ปลายปากกาเหล็กหัวแร้งหมึกซึมของ ดร.ศศิธร หยุดชะงักลงบนกระดาษไขแผ่นบาง ขณะที่แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดบนโต๊ะทำงานโบราณสั่นไหววูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังศิลา
กลิ่นอับชื้นของหินโบราณผสมกับกลิ่นไอฝนยามรุ่งรางลอยอวลอยู่ในห้องใต้ดินของซากอารยธรรม ความเงียบงันถูกทำลายลงด้วยเสียงถ่านไม้ในเตาผิงที่ปะทุขึ้นเบาๆ แต่เสียงที่ดึงสมาธิของเธอให้หลุดจากตัวอักษร กลับเป็นเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู
"คุณยังไม่ได้นอนอีกหรือครับ, ดร.ศศิธร"
เสียงทุ้มต่ำและติดจะเย้าแหย่นั้นเป็นของภาคิน เขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ และคราบฝุ่นดินจากการขุดค้นเมื่อวาน ในมือของชายหนุ่มมีแก้วกาแฟดำส่งควันกรุ่นยื่นมาตรงหน้า
ศศิธรไม่เงยหน้าขึ้นมอง เธอใช้ปลายปากกาเขี่ยตัวอักษรขอมโบราณตัวสุดท้ายบนศิลาจารึกแผ่นใหญ่ที่วางราบอยู่บนโต๊ะ น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบและเย็นเยียบตามแบบฉบับนักวิชาการผู้ไม่ยอมให้ความเหนื่อยล้ามาบดบังตรรกะ
"ความลับของประวัติศาสตร์ไม่เคยหลับใหลเพื่อรอเวลาเช้าหรอกครับ, คุณภาคิน... และฉันคิดว่าคุณเองก็คงไม่ได้มาที่นี่เพียงแค่จะเอาคาเฟอีนมาส่งให้ฉันเฉยๆ"
ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาวางแก้วกาแฟลงบนมุมโต๊ะที่ว่างเปล่าอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบถูกเครื่องมือวัดความชื้นและแปรงปัดฝุ่นโบราณคดี ดวงตาคมกริบภายใต้เงาแสงไฟกวาดมองแผ่นศิลาจารึกที่มีรอยหมึกสีดำร่างคำแปลทับลงไปเต็มหน้ากระดาษ
"สายตาเฉียบคมสมกับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณมือหนึ่ง... ว่าอย่างไรล่ะครับ? ศิลาแผ่นนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับ 'ประตูทิศเหนือ' ที่พวกเรากำลังถกเถียงกันเมื่อวาน" ภาคินดึงเก้าอี้ไม้ตัวทรุดโทรมมานั่งลงฝั่งตรงข้าม ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนได้กลิ่นจางๆ ของโคโลญจ์ผสมกับกลิ่นดินปืนและเหงื่อไคลจากการทำงานภาคสนาม
ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนักโบราณคดีสาวไหววูบไปชั่วขณะเมื่อประจักษ์แก่ใจถึงความหมายของตัวอักษรที่เธอเพิ่งถอดรหัสเสร็จสิ้น มันไม่ใช่บันทึกราชการ หรือบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าอย่างที่ตำราประแสหลักเคยสันนิษฐานไว้
"มันไม่ใช่ประตู... แต่เป็น 'แท่นบูชาสังเวย'" ศศิธรกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเรียวสวยที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายชี้ไปที่บรรทัดกลางของศิลาจารึก "การแปลอักษรชุดนี้ยืนยันสมมติฐานที่เลวร้ายที่สุดของฉัน... อาจารย์วิรัชเคยเตือนฉันก่อนที่ท่านจะหายตัวไปในหลุมขุดค้นแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อนว่า อารยธรรมนี้มีความลับที่ต้องแลกด้วยชีวิต และตอนนี้ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไม"
ภาคินโน้มตัวไปข้างหน้า สีหน้าที่เคยติดจะเล่นหัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง ดวงตาคมเข้มหรี่ลงวิเคราะห์ "พิธีกรรมอะไร?"
