เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 13

คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"รอยพับที่มุมกระดาษนี้... เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลหลี่สายรองอย่างแท้จริง" เสียงกระซิบอันแผ่วเบาของหลี่มู่เหยาเจือไปด้วยความเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ กระดาษแผ่นบางที่เพิ่งค้นพบจากรังโจรภูเขาซานซีในบทก่อนหน้ายังคงสั่นระริกอยู่ปลายนิ้ว ภาพลายมือเส้นตวัดเฉียบคมแต่มั่นคงนั้นนางไม่มีทางจดจำผิดเป็นอื่น มันคือลายมือของฮูหยินรอง 'หลี่ว์ซื่อ' ผู้เป็นแม่เลี้ยงผู้ประดุจดอกบัวขาวแต่ซ่อนพิษร้ายไว้ภายในของนางเอง เหตุใดคำสั่งสังหารนางและแผนการลอบขนอาวุธเถื่อนจึงเชื่อมโยงไปยังสตรีในเรือนหลังผู้ไม่เคยย่างกรายออกนอกจวนเสนาบดีได้? หรือหมากกระดานนี้จะใหญ่โตและซับซ้อนเกินกว่าที่นางคาดการณ์ไว้หลายเท่า ยังไม่ทันที่มู่เหยาจะได้ไตร่ตรองถึงความเชื่อมโยงอันมืดมนนี้ เสียงแหวกอากาศของลูกศรอาบยาพิษก็ดังแหวกความเงียบสงบยามราตรีเข้ามาดุจเสียงกรีดร้องของภูตผี "ระวัง!" ร่างสูงใหญ่ของเฟยหรงอ๋องพุ่งเข้าประชิดตัวนางในเสี้ยววินาที ไหล่กว้างของบุรุษผู้ทรงอำนาจแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬกลายเป็นโล่มนุษย์ที่เข้ามารับคมธนูแทนที่ร่างระหงอย่างไม่ลังเล เสียงเนื้อกระทบกับโลหะและเสียงฉีกขาดของอาภรณ์เนื้อดีดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณอับชื้นของศาลาพักแรมกลางป่าไผ่ "ท่านอ๋อง!" มู่เหยาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณของแพทย์หญิงผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนตื่นตัวขึ้นทันที นางคว้าแขนเสื้อของเขาไว้โดยไม่สนใจกฎเกณฑ์สำรวมใดๆ ทั้งสิ้น แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลอดผ่านหมู่แมกไม้ลงมา ทาบทับใบหน้าคมคายของเฟยหรงอ๋องที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์คู่นั้นกลับมิได้ทอประกายความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากลับยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันให้กับความไร้ฝีมือของมือสังหารเงาที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ก่อนจะตวัดกระบี่ประจำกายออกสะบัดเพียงครั้งเดียว ปลายคมกระบี่ก็อาบไปด้วยโลหิตของนักฆ่าที่ลอบเข้ามาประชิดตัวในความมืดจนต้องถอยร่นไป "เจ้า... บาดเจ็บสาหัสแล้ว เหตุใดจึงเอาตัวมารับลูกศรแทนหม่อมฉันเล่า?" มู่เหยาเอ่ยถาม เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความเยือกเย็นที่เคยมีมาตลอดแทบจะพังทลายลงเมื่อเห็นหยาดโลหิตสีเข้มซึมผ่านอาภรณ์สีเข้มบริเวณหัวไหล่ของเขา "หากเจ้าเป็นอะไรไป... แผ่นดินนี้ ต่อให้ข้าได้ครอบครองบัลลังก์มังกรไร้ใจนี้แล้ว จะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า" เฟยหรงอ๋องกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคงหนักแน่นดั่งหินผา ดวงตาคู่นั้นมองลึกเข้ามาในดวงตาของนาง สะท้อนภาพสตรีผู้ปราดเปรื่องที่ตอนนี้กลับมีหยาดน้ำใสคลอหน่วยอย่างน่าสงสาร บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่ง เสียงหริ่งหรีดเรไรและเสียงสายลมพัดผ่านราวกับเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงหัวเต้นระรัวของคนทั้งสองที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในอก ในช่วงเวลาความเป็นความตายนี้ กำแพงทิฐิและเล่ห์กลทางการเมืองที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวถูกทลายลงจนหมดสิ้น มู่เหยารวบรวมสติ สัมผัสได้ถึงพิษร้ายที่เริ่มแผ่ซ่านจากหัวไหล่ของเขาเพราะสีหน้าที่เริ่มซีดเซียว นางไม่รอช้า ฉีกชายผ้าอาภรณ์ของตนเองออกอย่างไร้ความเสียดาย