“วางปืนลงเถอะครับภาคิน คุณก็รู้ว่าในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แรงสะเทือนเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้โครงสร้างโบราณที่เปราะบางพังทลายลงมาได้”
ดร.ศศิธรเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องเก็บวัตถุโบราณชั้นใต้ดิน เธอไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย สายตาคมกริบภายใต้แว่นกรอบบางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ เธอไม่ได้หวาดกลัวกระบอกปืนในมือเขา สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากกว่าคือ ‘ตราประทับแห่งสุริยคราส’ ที่บัดนี้ถูกหยิบออกจากแท่นแสดงไปแล้ว
ภาคินยิ้มมุมปาก ความเย็นชาที่มักฉาบไว้บนใบหน้าดูจะจางหายไปแทนที่ด้วยความหงุดหงิดที่เขากำลังพยายามควบคุม “คุณนี่มันน่ารำคาญจริงๆ ศศิธร คุณฉลาดจนผมเกือบจะเผลอใจไปชื่นชม แต่ก็นะ… สัญชาตญาณความเป็นนักวิชาการของคุณมันมักจะขวางทางธุรกิจของผมเสมอ”
“ธุรกิจ?” ศศิธรแค่นยิ้ม “คุณเรียกการโจรกรรมประวัติศาสตร์ว่าเป็นธุรกิจงั้นหรือครับ? คุณรู้ดีว่าตราประทับชิ้นนี้คือชิ้นส่วนเดียวที่จะไขปริศนาค่ายกลในสุสานหลวงที่อาจารย์ผมต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องมันไว้ ถ้ามันไปอยู่ในมือคนอย่างคุณ ความลับที่ควรจะจมหายไปกับกาลเวลาก็จะถูกนำมาใช้เพื่อสนองความโลภของใครบางคน”
ภาคินก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว เสียงฝีเท้าของเขาเงียบสนิทบนพื้นหินอ่อน “คุณมองโลกเป็นขาวกับดำมาตลอด ศศิ แต่โลกของโบราณคดีมันคือสีเทา ถ้าไม่รีบหยิบฉวยมันมา ก็มีแต่พวกนักขุดเถื่อนที่จะทำลายมันจนไม่เหลือชิ้นดี ผมแค่ทำหน้าที่เป็น ‘ภัณฑารักษ์ส่วนตัว’ ให้กับวัตถุที่โลกร้ายกาจเกินกว่าจะเก็บรักษาไว้”
“งั้นคุณก็คงไม่ว่าอะไร หากผมจะขอ ‘ตรวจสอบ’ ภัณฑารักษ์เสียหน่อย” ศศิธรขยับตัวอย่างแช่มช้า มือซ้ายของเธอแตะที่ขอบโต๊ะทำงานข้างตัวอย่างเนียนตา
ภาคินชะงัก สายตาเขาจ้องมองที่นิ้วของเธอ “คุณทำอะไร”
“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่กำลังคิดว่า… การที่คุณกล้าบุกเข้ามาในเขตที่มีระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงขนาดนี้ คุณคงเตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อมแล้วใช่ไหม” ศศิธรกล่าวพลางขยับแว่น “และผมก็เชื่อว่าคนอย่างคุณ ไม่น่าจะยอมเสี่ยงเอาของจริงไปโดยไม่วางแผนล่อหลอกให้ผมตามหาไม่เจอ”
ภาคินหัวเราะในลำคอ “เดาเก่งนี่ครับ แต่คราวนี้คุณพลาดแล้ว ของชิ้นนี้จะหายไปจากบัญชีของพิพิธภัณฑ์ตลอดกาล” เขาสอดตราประทับลงในกระเป๋าเสื้อโค้ท ก่อนจะหันหลังเดินไปยังทางออกลับที่ซ่อนอยู่หลังตู้จัดแสดงโบราณวัตถุยุคสำริด
เสียงสัญญาณเตือนภัยเริ่มดังขึ้นจากระยะไกล ศศิธรไม่ได้วิ่งไล่ตาม เธอเพียงแต่ยืนมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังหายลับไปในความมืด เธอสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะที่คุ้นเคย ไม่ใช่ความกลัว แต่คือความตื่นเต้นในเกมกระดานที่เธอกำลังเป็นฝ่ายควบคุม
