กรรไกรทองคำเล่มเล็กคมกริบตัดผ่านก้านดอกเหมยแดงที่เพิ่งต้องน้ำค้างยามราตรีจนขาดสะบั้นอย่างแม่นยำ ปลายกลีบสีชาดร่วงหล่นลงสู่ผิวน้ำในอ่างเคลือบมุกส่งเสียงเบาราวเสียงถอนหายใจ
หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะปรายหางตาแลมองร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูตำหนักแพทย์หลวงเข้ามาโดยไม่ประกาศนาม นางเพียงจรดปลายนิ้วเรียวสวยลงบนชีพจรบนข้อมือของนางสนองพระโอษฐ์ที่กำลังนอนพักฟื้นด้วยความสงบนิ่ง ราวกับบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินผู้นี้เป็นเพียงธาตุอากาศธาตุหนึ่งเท่านั้น
"สนมเอกเหวินอาการดีขึ้นมากแล้ว หากเสวยยาต้มนี้ติดต่อกันอีกสามวัน รอยแผลเป็นจากพิษผื่นคันย่อมจางหายจนหมดสิ้น" มู่เหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นางวางข้อมือของคนไข้ลงอย่างทะนุถนอม พร้อมกับดึงม่านผ้าโปร่งสีนวลลงมากั้นขอบเขตระหว่างความเป็นส่วนตัวกับผู้มาเยือนอย่างไม่ไยดี
เฟยหรงอ๋อง – หลี่โม่เฉิน ยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลังเงาอัคคีจากตะเกียงสำริด สายตาคมปลาบดั่งใบมีดกวาดมองทุกกิริยาอาการที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งถือดีนั้น ความเงียบงันภายในห้องโถงกว้างกดดันจนนางกำนัลและขันทีรอบกายต้องรีบถอยรอนไปคุกเข่าอยู่หน้าประตูกันหมดสิ้น
นี่ไม่ใช่สตรีคนแรกที่แสดงท่าทีเย็นชาต่อเขา สตรีในราชสำนักและห้องหอสูงต่างหวาดกลัวหรือพยายามเข้าหาด้วยเล่ห์กลสารพัด แต่ไม่มีผู้ใด... ไม่มีผู้ใดเลยที่แสดงออกถึงความ "เบื่อหน่าย" ต่อการมีตัวตนของเขาได้อย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติเช่นนี้
"เจ้ากล้าเมินเฉยต่ออ๋องผู้นี้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ หมอหญิงหลี่"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราวเสียงคำรามแผ่วเบาของพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังหยอกล้อเหยื่อในกรงขัง โม่เฉินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษอันทรงพลังและกลิ่นอายสนิมเหล็กจากสนามรบโชยปะทะปลายจมูกของมู่เหยา แต่นางกลับไม่มีทีท่าสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงหยิบผ้าแพรสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดกรรไกรทองคำทีละเล่มอย่างใจเย็น
"หม่อมฉันเป็นเพียงแพทย์ผู้รักษาโรค หน้าที่คือดูแลอาการประชวรของราชนิกุล หาใช่ขุนนางในราชสำนักที่จะต้องคุกเข่าคำนับทักทายผู้ใดเพคะ... อีกอย่าง หากท่านอ๋องทรงว่างเว้นจากการตรวจราชการชายแดน จนมีเวลามาเดินตรวจเรือนพักของหม่อมฉัน เกรงว่าเสนาบดีซ่งคงจะนอนตาไม่หลับเป็นแน่"
คำพูดที่เจือด้วยวาจาเสียดสีอย่างนิ่มนวลแต่วิคมคมคายทำให้มุมปากหยักลึกของหลี่โม่เฉินกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่มิใช่รอยยิ้ม ดวงตาคมกريบพินิจพิเคราะห์ใบหน้างามที่สงบนิ่งราวกับภาพวาดเซียน สตรีผู้นี้มีความลับซ่อนอยู่มากมาย... ตั้งแต่โอสถถอนพิษที่นางปรุงขึ้นเองอย่างไร้ร่องรอย ไปจนถึงดวงตาคู่ที่สะท้อนความรู้เท่าทันโลกใบนี้จนน่าประหลาดใจ
ในอดีต เขามองนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เสด็จพ่อพระราชทานมาเพื่อผูกมัดหรืออาจจะเป็นสายลับจากตระกูลขุนนางฝ่ายตรงข้าม ทว่ายามนี้... ยามที่นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความหวาดกลัว ไอร้อนแปลกประหลาดบางอย่างกลับแล่นริ้วขึ้นในอกแกร่ง
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว มู่เหยา" โม่เฉินโน้มกายลงกระซิบชิดริมหูของนาง จนเส้นผมสีดำสนิทของเขาระเข้ากับลำคอระหง "ความฉลาดมักนำพาภัยมาสู่ตัว... เจ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่ง ข้าอาจจะสั่งตัดหัวเจ้าข้อหาหมิ่นพระเกียรติ?"