ก่อนจะกดจุดสกัดชีพจรบริเวณไหปลาร้าของเขาอย่างแม่นยำเพื่อป้องกันมิให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจ มือเรียวบางสั่นเล็กน้อยยามเมื่อต้องสัมผัสแผลฉกรรจ์นั้น แต่วิชาแพทย์ที่เรียนรู้มาทำให้จิตใจกลับมานิ่งสงบอย่างรวดเร็ว "ท่านอ๋อง... อย่าเพิ่งหลับตานะคะ มองหน้าหม่อมฉันไว้" นางเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ดึงขวดหยกบรรจุโอสถสลายพิษพันปีที่พกติดตัวไว้ออกมาอย่างรวดเร็ว บดมันด้วยปลายนิ้วแล้วทาลงบนบาดแผลฉกรรจ์อย่างระมัดระวัง เฟยหรงอ๋องกัดฟันรับความเจ็บปวดจากการรักษา โดยมิได้เปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ สายตาคมปลายมองการกระทำอันเด็ดเดี่ยวและเปี่ยมด้วยความห่วงใยของสตรีตรงหน้า ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหล ผ่านไปชั่วก้านธูป โลหิตสีดำคล้ำที่เคยไหลรินก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงสด ลมหายใจที่ติดขัดของเฟยหรงอ๋องกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง ทว่าเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะยอมขยับตัวถอยห่างจากร่างของนาง ร่างสูงยังคงโน้มตัวลงมาใกล้ จนกระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนุ่ม "มู่เหยา..." เขาเอמהเรียกชื่อนางแผ่วเบา ราวกับเสียงถอนหายใจ "นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าเบื้องหลังของเจ้านจะพัวพันกับตระกูลใด หรือมีศัตรูหน้าไหนหมายเอาชีวิต เจ้าจะมีข้า... ยืนหยัดเคียงข้างเสมอ" คำสัตย์สาบานอันหนักแน่นดั่งขุนเขาถูกเอ่ยขึ้นภายใต้แสงจันทร์สลัว มู่เหยาแหงนหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพ หัวใจดวงน้อยที่เคยปิดตายด้วยความระแวงระวังในวังหลังอันเน่าเฟะ กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่ขวางทาง แต่ในยามนี้ พยัคฆ์ร้ายตัวเดียวกันกลับยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนาง "หม่อมฉันเชื่อใจท่าน... เฟยหรงอ๋อง" นางเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงไม่แพ้กัน ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกลิ่นอายความตายและคมดาบ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้าวข้ามผ่านคำว่าผลประโยชน์ทางการเมืองไปโดยปริยาย มันคือพันธสัญญาแห่งเลือดและวิญญาณที่ยากจะสะบั้นลงได้ ทว่า ความเงียบสงบยามราตรีหาได้คงอยู่ยาวนานไม่... ในขณะที่มู่เหยากำลังจะเก็บขวดโอสถเข้าที่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นก้องกังวานจากเบื้องล่างเนินเขา พร้อมกับแสงคบเพลิงนับร้อยที่สว่างวาบขึ้นราวกับทะเลเพลิงล้อมรอบศาลาพักแรมแห่งนี้ไว้ทุกด้าน เงาร่างของทหารเกราะเหล็กนับร้อยนายก้าวขึ้นมาพร้อมกับธงประจำกองทัพหลวง และร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมผ้าแพรปักลายหงส์ทอง ผู้ก้าวเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ "ถวายพระพร... เสด็จอา" เสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความริษยาและอำนาจมืดเอ่ยทักทายขึ้น พร้อมกับร่างของ 'องค์หญิงฉางle' ที่ก้าวออกมาจากแถวทหาร พร้อมกับชูพระราชโองการลับฉบับใหม่ในมือขึ้นสูง "ใต้แสงจันทร์เช่นนี้... ช่างเป็นภาพที่น่าดูชมยิ่งนัก เสด็จอาทรงบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้เกรงว่าจะไม่สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้ตามกำหนดแล้วกระมังเพคะ... และส่วนเจ้า หลี่มู่เหยา โทษฐานลักลอบติดต่อกับโจรภูเขาและคบชู้สู่ชาย... มีพระราชโองการด่วนให้ประหารชีวิตทันที!" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันลึกล้ำนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้าค่ะ หวังว่าจะประทับใจในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%