ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 29

แกะรอยสู่รังลับ

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงกบร้องระงมจากผืนน้ำเน่าเสียข้างทางแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝนที่เริ่มลงเม็ดปรอยๆ ความชื้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสนิมเหล็กและโคลนตม คลังสินค้าหมายเลข 7 ริมแม่น้ำเจ้าพระยาชานเมืองตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าราวกับซากศพของอุตสาหกรรมในอดีตที่ถูกลืมเลือน แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางหลวงส่องกระทบตัวถังรถยนต์ SUV สีดำทึบที่จอดหลบมุมอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ใหญ่ ภายในห้องโดยสารที่แคบและอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟดำเย็นชืดและกลิ่นอายความเคร่งเครียด ทั้งสองชีวิตในรถต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง "สัญญาณนิ่งสนิทอยู่ที่มุมตึกด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ..." ดร.ศศิธรเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบคม นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือหนังสีดำกดซูmหน้าจอแท็บเล็ตในมือเพื่อตรวจสอบพิกัด GPS จากเครื่องติดตามที่พวกเขาแอบซ่อนไว้ในกระเป๋าเอกสารของเป้าหมายเมื่อช่วงบ่าย แววตาหลังกรอบแว่นสายตาฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เธอกำลังประเมินความเสี่ยงทุกตารางนิ้วในหัว "แต่มันเงียบเกินไป..." ภาคินเอ่ยแย้งขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือความเย้ยหยันจางๆ แต่ดวงตาคมกริบกลับกวาดมองไปรอบอาคารร้างอย่างระแวดระวัง ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคลายกล้ามเนื้อไหล่ มือขวาล้วงเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตหนังเพื่อทาบกับความเย็นเฉียบของด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ "ระดับพวกมัน... รู้ทั้งรู้ว่าเรากำลังตาม รังหนูแห่งนี้อาจไม่ใช่ที่กบดาน แต่มันคือ 'หลุมพราง' ที่ขุดรอไว้ฝังเราต่างหาก ดร.ศศิธร" ศศิธรหันมามองคู่หูชั่วครู่ แววตาของนักโบราณคดีสาวแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยเมื่อต้องปะทะกับสายตารู้ทันของชายหนุ่ม "ถ้ากลัวนัก คุณจะถอยตอนนี้ก็ยังทันนะครับ ภาคิน" เธอย้อนถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท "นักล่าสมบัติอย่างคุณคงไม่ชอบเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในโกดังสินค้าเก่าๆ ที่มีแต่กลิ่นปลาเน่าหรอกกระมัง" ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนศศิธรต้องเอนตัวหลบโดยสัญชาตญาณ กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส "ถอยเหรอครับ? คำว่าถอยไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของผม..." ภาคินกระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังจนน่าขนลุก "อีกอย่าง... ผมยอมพลาดสมบัติประวัติศาสตร์ได้ แต่ผมไม่ยอมปล่อยให้คุณเดินเข้าไปตายคนเดียวเด็ดขาด เพราะถ้าไม่มีคุณคอยเบรกความบ้าบิ่นของผม ใครล่ะจะคอยเตือนสติผมว่าโลกนี้ยังมีกฎหมายอยู่" ศศิธรเบือนหน้าหนีซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างรวดเร็ว เธอเกลียดนักเวลาที่ผู้ชายคนนี้ใช้วิธีพูดจายียวนกลบเกลื่อนความห่วงใย แต่วินาทีนี้ ไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำเรื่องอุดมการณ์อีกแล้ว ปลายทางเบื้องหน้าคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเชื่อมโยงการสูญหายของอาจารย์เธอกับเครือข่ายค้าวัตถุโบราณข้ามชาติ "สิบวินาทีจากนี้..." ศศิธรเปลี่ยนเรื่องทันที นิ้วเรียวจิ้มลงบนหน้าจอเพื่อปิดสัญญาณรบกวน "เราจะแยกกันเข้าทางประตูหลังและช่องระบายอากาศด้านข้าง ผมจะดึงความสนใจของพวกมัน ส่วนคุณ... ใช้เซ้นส์พิลึกๆ ของคุณหาทางเข้าไปในห้องใต้ดินให้เร็วที่สุด" "รับทราบครับ ท่าน ดร." ภาคินยิ้มมุมปาก มือผลักประตูรถออกอย่างเงียบเชด สายตาของทั้งคู่ประสานกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของทั้งสองจะหายกลืนไปกับความมืดและสายฝนที่โปรยปรายลงมาหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศภายในโกดังเก่าอบอวลไปด้วยฝุ่นผงและกลิ่นอับชื้นของกระดาษลังเก่าๆ ที่กองพะเนินสูงท่วมหัว แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคากระเบื้องสาดส่องลงมาเป็นลำแสงสีเงินยวงตัดกับความมืดมิดในอาคาร ศศิธรเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบราวกับแมวป่า เธอใช้กองลังไม้สูงทึบเป็นโล่กำบัง สายตากวาดมองไปรอบบริเวณอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายใต้การควบคุมของสติสัมปชัญญะที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ทว่า สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกเธอว่า... มีบางสิ่งผิดปกติ สัญญาณเครื่องติดตามไม่ได้ขยับไปไหนเลย มันยังคงอยู่ตรงกลางโถงโกดัง... แต่มันนิ่งสนิทเกินไป ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของมนุษย์ มีเพียงเสียงหยดน้ำฝนที่รั่วลงมาจากหลังคาดังติ๋งๆ เป็นระยะ *กับดัก...