รอยเท้าคู่ที่สามบนคราบโคลนชื้นแฉะไม่ได้บอกแค่ทิศทาง แต่มันกำลังบอกระยะห่างของเวลา
"เขาจงใจทิ้งร่องรอย"
เสียงของภาคินกระซิบลอดผ่านม่านหมอกทึบชื้นของผืนป่าดงดิบ เบื้องหน้าคือแนวทิวเขาอันสลับซับซ้อนที่ถูกขนานนามในแผนที่โบราณว่าเป็นเขตอาถรรพ์ นายแพทย์หนุ่มผู้เชี่ยวชาญวัตถุโบราณปัดหยดน้ำค้างออกจากปีกหมวกแก๊ป สายตาคมกริบกวาดมองพงหญ้าที่ลู่ต่ำลง ผิดกับธรรมชาติของป่าทึบที่ไร้รอยเท้ามนุษย์
ดร.ศศิธรหยุดยืนนิ่งในระยะห่างที่พอดี มือเรียวภายใต้ถุงมือผ้าใบสำหรับงานภาคสนามขยับกระชับสายสะพายปืนไรเฟิลสั้นคู่กาย เธอก้มลงพิจารณารอยเหล่านั้นอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วสัมผัสความชื้นของดินโคลนที่ยังไม่แห้งสนิท
"ไม่ใช่แค่จงใจครับ... เขากำลังทิ้งเหยื่อล่อ" ศศิธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เยือกเย็นราวกับอุณหภูมิรอบตัว "ผู้ช่วยวิทิตไม่ได้สะเพร่าขนาดที่จะเดินเหยียบกิ่งไม้แห้งทุกๆ ห้าก้าวเพื่อให้เราตามทัน คนที่รู้ระบบการแกะรอยของหน่วยสำรวจดีที่สุดย่อมรู้ว่าควรลบ, คงไว้, หรือสร้างรอยตำหนิแบบไหนให้แนบเนียนที่สุด"
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและแฝงความขบขันในสถานการณ์อันตราย "คุณยังปกป้องลูกทีมตัวเองอยู่หรือครับ ดร.ศศิ... หรือกำลังกลัวว่าทฤษฎีความไร้ที่ติของคุณจะถูกหักล้างด้วยความโลภของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง"
ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนักโบราณคดีสาวไร้ซึ่งความหวั่นไหว มีเพียงประกายความคมกริบของเหตุผล "ฉันไม่ได้ปกป้องใคร ภาคิน ฉันแค่ยึดถือหลักฐานเชิงประจักษ์ วิทิตเป็นคนละเอียดรอบคอบเกินกว่าจะขโมยแผนที่แผ่นนั้นหนีไปลำพังโดยไม่มีผู้สนับสนุนเบื้องหลัง... และไอ้รอยเท้านี้แหละ ที่กำลังบอกเราว่า เขากำลังถูกต้อน ไม่ใช่เป็นผู้ล่า"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้สูงตระหง่านและเสียงนกเงือกกู่ร้องจากระยะไกล ทั้งสองยืนประจันหน้ากันท่ามกลางความกดดันของป่าลึก อุดมการณ์ที่แตกต่างราวขาวกับดำระหว่างนักอนุรักษ์ผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบกับนักล่าสมบัติผู้มองทะลุสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ มักสร้างแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่ยากจะปฏิเสธทุกครั้งยามเผชิญวิกฤตการณ์
"ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องรีบก่อนที่ 'ผู้ล่าตัวจริง' จะจัดการเหยื่อของเราเสียก่อน"
ภาคินขยับกายก้าวผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว อาศัยสัญชาตญาณและการสัมผัสพลังงานจากร่องรอยรอบตัวนำทาง ศศิธรไม่รอช้า เธอก้าวตามติดไปในระยะกระชั้นชิด ความชื้นและกลิ่นอลวนของใบไม้เน่าตีขึ้นจมูก เส้นทางลาดชันขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาหินปูน รากไม้โบราณระצרเลื้อยเกาะเกี่ยวกันราวกับโครงกระดูกยักษ์ใต้ผืนดิน
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงของการเดินเท้าอย่างเร่งรีบ เสียงกระซิบของป่าก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงสายน้ำไหลเชี่ยวกราก
เบื้องหน้าของพวกเขาคือหน้าผาหินปูนสูงชัน ด้านล่างเป็นลำธารสีเขียวมรกตที่เชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยโขดหินแหลมคม และที่สำคัญที่สุด... บนลานหินกว้างฝั่งตรงข้าม มีร่างใครคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่
"วิทิต!" ศศิธรหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจ เธอกำลังจะพุ่งตัวลงไปตามทางลาดชันเพื่อข้ามลำธาร แต่ภาคินกลับคว้าแขนเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาด
"อย่าเพิ่งขยับ!" เสียงกระซิบของเขาดุดันและจริงจังจนเธอต้องชะงัก
ศศิธรหันขวับไปมองเขาด้วยความไม่พอใจ "ปล่อยนะ เขาอาจจะกำลังบาดเจ็บ!"