มู่เหยาชะงักมือที่กำลังจัดเทียบยา นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเย้ยหยันชัดเจน ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆ ทั้งสิ้น
"หากความตายเป็นสิ่งที่ท่านอ๋องประทานให้ หม่อมฉันคงทำได้เพียงน้อมรับเพคะ... แต่ทว่า เกรงว่าหากหม่อมฉันตายไปในตอนนี้ โรคประหลาดที่กำลังกัดกินพระวรกายของไทเฮา คงจะหาหมอหลวงคนใดในใต้หล้ารักษาให้หายขาดไม่ได้อีกเช่นกัน"
เปรี้ยง! ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่านกลางใจบุรุษผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อผู้ใด หลี่โม่เฉินหรี่ตาลงแคบ รัศมีอำนาจแผ่ซ่านออกมารุนแรงจนเปลวเทียนวูบไหว แต่ทว่าแววตาที่เขามองนางในยามนี้กลับมิได้มีความโกรธเกรี้ยว... มันคือประกายความสนอกสนใจอย่างลึกล้ำที่ถูกจุดประกายขึ้น ดั่งไฟป่าที่ลุกลามเลียผืนป่าอันแห้งแล้ง
เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะเชยคางมนขึ้นมาพิจารณาให้ชัดเจน แต่มู่เหยาเบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็วดุจปลาไหล พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโค้งตัวคำนับตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด
"ดึกมากแล้วเพคะ ทรงโปรดเสด็จกลับตำหนักเถิด หม่อมฉันต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมตรวจอาการคนไข้ในยามเช้า"
โม่เฉินมองมือของตนเองที่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า หัวใจแกร่งกลับรู้สึกราวกับถูกสะกิดด้วยกรงเล็บแมวป่าตัวน้อย นางกล้าปฏิเสธเขา... กล้าผลักไสเขาอย่างไม่ไว้หน้า ทว่านั่นยิ่งทำให้ความอยากเอาชนะในตัวแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ลุกโชนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
เขายืนนิ่งมองร่างระหงที่เดินหายเข้าไปยังห้องด้านในอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างมีความหมาย ดวงตาคมกริบทอประกายล้ำลึกราวกับนักล่าที่เพิ่งพบเจอเหยื่ออันน่าพึงใจที่สุดในรอบหลายปี
ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินออกจากตำหนัก เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงหอบหายใจสะท้านที่บ่งบอกถึงเรื่องราวอันตรายระดับคอขาดบาดตาย
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระสาส์นลับจากชายแดนเหนือ... กองทัพของแคว้นเป่ยหรงทะลวงค่ายกลแตก และ... และองค์ชายรองทรงถูกลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จตรวจการณ์พ่ะย่ะค่ะ!"
โม่เฉินชะงักฝีเท้า รัศมีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งแผ่กระจายไปทั่วห้องทันที มือหนาที่กำกระบี่ข้างกายบีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ดวงตาคมกวาดมองไปที่ม่านผ้าโปร่งสีนวลซึ่งซ่อนร่างของสตรีผู้เยือกเย็นไว้ ก่อนจะตวัดกลับมามองขันทีด้วยแววตาดุดันอำมหิต
"เตรียมม้าทันที!"
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ*
เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 9
แววตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!