"ถอยไปศศิธร! อย่าขยับเท้าซ้ายเด็ดขาด!"
เสียงของภาคินตวาดลั่นก้องห้องโถงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของกาลเวลาและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้าง ดร.ศศิธรชะงักค้างอยู่กลางจังหวะก้าว ปลายรองเท้าบูทของเธอห่างจากแผ่นหินที่ดูผิดปกติเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ความเย็นเยียบจากปลายเท้าซึมลึกขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง ไม่ใช่เพราะอากาศ แต่เพราะแรงกดดันที่พุ่งออกมาจากกลไกโบราณเบื้องหน้า
เธอหยุดหายใจ กวาดสายตาผ่านแว่นนิรภัยไปยังลวดลายสลักบนพื้นหิน มันคือสัญลักษณ์ดาราศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน ลายเส้นนั้นไม่ได้เรียงตัวตามตำราที่เธอเคยร่ำเรียนมา แต่มันกำลัง ‘ขยับ’
"คุณเห็นอะไร?" ศศิธรกระซิบ เสียงของเธอราบเรียบอย่างน่าประหลาดใจท่ามกลางสถานการณ์เฉียดตาย แต่มือที่ถือไฟฉายกลับสั่นระริกเพียงเล็กน้อย
"มันไม่ใช่แค่กับดักแรงดัน" ภาคินขยับตัวเข้ามาช้าๆ ดวงตาคมกริบของเขาสแกนไปทั่วห้องโถงชั้นสองแห่งนี้ ราวกับกำลังอ่านแผนที่ในใจ "มันคือระบบรักษาสมดุลแบบปิด ถ้าคุณกดแผ่นนั้นลงไป กลไกถ่วงน้ำหนักที่เพดานจะปล่อยใบมีดนับร้อยลงมาตัดทุกอย่างที่ขวางหน้า... รวมถึงเราสองคนด้วย"
ภาคินยื่นมือออกมาขวางหน้าเธอ สัมผัสที่ปลายนิ้วของเขาแตะเบาๆ ที่ต้นแขนเพื่อดึงตัวเธอถอยหลัง จังหวะที่ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันในความมืดที่ไร้แสงจันทร์เล็ดลอด ศศิธรสัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นถี่รัวของอีกฝ่าย มันเป็นความตื่นเต้นในแบบที่คนทำอาชีพประเมินของเก่าอย่างเขามักจะมีเสมอ เมื่อได้เผชิญหน้ากับความตายที่จับต้องได้
"คุณกำลังสนุกเหรอ ภาคิน?" ศศิธรตั้งคำถาม สบตาเขาผ่านความมืด "คนอื่นอาจจะมองว่าคุณเป็นนักล่าสมบัติที่หิวกระหาย แต่ในแววตาคุณ... ผมเห็นความอาฆาตที่ไม่ได้มาจากสิ่งของ แต่มันมาจาก 'ความอยากรู้อยากเห็น' ที่น่ากลัวกว่า"
ภาคินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่า "ถ้าผมไม่สนุก ผมคงไม่เอาชีวิตมาเสี่ยงกับคนจองหองที่ยึดติดแต่ทฤษฎีในตำราอย่างคุณหรอก ศศิธร... ชีวิตมันสั้นกว่าประวัติศาสตร์ของก้อนหินพวกนี้มากนัก เราควรจะดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ ไม่ใช่มานั่งวิเคราะห์หาเหตุผลว่าทำไมมันถึงฆ่าเรา"
"เหตุผลคือเครื่องมือเดียวที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด ไม่ใช่สัญชาตญาณสัตว์ป่าของคุณ" เธอโต้กลับ ทว่าในใจกลับยอมรับว่า หากไม่มีภาคิน เธอก็คงกลายเป็นเพียงซากศพประดับห้องโถงนี้ไปนานแล้ว
ภาคินไม่ตอบ แต่เขาหยิบวัตถุโลหะชิ้นเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า มันคือเครื่องมือวัดแรงสั่นสะเทือนที่เขาสร้างขึ้นเอง "ช่วยคุมไฟให้ผมที ตรงจุดนั้น... สัญลักษณ์รูปดวงตาที่หักเห ถ้าเรากดพร้อมกันด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน ระบบล็อกจะคลายตัว แต่ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว... คุณก็รู้ว่าผลจะเป็นยังไง"
พวกเขาขยับเข้าหากันอย่างระมัดระวัง ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางความกดดัน ศศิธรยื่นมือไปแตะแผ่นหินตามคำบอกของภาคิน ปลายนิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของหินแกะสลัก ผิวสัมผัสของมันขรุขระราวกับมีชีวิต
"นับสามนะ" ภาคินจ้องลึกเข้าไปในตาของเธอ "หนึ่ง..."