"มองที่พงหญ้าฝั่งโน้นสิครับ... ดร.ศศิ" ภาคินพยักเพยิดใบหน้าไปยังแนวพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่เหนือร่างของวิทิตขึ้นไปเล็กน้อย
ดร.ศศิธรหรี่ตาลงเพ่งมองผ่านเลนส์แว่นสายตาที่เริ่มมีละอองหมอกเกาะ ประสบการณ์หลายปีในแหล่งโบราณคดีอันตรายสอนให้เธอรู้จักความตายในหลายรูปแบบ และสิ่งที่เธอเห็นตอนนี้ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
เส้นเอ็นใสสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องทะลุยอดไม้ลงมาเป็นประกายบางเบา มันขึงขวางอยู่เหนือร่างของวิทิตในระดับข้อพับและลำคอ... กับดักลวดสลิงแรงดันสูงที่เชื่อมต่อกับระเบิดแสวงเครื่องซ่อนอยู่ใต้ก้อนหิน!
ร่างของวิทิตไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นเพราะอุบัติเหตุ... แต่มันคือ "ศพ" ที่ถูกจัดฉากไว้เพื่อรอให้ใครก็ตามที่เข้ามาแตะต้อง เดินเข้าไปติดกับดักมรณะ
"มันเป็นกับดัก..." ศศิธรพึมพำออกมาเบาๆ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นสู่สันหลัง
ภาคินค่อยๆ ลดมือที่จับแขนเธอลง สายตาของชายหนุ่มทอประกายเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "ดูเหมือนว่าเราจะไม่ใช่แค่แกะรอยผู้ทรยศธรรมดาเสียแล้วล่ะครับ..."
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยประโยคถัดไป เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากกิ่งไม้เหนือศีรษะของพวกเขาก็ทำลายความเงียบทั้งหมดลง
*กริ๊ก...*
ไม่ใช่เสียงจากลม ไม่ใช่เสียงจากสัตว์ป่า แต่มันคือเสียงปลดสลักกระสุนปืนไรเฟิลซุ่มยิงที่ถูกเล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่!
"หลบ!" ภาคินพุ่งเข้าชาร์จร่างของศศิธรให้ล้มกลิ้งลงไปหลังแนวโขดหินขนาดใหญ่พร้อมกันทันที แรงกระแทกทำให้เศษดินและใบไม้กระจายว่อน
กระสุนนัดแรกพุ่งแหวกอากาศเจาะทะลุต้นไม้ใหญ่ด้านหลังด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้กระจายเต็มพื้น
ในความมืดสลัวของราวป่าและเสียงหอบหายใจระรัว ศศิธรซบหน้าอยู่กับแผ่นอกของภาคิน กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้ปะปนกับกลิ่นดินปืนและหยาดเหงื่อ ทว่า ก่อนที่เธอจะทันได้ขยับตัวเพื่อหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นล้อมรอบพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"ยินดีต้อนรับสู่การขุดค้นครั้งสุดท้ายครับ... ดร.ศศิธร" เสียงทุ้มต่ำลึกลับดังขึ้นจากเบื้องหลังม่านหมอกหนาทึบ เป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยดีเสียจนน่าขนพองสเกล
แล้วกันไว้พบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 19
แกะรอยผู้ทรยศ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!