สามนาทีต่อมา ศศิธรหยิบแท็บเล็ตส่วนตัวขึ้นมาเปิดหน้าจอที่เชื่อมต่อกับสัญญาณดาวเทียม จุดสีแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนแผนที่ดิจิทัล เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงออกจากเขตพิพิธภัณฑ์
“ภาคิน… คุณอาจจะล่าสมบัติเก่ง แต่คุณลืมไปว่าในฐานะนักโบราณคดี ผมคือคนที่รู้จักการ ‘วางกับดัก’ ไว้ในพื้นที่ที่ผมขุดค้นมานานที่สุด” เธอพึมพำเบาๆ พร้อมกับยิ้มที่มุมปาก
การติดตามเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ศศิธรขับรถตามสัญญาณไปจนถึงโกดังเก็บสินค้าเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่ดูภายนอกเหมือนสถานที่ร้าง แต่ในสายตาของนักโบราณคดีที่เชี่ยวชาญการสังเกตเชิงลึก เธอมองเห็นรอยรองเท้าที่เพิ่งเหยียบย่ำบนฝุ่นหนาและคราบน้ำมันที่ผิดปกติ
เธอแอบย่องเข้าไปในเงามืด ฟังเสียงบทสนทนาที่ลอดออกมาจากห้องควบคุมชั้นใน
“ส่งของให้ถึงมือผู้ว่าจ้างซะ อย่าให้มีรอยขีดข่วน ถ้าศศิธรตามมาได้อีกครั้ง เราอาจจะต้องจบเรื่องนี้แบบถาวร” เสียงของภาคินดูเคร่งขรึมและเย็นเยียบกว่าทุกครั้ง
“แล้วทำไมเราไม่จัดการเธอก่อนหน้านี้เลยล่ะครับท่าน?” เสียงลูกน้องคนหนึ่งถามขึ้น
“เพราะเธอคือคนเดียวที่อ่านอักขระบนฐานตราประทับออก… จนกว่าผมจะถอดรหัสลับของสุสานหลวงได้ เธอคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเรา”
ศศิธรนิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบ ความหมายของคำพูดภาคินไม่ได้มีเพียงแค่การหักหลัง แต่มันหมายถึงการที่เขาวางแผนจะใช้เธอเป็นเครื่องมือตั้งแต่วันแรกที่พบกัน เธอค่อยๆ ถอยหลังเพื่อที่จะหลบออกไปเตรียมกำลังเสริม แต่ทว่า… ปลายเท้าของเธอกลับไปเตะเข้ากับขวดแก้วเก่าๆ จนเกิดเสียงดัง ‘เพล้ง!’ ขึ้นท่ามกลางความเงียบ
แสงไฟฉายสาดส่องมาที่จุดที่เธอซ่อนตัวทันที
“นั่นใคร!” เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งตรงเข้ามา ศศิธรตัดสินใจหันหลังวิ่ง แต่ทว่าประตูทางออกที่เธอหมายตาไว้กลับถูกใครบางคนปิดตายจากด้านนอกเสียก่อน
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของโกดัง เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่คุ้นเคยดังขึ้น “ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมศศิว่าอย่าตามมา… แต่คุณก็ไม่เคยฟังผมเลยจริงๆ”
ศศิธรชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนขวางทางไม่ใช่ลูกน้องของภาคิน แต่เป็น ‘อาจารย์วีรยุทธ’ อดีตอาจารย์ของเธอที่ถูกรายงานว่าเสียชีวิตในแหล่งขุดค้นโบราณคดีต้องห้ามเมื่อห้าปีก่อน! เขายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียบเฉย มือถือตราประทับชิ้นที่ควรจะอยู่ในมือภาคินเอาไว้แน่น
“อาจารย์… เป็นไปไม่ได้…” ศศิธรเอ่ยเสียงสั่น
อาจารย์วีรยุทธขยับยิ้มที่ทำให้เธอกลัวมากกว่าความตาย “โลกนี้มีปริศนาอีกมากมายที่เธอยังไม่เข้าใจ ศศิธร… และความลับของสุสานหลวงชิ้นนี้แหละที่จะทำให้อดีตของฉันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ - บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 28
หลักฐานชิ้นที่หายไป
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!