"สอง..."
"สาม!"
สิ้นเสียง ทั้งคู่ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปพร้อมกัน กลไกโบราณส่งเสียงครางครืดสนั่นหวั่นไหว เสียงฟันเฟืองหินขัดสีกันดังสะท้อนไปมาราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกจองจำ ฝุ่นผงฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นอะไร แต่วินาทีนั้นเอง พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของศศิธรกลับยุบตัวลงมากกว่าที่ควรจะเป็น!
"ศศิธร! ระวัง!"
ภาคินคว้าตัวเธอไว้ได้ทันท่วงที แต่แรงเหวี่ยงจากกลไกที่กำลังทำงานผิดพลาดทำให้ทั้งคู่เสียหลักร่วงหล่นลงไปยังช่องลับที่เพิ่งเปิดออก แรงกระแทกส่งผลให้ร่างของทั้งสองกลิ้งไปตามทางลาดชันของหินแข็ง ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่งในความมืดสนิท...
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคน ศศิธรพยายามยันตัวขึ้น แต่ทว่ามีบางอย่างรัดแน่นอยู่ที่ข้อมือ เธอควานหาไฟฉายที่หล่นอยู่ไม่ไกล เมื่อเปิดแสงขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
ไม่ใช่แค่ห้องโถงลับธรรมดา แต่ที่นี่คือหอจดหมายเหตุที่สาบสูญไปนานกว่าพันปี ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยจารึกที่ทำจากแผ่นทองคำบริสุทธิ์ และกลางห้องนั้นเอง... โลงหินที่ถูกปิดผนึกไว้ด้วยโซ่ตรวนที่ทำจากวัสดุประหลาดกำลังเปล่งแสงสีน้ำเงินจางๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ศศิธรชาวาบไปทั้งตัว ไม่ใช่สมบัติมหาศาลตรงหน้า แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สลักไว้บนฝาโลงหิน มันเป็นตราประทับของสถาบันที่อาจารย์ของเธอเคยสังกัดอยู่... สถาบันที่ประกาศว่าปิดตัวลงไปเมื่อสามสิบปีก่อนพร้อมกับการหายสาบสูญของอาจารย์เธอ
"นี่มันไม่ใช่แค่การสำรวจโบราณสถานแล้ว" ภาคินลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า สีหน้าขี้เล่นของเขาหายไปสิ้น เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่น "ศศิธร... ดูที่พื้นนั่น"
ศศิธรหันไปมองตามแสงไฟ ที่พื้นหน้าโลงหิน มีรอยเท้ามนุษย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน... และมันยังคงมีรอยเลือดสดๆ หยดเป็นทางยาวมุ่งหน้าไปยังมุมมืดของห้อง
"มีคนอื่นอยู่ที่นี่... และดูเหมือนเขาเพิ่งจะเพิ่ง 'เปิด' โลงนั่นออกไปก่อนที่เราจะมาถึงเพียงไม่กี่นาที"
เสียงฝีเท้าลากหนักๆ ดังมาจากเงามืดด้านหลังเสาต้นใหญ่ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งที่ฟังดูไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในปริศนาแห่งกาลเวลานี้กับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 10
กับดักมรณะห้องโถงชั้นสอง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!