ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 31

ความจริงที่ถูกเปิดโปง

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
เสียงลมหายใจของศศิธรแผ่วเบาราวกับไม่มีตัวตน เธอแนบใบหน้ากับผนังหินเย็นเยียบของห้องลับที่เชื่อมต่อกับโถงจัดแสดงวัตถุโบราณใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของดินและคราบสนิมเหล็กอบอวลอยู่ในอากาศ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านรอยแยกของช่องระบายอากาศด้านบนลงมา “คุณเข้าใจผิดไปหน่อยนะท่านรัฐมนตรี... ของที่อยู่ในสุสานนั่นไม่ใช่แค่ทองคำ แต่มันคือพิมพ์เขียวแห่งอำนาจที่หายสาบสูญไปนานนับพันปี” ภาคินที่หมอบอยู่ข้างกายเธอขยับตัวเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวของเขาแตะเบาๆ ที่ต้นแขนของศศิธรเป็นการเตือนให้ตั้งสติ ดวงตาคมกริบของนักล่าสมบัติผู้นี้วาวโรจน์ในความมืด เขาไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในคดีนี้จะหนีไม่พ้นบุคคลระดับนี้ “อำนาจที่ว่านั่นแลกมาด้วยเลือดมากเกินไปหรือเปล่าครับ?” เสียงของอีกฝ่ายตอบกลับ เป็นน้ำเสียงที่ศศิธรคุ้นเคยดี มันคือเสียงของชายที่เธอเคยให้ความเคารพในฐานะผู้อุปถัมภ์โครงการขุดค้นของอาจารย์เธอมาตลอดหลายปี “เลือด? สำหรับคนอย่างเรา เลือดก็แค่สีที่เปื้อนบนหน้าประวัติศาสตร์ครับ” เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังขึ้น “ตราบใดที่โบราณวัตถุชิ้นนั้นยังคงถูกปิดตายภายใต้คำสาปที่สมบูรณ์แบบ ใครจะกล้าตั้งคำถาม? อาจารย์ของศศิธรก็แค่เหยื่อที่ขวางทางเดินของอนาคต... น่าเสียดายที่เขามีจริยธรรมมากเกินไปจนลืมดูว่าใครคือผู้จ่ายค่าเหนื่อย” ศศิธรกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนมือสั่นเทา เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงลมหายใจของตนหลุดลอดออกไป หากไม่ใช่มือของภาคินที่ยึดข้อมือเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก เธอคงพุ่งตัวออกไปเผชิญหน้ากับความโฉดชั่วนั้นแล้ว ภาคินโน้มตัวเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขากระซิบแผ่วเบา “อย่าทำพลาดตอนนี้ ศศิ... ถ้าคุณอยากทวงความยุติธรรมให้อาจารย์ คุณต้องเล่นตามเกมของพวกมันก่อน” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบและเยือกเย็น ต่างจากแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นที่ถูกกดทับไว้ ศศิธรสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับจังหวะหัวใจให้กลับมามั่นคง นี่คือสิ่งที่เธอเกลียดในตัวภาคิน... ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้ดุจหุ่นยนต์ท่ามกลางพายุคลั่ง ทั้งที่ในใจของเขานั้นพายุอาจกำลังโหมกระหน่ำไม่ต่างจากเธอ “เราต้องไปถึงห้องนิรภัยชั้นในก่อนที่พวกมันจะเคลื่อนย้ายหีบศิลา” ภาคินพูดต่อโดยไร้เสียง เพียงแค่อ่านริมฝีปาก ศศิธรก็เข้าใจเจตนาของเขา เขาไม่ได้ต้องการแค่หลักฐาน เขาต้องการทำลายหีบศิลานั่น “การทำลายมันไม่ใช่การแก้แค้น แต่มันคือการทำลายหลักฐานชิ้นเดียวที่จะเปิดโปงพวกมัน” ศศิธรโต้กลับผ่านสายตา ภาคินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “หลักฐานที่ไม่มีชีวิตกับคนที่มีอำนาจล้นฟ้า... คุณคิดว่าศาลจะเลือกใครล่ะครับ ดร.