แสงไฟจากตะเกียงพกพาpowered by LED สีวลีขาวนวลสาดกระทบผนังศิลาแลงโบราณ ชี้ให้เห็นร่องรอยการงัดแงะที่สดใหม่เกินกว่าจะเป็นฝีมือของกาลเวลา เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนก้องในห้องโถงใต้ดินของซากปราสาทขอมโบราณ
"คุณกำลังอธิบายอย่างไรดีครับ... ดร.ศศิธร"
น้ำเสียงของภาคินทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าแฝงรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบของเขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าผ่านแสงสลัว มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มคีบวัตถุโลหะชิ้นเล็กที่เพิ่งงัดขึ้นมาจากร่องหินใต้ฐานแท่นบูชา มันคือ "แหวนสำริดสลักลายอักษรโบราณ" ชิ้นเดียวกับที่สูญหายไปจากแฟ้มหลักฐานในกระเป๋าเอกสารล็อกรหัสของศศิธรเมื่อคืนนี้
ศศิธรไม่ขยับเขยื้อน ร่างบางยืนนิ่งราวกับรูปสลักหินทราย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์ที่กำลังตีรวนในอก สมองอันปราดเปรื่องของนักโบราณคดีสาวประมวลผลอย่างรวดเร็ว—*เอกสารล็อกรหัส รหัสผ่านที่มีเพียงเธอและภาคินรู้ โต๊ะทำงานในแคมป์ขุดค้นที่ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ*—หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดเจนยิ่งกว่ารอยพิมพ์นิ้วมือบนดินเหนียวเปียก ว่าหนอนบ่อนไส้ที่ขโมยโบราณวัตถุออกไปเพื่อเตรียมส่งต่อให้ตลาดมืด ไม่ใช่ใครอื่นไกล
"คุณหาความกล้ามาจากไหน ถึงกล้าเอาของกลางมาโยนใส่หน้าฉันตรงนี้ ภาคิน" ศศิธรเอ่ยขึ้น เสียงของเธอเยือกเย็นและเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัด ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มเพื่อค้นหาพิรุธ "หรือคิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะเล่นละครตบตาฉันได้ตลอดไป"
ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แหบพร่าและชวนให้หงุดหงิดใจ "ตลาดมืดไม่ได้ใจดีขนาดรอให้เราถกเถียงกันเรื่องจริยธรรมทางโบราณคดีหรอกนะครับ, คุณศศิ... แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมแหวนวงนี้ถึงไปอยู่ในกระเป๋าเดินทางส่วนตัวของคุณ ตั้งแต่ก่อนที่เราจะลงมาสำรวจอุโมงค์นี้เสียอีก"
ประโยคนั้นเหมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ ศศิธรชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที—ชั่ววินาทีเดียวเท่านั้นที่ม่านตาของเธอวูบไหว แต่สำหรับนักล่าสมบัติมือฉกาจอย่างภาคิน มันคือหลักฐานยืนยันชั้นดี
"คุณกำลังใส่ร้ายฉัน" ศศิธรเค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเท้าเข้าประชิดชายหนุ่มด้วยความโกรธที่พุ่งพล่านจนควบคุมไม่อยู่ กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝุ่นดินโบราณและโคโลญจ์ราคาแพงจางๆ ลอยปะทะจมูก "ฉันเป็นคนทำเรื่องขออนุมัติขุดค้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อุดมการณ์ของฉันคือการปกป้องอารยธรรม ไม่ใช่เอาอดีตไปแลกเป็นเงินตราสกุลต่างประเทศเหมือนพวกคุณ!"
"อุดมการณ์กินไม่ได้หรอกนะครับ ดร.ศศิธร" ภาคินก้าวเท้าสวนขึ้นมาจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ความสูงของชายหนุ่มทำให้เขาต้องก้มมองลงมาเล็กน้อย ดวงตาของเขามืดสนิทและลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาความนึกคิด "ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ และบางครั้ง... การปกป้องบางสิ่ง ก็ต้องยอมทำมือให้เปื้อนโคลนเสียก่อน"
บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำที่ดังติ๋งๆ เป็นระยะ ทว่าหัวใจของทั้งคู่กลับเต้นระส่ำด้วยแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูด อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันสุดขั้วเปรียบเสมือนแรงดึงดูดของแม่เหล็กขั้วตรงข้าม ยิ่งผลักไส ยิ่งแนบชิด
ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอมีทางเลือกสองทางในฐานะหัวหน้าคณะสำรวจ—*ทางแรก*คือเชื่อสัญชาตญาณดิบที่บอกว่าผู้ชายคนนี้อันตรายและทรยศหักหลังเธออย่างเลือดเย็น กับ *ทางที่สอง*คือเชื่อหลักฐานทางกายภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งกำลังตะโกนบอกว่าตัวเธอเองต่างหากที่ตกเป็นแพะในเกมการเมืองนอกกฎหมายนี้
"ถ้าฉันเป็นหนอนกระทำความผิดจริง..." ศศิธรโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูของชายหนุ่ม น้ำเสียงของเธอสั่นระริกด้วยความท้าทาย "ฉันคงไม่พาคุณเดินลึกเข้ามาในเขตโครงสร้างอันตรายที่รอวันถล่มลงมาทับเราสองคนหรอกนะ ภาคิน"
ภาคินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากเลือนหายไปจากใบหน้าคมคาย ชั่วขณะนั้นเองที่ความตึงเครียดระหว่างเขาทั้งสองไม่ได้เกิดจากความหวาดระแวงอีกต่อไป หากแต่เป็นความตระหนักรู้ร่วมกันบางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่า
ครืนนน—!
เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะเทือนมาจากพื้นดินเบื้องล่าง ตามด้วยเศษฝุ่นผงและก้อนกรวดขนาดเล็กที่ร่วงกราวลงมาจากเพดานศิลาแลง แผ่นดินใต้ปราสาทขอมโบราณสั่นไหวอย่างรุนแรงจนศศิธรเสียหลัก เซถลาไปชนกับแผ่นอกกว้างของภาคินตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มคว้าเอวบางของเธอไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วเพื่อพยุงไม่ให้ล้ม ขณะที่มืออีกข้างกระชากไฟฉายคาดหัวส่องกราดไปยังทางเดินเบื้องหน้า
แสงไฟสีขาวกวาดผ่านเสาศิลาแกะสลักรูปนางอัปสร และภาพสลักนูนต่ำที่เล่าเรื่องราวพิธีกรรมโบราณ ก่อนที่แสงไฟจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่...
รอยแยกขนาดใหญ่ที่เพิ่งปริแตกออกสดๆ ร้อนๆ บนผนังห้องโถงชั้นใน เผยให้เห็นช่องลับมืดมิดที่ถูกปิดตายมานับพันปี และกลิ่นอายความอับชื้นของอากาศเก่าเก็บที่พวยพุ่งออกมาปะทะใบหน้า พร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อนแสงประกายวาววับระยิบระยับแข่งกับแสงไฟฉาย
ภาคินหันมามองหน้าศศิธร ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ขณะที่กระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของเธอ
"ดูเหมือนว่า... เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้วล่ะครับ ดร.ศศิธร"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในปริศนาแห่งกาลเวลานี้กับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 9
การทดสอบความไว้วางใจ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!