หน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะสนามกะพริบแสงสีแดงวาบเป็นจังหวะ—สัญญาณเตือนภัยระดับสามที่บ่งบอกว่า ไฟล์ฐานข้อมูลสถาปัตยกรรมใต้ดินชั้นที่สี่ถูกดาวน์โหลดและลบออกจากเซิร์ฟเวอร์หลักอย่างสมบูรณ์
"มันไม่ได้แค่ขโมยข้อมูล... แต่มันกำลังลบตัวตนของพวกเราทิ้งทีละไฟล์"
เสียงของ ดร.ศศิธร ดังขึ้นเรียบสนิท ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมหายใจที่สะดุดไปเสี้ยววินาที ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องหน้าจอสีดำมืดสนิทซึ่งเคยแสดงผังลวงตาของอารยธรรมที่สูญหาย
ในเต็นท์สนามท่ามกลางหุบเขาอันเงียบงัน บรรยากาศอึมครึมจนแทบได้ยินเสียงเกล็ดฝุ่นร่วงหล่น ภาคินยืนพิงเสาไม้ไผ่ค้ำยันโครงเต็นท์ เขากอดอก นิ้วมือเรียวยาวเคาะเบาๆ ที่ข้อศอกเป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนความคิดที่กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว แสงไฟตะเกียงสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้เห็นสันจมูกคมและเงาทอดตัวยาวน่าเกรงขาม
"ไม่ใช่ 'มัน' แต่เป็น 'เขา' ต่างหากครับคุณศศิธร" ภาคินเอ่ยแก้คำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม ดวงตาคมกริบเหลือบมองรอยเท้าโคลนที่แห้งกรังตรงทางออกเต็นท์ "และถ้าผมเดาไม่ผิด... คนที่ถือรหัสผ่านระดับผู้ดูแลระบบร่วม มีอยู่แค่สองคนในทีมเรา... คุณกับ 'กรณ์'"
ชื่อนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเย็นเยียบลงไปอีกหลายองศา
กรณ์ คือผู้ช่วยหนุ่มผู้เงียบขรึม ไร้พิษภัย และเป็นมือหนึ่งด้านการถอดรหัสศิลาจารึกที่ศศิธรไว้วางใจที่สุดตลอดการขุดค้นสามเดือนที่ผ่านมา เขาเป็นคนชงกาแฟให้เธอยามดึก เป็นคนคอยจัดระเบียบอุปกรณ์สลักโบราณ และเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่า จุดอ่อนของระบบรักษาความปลอดภัยฐานข้อมูลอยู่ที่ไหน
ศศิธรไม่ตอบทันที เธอก้มลงหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถูกเสียบไว้ใต้แก้วกาแฟเซรามิกที่ว่างเปล่า บนนั้นมีลายมือหวัดๆ ของกรณ์ทิ้งไว้เพียงประโยคสั้นๆ แต่บาดลึกถึงกระดูกดำ
*“ความจริงใต้ซากปรักหักพัง... มีไว้ให้ฝังกลบ ไม่ใช่ขุดขึ้นมาให้โลกพิพากษา”*
"คำเตือนลิเกราคาถูกจากพวกรับจ้างทำลายประวัติศาสตร์" ศศิธรแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แววตาของเธอวับวามด้วยความโกรธกรุ่นที่ถูกกดทับไว้ด้วยความเป็นมืออาชีพ "เขาคิดจริงๆ หรือว่าการขโมยไฟล์แปลศิลาจารึกชุดนั้นไป จะทำให้ความลับของอารยธรรมนี้หายไปจากโลกได้"
"เปล่าเลยครับคุณศศิธร" ภาคินเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อมองกระดาษโน้ตแผ่นนั้นในระยะประชิด กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาทั้งชาสมุนไพรและฝุ่นดินเก่าผสมผสานกันอย่างลึกลับ "เขาไม่ได้คิดจะทำลายมัน แต่เขากำลัง 'ส่งต่อ' มันต่างหาก ข้อมูลชุดนั้นไม่ใช่แค่แปลภาษา แต่มันคือแผนที่พิกัดของ 'ห้องโถงบรรณาการ' ที่แท้จริง... ที่ซึ่งสมบัติไม่ได้มีแค่ทองคำ แต่มีหลักฐานการล่มสลายที่พวกนักลงทุนทุนนิยมต้องการทำลายล้างเพื่อปิดปากพวกเรา"
ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ความตึงเครียดจากสถานการณ์ภายนอกถูกแทนที่ด้วยแรงดึงดูดทางความคิดที่เฉียบคมและอันตราย
"คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก... ภาคิน" น้ำเสียงของเธอหรี่ลงเล็กน้อย เต็มไปด้วยข้อกังขา "คุณรู้ว่าในทีมเรามีหนอนกระ่อน แต่คุณปล่อยให้เขาขโมยไป เพื่อใช้เขาเป็นเหยื่อล่อใช่ไหม?"
ภาคินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเสน่ห์แบบชายหนุ่มผู้ผ่านโลกมาโชกโชน เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนศศิธรต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลยครับ ดร.ศศิธร" ภาคินกระซิบ เสียงของเขาต่ำทุ้มและนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของสายลมในซากโบราณสถาน "ผมเป็นนักประเมินวัตถุโบราณ ไม่ใช่นักสืบ... แต่ถ้าผมบอกว่า ตอนนี้กรณ์ไม่ได้กำลังหนีไปเพื่อเอาเงินค่าจ้าง แต่เขากกำลังวิ่งไปสู่ 'กับดักมรณะ' ที่แท้จริง... คุณยังจะอยากให้ผมปล่อยเขาไปไหมล่ะครับ?"
ศศิธรขมวดคิ้วมุ่น สมองของเธอกำลังประมวลผลข้อมูล เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์บอกให้เธอแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นและระงับการขุดค้น แต่สัญชาตญาณของนักโบราณคดีที่กระหายความจริงกลับร้องเรียกสิ่งตรงกันข้าม
"หมายความว่ายังไง... กับดักมรณะ?"
"ก็หมายความว่า..." ภาคินหันไปหยิบวิทยุสื่อสารภาคสนามขึ้นมา หมุนคลื่นความถี่ไปยังช่องสัญญาณฉุกเฉินที่ควรจะเงียบสนิท เสียงซ่าของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังขึ้น ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงฝีเท้าที่วิ่งตะกุยเศษหินกรวดอย่างลนลานจากที่ไกลๆ
*(...แฮ่ก... ช่วยด้วย... ใครก็ได้... ประตู... ประตูมันปิดตายเอง! อ๊ากกก—!)*
เสียงกรีดร้องโหยหวนผ่านคลื่นวิทยุขาดหายไปอย่างกะทันหัน แทนที่ด้วยเสียงโลหะหนักหน่วงกระแทกกับพื้นดินสั่นสะเทือนมาถึงฐานที่ตั้งเต็นท์
ทั้งเต็นท์ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ศศิธรยืนนิ่งค้าง มือเรียวเย็นเฉียบ
ก่อนที่ภาคินจะทันได้พูดอะไร เสียงสัญญาณเตือนภัยจากเรดาร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวใต้ดินก็ดังขึ้นระรัว หน้าจอหลักที่เคยดับมืด กลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งโดยปราศจากการควบคุม...
บนหน้าจอแสดงภาพแผนผังห้องโถงชั้นที่ห้า—จุดที่ลึกที่สุดและเป็นสุสานต้องห้าม—ปรากฏจุดสัญญาณชีพจรสีแดงสว่างวาบขึ้นมาหนึ่งดวง... และกำลังขยับเข้าใกล้ร่างของใครบางคนที่นอนนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูหินโบราณ
ศศิธรเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนรางๆ จากกล้องวงจรปิดภายในอุโมงค์ที่เพิ่งเปิดใช้งาน ร่างของกรณ์นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นหินเย็นเยียบ เลือดสีแดงสดไหลนองทับตัวอักษรโบราณที่สลักไว้บนพื้น และเบื้องหน้าเงาดำทะมึนที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างนั้น... ไม่ใช่มนุษย์
แล้วพบกันใหม่ในตอนจอนะครับ
บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 18
การทรยศครั้งแรกในทีม
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!