ศศิธร?” ความจริงที่บาดลึกกว่าใบมีดใดๆ คือสิ่งที่ภาคินพูดเสมอมา เขาเป็นนักฉวยโอกาสที่มองโลกตามความเป็นจริง ในขณะที่เธอเป็นนักอุดมคติที่มองโลกผ่านแว่นขยายแห่งความถูกต้อง แต่ในนาทีนี้ ความแตกต่างเหล่านั้นกลับกลายเป็นอาวุธที่พวกเธอต้องใช้ร่วมกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มเคลื่อนตัวห่างออกไปจากโถงด้านบน ภาคินส่งสัญญาณด้วยนิ้วมือให้ศศิธรขยับตาม ทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านความมืดมิดของอุโมงค์โบราณอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงามืด ศศิธรใช้ไฟฉายขนาดเล็กส่องนำทางเพียงสั้นๆ เผยให้เห็นรอยจารึกบนผนังที่ดูแปลกตา มันไม่ใช่ภาษาโบราณที่เธอเคยศึกษา แต่มันคือรหัสลับที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อน “นี่ไม่ใช่ภาษาของชนเผ่าดั้งเดิม” ศศิธรพึมพำขณะใช้นิ้วลูบผ่านรอยแกะสลัก “มันเป็นรหัสทางทหาร... พวกมันใช้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่เก็บอาวุธลับจริงๆ” “หรืออาจจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น” ภาคินหยุดกะทันหัน เขาเงี่ยหูฟังเสียงบางอย่างที่ดังสะท้อนมาจากปลายอุโมงค์ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงฝีเท้า แต่มันคือเสียงเครื่องจักรที่กำลังทำงานด้วยความถี่ต่ำจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้น ทั้งสองมาถึงหน้าประตูหินบานใหญ่ที่ปิดผนึกไว้แน่นหนา ภาคินหยิบอุปกรณ์แปลกประหลาดออกมาจากกระเป๋า มันคือกลไกไขรหัสโบราณที่เขาประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แสงไฟจากหน้าจอเล็กๆ กระทบกับใบหน้าเคร่งเครียดของเขา “ผมขอดึงประตูออก คุณเตรียมบันทึกภาพไว้ให้ดี อย่าให้เลนส์พลาดแม้แต่วินาทีเดียว” ภาคินออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ศศิธรพยักหน้า เธอเตรียมอุปกรณ์บันทึกภาพคุณภาพสูงในมือ แต่แล้วเธอก็ชะงัก สายตาเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนในกระจกเลนส์กล้องที่ส่องผ่านรอยแยกของประตูหิน ไม่ใช่แค่หีบศิลาที่อยู่ข้างในนั้น แต่ยังมีชายร่างสูงในชุดสูทสีดำยืนคุมเชิงอยู่ถึงสี่คน และหนึ่งในนั้น... คนที่ถือแฟ้มเอกสารสีแดงสด คือคนเดียวกับที่เธอเคยเห็นในภาพถ่ายเก่าของอาจารย์ วินาทีที่ประตูหินค่อยๆ เคลื่อนตัวเปิดออกด้วยเสียงครืดคราดที่บาดโสตประสาท ชายชุดดำคนหนึ่งหันขวับมาทางช่องแคบที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ทันที พร้อมกับเสียงปลดเซฟปืนที่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ "ใครอยู่ตรงนั้น!" ภาคินหันมามองศศิธร ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้นปนอันตราย ก่อนจะคว้าตัวเธอหลบเข้าหลังเสาศิลา เพียงชั่วพริบตาที่ชายชุดดำกระโจนเข้าหา แสงแฟลชจากระเบิดควันขนาดเล็กที่ภาคินขว้างออกไปก็สว่างวาบไปทั่วห้อง ในความโกลาหลนั้น ศศิธรเห็นร่างของชายสูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดกำลังก้าวออกจากเงามืด พร้อมกับหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากหีบศิลา มันไม่ใช่ทองคำอย่างที่เขาเคยกล่าวอ้าง แต่มันคือตราสัญลักษณ์โบราณที่ส่องแสงสีน้ำเงินประหลาดออกมาท่ามกลางความมืดมิด "ความจริงมักมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอ ศศิธร... และสำหรับคืนนี้ ราคาที่ว่านั่นคือชีวิตของพวกคุณทั้งสองคน" ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ศศิธรหนาวสะท้านไปถึงกระดูก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ไปพร้อมกับผมจนถึงบรรทัดสุดท้ายนะครับ - บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%