้าต้องให้คำมั่นสัญญาด้วยชีวิต ว่าทหารของเปิ่นหวางทั้งหมด จะต้องหายเป็นปกติภายในเจ็ดวัน!”
มู่เหยายิ้มรับ รอยยิ้มที่งดงามราวดอกไม้พิษที่ผลิบานในคืนเดือนมืด นางยื่นมือเรียวออกไปเบื้องพระพักตร์
“ตกลงเพคะท่านอ๋อง... หมอที่ดี ย่อมไม่เคยผิดคำพูดต่อคนไข้ เช่นเดียวกับผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ย่อมต้องรักษา ‘สัจจะ’ ยิ่งกว่าชีวิต”
เฟยหรงอ๋องทรงทอดพระเนตรเรียวนิ้วเรียบเนียนที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนจะทรงยกพระหัตถ์ขึ้นกุมมือนางไว้แน่น สัมผัสนั้นอบอุ่นและทรงพลัง ราวกับคำประกาศิตที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกที่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... ราชโองการด่วนจากเมืองหลวงถูกส่งมาถึงหน้าค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
มู่เหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง ขณะที่เฟยหรงอ๋องทรงปล่อยพระหัตถ์ช้าๆ ดวงเนตรคมกริบเปล่งประกายความเหี้ยมเกรียมขึ้นอีกคราเมื่อทอดพระเนตรไปยังผ้าม่านกระโจมที่ถูกเปิดออก พร้อมกับขันทีเฒ่าผู้หนึ่งในชุดคลุมสีม่วงเข้ม ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการม้วนสีเหลืองทองอร่ามในมือ และรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันเหี่ยวย่น
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ
เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 10
ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!