กลิ่นอับของสนิมเหล็กและดินปืนผสมผสานกันอย่างน่าสะอิดสะเอียนในความมืดทึบเบื้องล่าง โกดังสินค้าท่าเรือร้างแห่งนี้ถูกใช้เป็นฉากหน้าของเครือข่ายค้าโบราณวัตถุข้ามชาติที่ ดร.ศศิธร และภาคินกำลังตามล่า
"ขยับซ้ายอีกนิดครับศศิ... หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์กะพริบถี่แบบนั้น แปลว่าวงจรไฟฟ้ากำลังเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ถ้าคุณก้าวพลาดไปอีกสิบเซนติเมตร สัญญาณเตือนภัยจะดังลั่นตึก และพวกมันจะเอาหัวเราไปประดับเป็นแจกันโบราณแทนวัตถุกำยานอียิปต์พวกนั้น"
เสียงกระซิบต่ำทุ้มดังขึ้นจากความมืดทางด้านซ้าย ภาคินขยับกายเข้าประชิดแผ่นหลังของเธออย่างแนบเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอระหงท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นเยียบจนขนลุกชัน ศศิธรไม่แม้แต่จะหันไปมองค้อน เธอรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สมาธิคือเกราะป้องกันเดียวที่มี
"ฉันคำนวณระยะก้าวไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาสอนเรื่องฟิสิกส์พื้นฐานหรอกครับ... ภาคิน" ศศิธรตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็น แต่แฝงแววประชดประชันเล็กน้อย มือเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำค่อยๆ บรรจงใช้ลวดเส้นเล็กเขี่ยกลอนประตูลับของตู้คอนเทนเนอร์เหล็กกล้าตรงหน้าอย่างระมัดระวัง
นี่คือ "การแทรกซึม" เข้าสู่รังลับของศัตรูที่อันตรายที่สุดเท่าที่ทั้งคู่เคยเผชิญมา
เบื้องหลังประตูบานนี้คือคลังสมบัติผิดกฎหมายที่ถูกขุดค้นทำลายจากแหล่งโบราณคดีอายุหลายพันปี ศศิธรขบกรามแน่นด้วยความโกรธกรุ่นเมื่อนึกถึงซากอารยธรรมที่ถูกทำลายล้างเพื่อแลกกับเม็ดเงินมหาศาล ความยึดมั่นในหลักการทางโบราณคดีและจรรยาบรรณของเธอร่ำร้องให้กวาดล้างคนพวกนี้ให้สิ้นซาก แต่อุดมการณ์ที่บริสุทธิ์นั้นกำลังเดินเคียงคู่ไปกับชายหนุ่มผู้มีวิธีคิดสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง—นักล่าสมบัติที่มองประวัติศาสตร์เป็นเพียงมูลค่าทางราคา
"คุณกำลังใช้ความโกรธนำทางอีกแล้วนะศศิ" ภาคินเอ่ยเบาๆ ราวกับอ่านความคิดของเธอออก นิ้วเรียวแข็งแรงเอื้อมมาแตะข้อศอกเธอเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้หยุดมือชั่วขณะ "นักโบราณคดีมักพลาดท่าให้แก่ความตื่นตระหนกเสมอเมื่อเห็นอารยธรรมถูกย่ำยี แต่สำหรับผม... เราต้องใจเย็นพอที่จะมองหา 'รอยตำหนิ' ที่พวกมันจงใจซ่อนไว้"
ศศิธรเหลือบสายตาขึ้นมองเขาผ่านความสลัว แววตาของทั้งคู่ประสานกันในความมืด มีแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างที่ทรงพลังยิ่งกว่าสนามแม่เหล็ก ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไม่ได้ผลักไสพวกให้ออกห่าง กลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ดึงให้ทั้งสองคนต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างไร้ทาง
*แกร๊ก*
เสียงกลอนตู้คอนเทนเนอร์ดีดตัวออกเบาๆ เป็นสัญญาณว่าความพยายามสำเร็จ
ศศิธรผลักบานประตูเหล็กหนาหนักให้เปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นอายของความตายและกาลเวลาโชยปะทะใบหน้า ทันทีที่ไฟฉายแรงสูงส่องสว่างขึ้น ภาพเบื้องหลังตู้คอนเทนเนอร์ก็ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกຶกลง
มันไม่ใช่ห้องเก็บสินค้าธรรมดา... แต่มันคืออุโมงค์ใต้ดินที่ถูกขุดเจาะลงไปในชั้นหินดานโบราณ ผนังอุโมงค์ถูกประดับด้วยภาพสลักนูนต่ำของอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่สูญหาย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับลวดลายบนศิลาจารึกปริศนาที่พวกเขาตามหา
"ให้ตายเถอะ..." ภาคินอุทานเบาๆ ดวงตาคมกริบเป็นประกายวับด้วยความตื่นตะลึง "นี่ไม่ใช่แค่แหล่งค้าของเถื่อนธรรมดา... พวกมันกำลังค้นหา 'ประตู' จริงๆ"
ศศิธรย่างเท้าก้าวเข้าไปในอุโมงค์ แสงไฟฉายสาดส่องกระทบกับเสาหินศิลาแลงที่ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ ทว่าความงามของสถาปัตยกรรมโบราณกลับถูกทำลายด้วยเครื่องมือขุดเจาะสมัยใหม่และสายไฟระโยงระยางที่พาดผ่านภาพสลักอันทรงคุณค่า เธอรู้สึกเจ็บแปลบในอกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง
"พวกมันกำลังทำลายประวัติศาสตร์เพื่อแลกกับความเป็นอมตะ..." ศศิธรกัดริมฝีปากจนห่อเลือด น้ำเสียงสั่นเทือกระคนด้วยความชิงชัง "ไอ้พวกสารเลว..."