* คำพูดของภาคินแวบเข้ามาในหัว ฉับพลันนั้นเอง แสงไฟสปอตต์ไลท์แรงสูงหลายดวงก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกันจากทุกมุมมืด สาดแสงจ้าจนศศิธรต้องยกมือขึ้นป้องตาตามสัญชาตญาณ เงาร่างสีดำนับสิบคนก้าวออกมาจากหลังกองลังสินค้า พร้อมกับอาวุธปืนออโตเมติกที่ยกเล็งตรงมายังจุดที่เธอยืนอยู่ "ยินดีต้อนรับครับ ดร.ศศิธร..." เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังมาจากด้านบนชั้นลอยของโกดัง ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบก้าวออกมาจากราวระเบียงเหล็กสนิมเขรอะ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาคมกริบมองลงมายังนักโบราณคดีสาวราวกับเหยื่อในกรงเล็บ "ผู้พันสมชาย..." ศศิธรกัดฟันกรอด ข้อมูลในหัวประมวลผลอย่างรวดเร็ว ตำรวจระดับสูงที่ควรจะเป็นผู้กวาดล้างขบวนการนี้ กลับกลายเป็นหัวหน้าตัวจริงเสียเอง "น่าเสียดายจริงๆ นะครับที่คุณดื้อรั้นเกินไป ถ้าคุณยอมรับเงินก้อนนั้นแล้วปิดปากเงียบเหมือนคนอื่นๆ คุณคงไม่ต้องมาจบชีวิตในที่อับชื้นแบบนี้" สมชายกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ "ประวัติศาสตร์น่ะ ปล่อยให้มันฝังดินไปเถอะครับ ขุดขึ้นมาก็มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนเป็นๆ เสียเปล่า" ศศิธรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความกลัว เธอยืนหยัดหลังตรง เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวต่อปากกระบอกปืนนับสิบกระบอกที่จ่ออยู่ตรงหน้า "ประวัติศาสตร์อาจจะไม่มีชีวิต แต่มันมีความจริง... และความจริงไม่มีวันถูกกลบฝังด้วยกระสุนปืนของคุณหรอกค่ะ!" เธอโต้กลับด้วยน้ำเสียงกังวานและเด็ดเดี่ยว สมชายหัวسเราะในลำคอ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นขึ้นทันที "ปากกล้าดีนี่ครับ... งั้นก็แสดงว่าคุณเลือกทางเดินของคุณเองแล้ว จัดการซะ..." นิ้วของมือปืนบนชั้นลอยเริ่มขยับเข้าใกล้ไกปืน ทว่า ก่อนที่เสียงคำรามของมรณะจะทันได้ลั่นไก ผืนผนังด้านหลังกองลังสินค้าฝั่งทิศตะวันออกก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงอัดมหาศาล! *ตูม!* เสียงระเบียงเหล็กพังครืนพร้อมกับฝุ่นควันและเศษปูนที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนพุ่งทะยานผ่านกลุ่มควันเข้ามาพร้อมกับเสียงคำรามก้อง "หมอบลง, ศศิ!" ภาคินนั่นเอง! ชายหนุ่มกลิ้งตัวหลบห่ากระสุนที่สาดสวนมาอย่างบ้าคลั่ง มือขวายกปืนกลยุทธ์ยิงกดดันขึ้นไปยังชั้นลอยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน แรงระเบิดเมื่อครู่ทำให้ระบบไฟในโกดังช็อตและดับวูบลงทันตก ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้งท่ามกลางเสียงโกลาหล ศศิธรไม่รอช้ารีบพุ่งตัวหลบหลังแนวเสาคอนกรีต หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกปนอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน แต่ก่อนที่เธอจะทันตั้งสติ มือหนาของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่ข้อศอกของเธอแล้วลากตัวเข้าไปในห้องเก็บของเล็กๆ มืดทึบที่อยู่ใกล้ที่สุด กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยและสัมผัสอันหนักแน่นทำให้เธอรู้ทันทีว่าเป็นใคร "คุณบ้าหรือไง!" ศศิธรหอบหายใจแรงกระซิบดุใส่คนที่ดึงเธอเข้ามา "นั่นมันกองกำลังติดอาวุธนะ ไม่ใช่การขุดสุสานโบราณ!" ภาคินดันตัวเธอแนบชิดกับผนังห้องมืด มือข้างหนึ่งปิดปากเธอไว้ไม่ให้ส่งเสียงเล็ดลอดออกไป ส่วนอีกข้างถือปืนเตรียมพร้อมกับประตูที่กำลังจะถูกพัดกระแทกเข้ามา ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรดอยู่ใกล้ใบหน้าจนสัมผัสได้ในความมืด ในความเงียบงันชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของศัตรูที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ประตูห้อง ภาคินโน้มใบหน้ากระซิบเบาๆ ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยยิ้มจางๆ แม้ในสถานการณ์เป็นตาย "ผมบอกแล้วไงครับ... ว่าผมไม่ยอมให้ใครมาแย่งเหยื่อของผมไปเด็ดขาด..." ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงคลิกเบาๆ ของกุญแจมือก็ดังขึ้นจากข้อมือของเธอเอง ศศิธรเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อพบว่ามือข้างหนึ่งของเธอถูกล็อกติดเข้ากับท่อเหล็กบนผนังโดยฝีมือของคนตรงหน้า! "ภาคิน! นี่คุณทำบ้าอะไร..." เธอกระซิบเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธ ชายหนุ่มถอยหลังไปหนึ่งก้าว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นในความมืดที่สาดแสงไฟฉายส่องลอดรอยแตกของประตูเข้ามา "ผมไม่ได้พาคุณมาตาย... แต่ผมต้องไปปิดบัญชีนี้ด้วยตัวเอง อยู่ตรงนี้แหละครับ ดร.ศศิธร... แล้วรอฟังข่าวดีจากผม" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ - บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%