"ระวัง!"
ภาคินพุ่งเข้าชาร์จร่างบางของศศิธรจนล้มกลิ้งหลบไปข้างเสาหินศิลาแลงทันที ก่อนที่กระสุนปืนเก็บเสียงนัดหนึ่งจะพุ่งแหวกอากาศปักเข้าใส่ผนังหินตรงจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่จนสะเก็ดหินกระจายว่อน
ความเงียบสงบถูกทำลายลงในเสี้ยววินาที เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังวิ่งตรงเข้ามาจากปลายอุโมงค์มืดเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงตะโกนเป็นภาษาต่างประเทศที่ดังสะท้อนก้องกราบ
"เราถูกพบตัวแล้ว!" ภาคินคำรามในลำคอ ดึงอาวุธปืนพกออกจากซองใต้เสื้อสูทอย่างรวดเร็ว สายตาคมกวาดมองทางหนีทีไล่รอบตัวอย่างฉับไว
ศศิธรดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด เธอยันกายลุกขึ้นพิงเสาหินพร้อมกับหยิบมีดพกสนามออกมาเตรียมพร้อม "ทางแยกข้างหน้าเลี้ยวซ้าย มีบันไดหนีไฟขึ้นสู่โกดังชั้นบน... ตามฉันมา!"
ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืดของอุโมงค์โบราณท่ามกลางเสียงกระสุนที่ไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด อะดรีนาลีนในกายหลั่งพล่าน ภาพสลักโบราณสองข้างทางเลือนหายไปในความเร็วของการหลบหนี ศศิธรใช้ความคุ้นเคยกับแผนผังโครงสร้างใต้ดินที่เธอแอบศึกษามาก่อนหน้านี้พานำทาง ภาคินคอยยิงคุ้มกันและระวังหลังให้อย่างรู้ใจ เคมีระหว่างนักโบราณคดีสาวผู้เคร่งครัดกับนักล่าสมบัติเจ้าเล่ห์หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในสมรภูมิแห่งความเป็นความตายนี้
ทว่า... เมื่อวิ่งมาถึงทางแยกเบื้องหน้า ศศิธรกลับต้องชะงักฝีเท้ากึกลงจนภาคินเกือบพุ่งชนแผ่นหลังของเธอ
"ทำไมถึงหยุดล่ะศศิ ทางออกอยู่ข้างหน้านี่นา!" ภาคินเร่งเร้าพลางหันไปยิงสกัดกระสุนนัดสุดท้ายใส่เงาศัตรูที่ตามมา
"ไม่ใช่..." ศศิธรพึมพำด้วยใบซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงยามเมื่อแสงไฟฉายสาดส่องกระทบเข้ากับวัตถุกลางห้องโถงย่อย
มันไม่ใช่ทางหนีไฟ... แต่มันคือห้องลับทรงกลมที่ใจกลางประดิษฐานแท่นบูชาหินออบซิเดียนสีดำสนิท บนแท่นนั้นมีร่างของมนุษย์คนหนึ่งถูกมัดตรึงไว้ในสภาพที่ไร้วิญญาณ หน้าอกถูกกรีดด้วยสัญลักษณ์โบราณ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... บนศพนั้นมีสมุดบันทึกหนังสีดำคุ้นตาตกอยู่
ศศิธรก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างไม่รู้ตัว มือเรียวสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน หน้ากระดาษเปรอะเปื้อนคราบเลือดสีเข้ม และลายมือที่เขียนด้วยหมึกสีดำบรรทัดสุดท้ายทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
*บันทึกหน้าสุดท้าย... เขียนด้วยลายมือของอาจารย์ที่เสียชีวิตปริศนาในแหล่งโบราณคดีต้องห้ามเมื่อห้าปีก่อน*
*"ถ้าเธอกำลังอ่านบันทึกเล่มนี้อยู่... ศศิ... แสดงว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอตอนนี้ คือผู้ทรยศตัวจริง"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ - บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 30
การแทรกซึม
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!