"พิธีกรรม 'ปฐมบทแห่งความมืด'..." ศศิธรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่กำลังกัดกินจิตใจ เธอไม่อนุญาตให้ความกลัวมาทำลายหลักฐานเชิงประจักษ์ "จารึกระบุไว้ชัดเจนว่า ทุกๆ รอบวัฏจักรดาราศาสตร์เจ็ดสิบปี เมื่อดาวเคราะห์เรียงตัวในมุมอับแสง นักบวชสูงสุดจะต้องคัดเลือก 'ผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์' เจ็ดคน เพื่อทำพิธีควักหัวใจสดๆ ในขณะที่พวกเขายังมีสติอยู่ เพื่อปิดผนึกวิญญาณของเทพเจ้าแห่งความหายนะไม่ให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลใต้ผืนป่านี้"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องใต้ดินชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง
"ฟังดูเหมือนนิยายปรัมปราที่แต่งขึ้นเพื่อขู่ขวัญเด็กในหมู่บ้าน" ภาคินวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับไหววูบ เขาเอื้อมมือไปแตะขอบศิลาจารึกเบาๆ ราวกับพยายามสัมผัสกระแสพลังงานที่ตกค้างจากอดีต "แต่วิธีการเขียน น้ำหนักของรอยสลัก และชนิดของหินชนวนชิ้นนี้... มันถูกทำขึ้นในยุคสมัยที่มนุษย์ยังเชื่อเรื่องการแลกเปลี่ยนวิญญาณด้วยเลือดเนื้อจริงๆ"
"มันไม่ใช่แค่เรื่องเล่าครับ, ภาคิน" ศศิธรดึงมือเขากลับด้วยความรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว สัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่มสร้างกระแสความร้อนแปลกประหลาดวิ่งพล่านขึ้นมาที่แขนของเธออย่างไม่ควรจะเป็น เธอเบนสายตาหนีไปยังกองเอกสารเพื่อตั้งสติ "ลองดูตรงบรรทัดสุดท้ายนี่สิ... จารึกไม่ได้บอกแค่เรื่องในอดีต แต่มันกำลังบอกว่า *พิธีกรรมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในคืนนี้* เมื่อเงาของจันทร์ดับสนิททาบทับลงบนศิลา"
ภาคินเงียบไป ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตากวาดมองไปรอบห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกสัตว์ทดลองและเครื่องมือโบราณคดี ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้ศศิธรนึกหมั่นไส้แกแกมหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน
"ถ้าจารึกบอกว่าคืนนี้... นั่นหมายความว่าพวกเราเหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบสองชั่วโมงก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน และถ้าสมมติฐานของคุณถูกต้อง ดร.ศศิธร..." ภาคินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานจนแทบจะชิดกับเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ ก้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงกระชับกังวานที่แฝงความท้าทาย "ไอ้คนที่สร้างกลไกป้องกันทางเข้าเมื่อวานนี้ ไม่ได้ต้องการปกป้องสมบัติ... แต่มันกำลังเตรียม 'สถานที่' สำหรับพิธีบูชาต่างหากล่ะ"
ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนของอีกฝ่ายปะทะเข้ากับพวงแก้มของเธอ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันมาตลอดหลายวันถูกบีบอัดให้หลอมรวมเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรง ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าพวกเขากำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ขุดไว้ล่วงหน้ามานับพันปี
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าฝีหนึ่ง—ไม่ใช่ของภาคิน และไม่ใช่ของเธอ—ก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากทางเดินมืดทึบด้านนอกห้องใต้ดิน
*ก๊อบ... ก๊อบ... ก๊อบ...*
มันเป็นเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินที่ลากยาวเชื่องช้า ราวกับจงใจให้พวกเขารับรู้ถึงการมาเยือน และเสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าประตูไม้บานผุกร่อนที่ไม่ได้ลงกลอน
ภาคินชักมือออกจากขอบโต๊ะในเสี้ยววินาที ร่างสูงเพรียวขยับตัวไปยืนบังหน้าศศิธรโดยอัตโนมัติ มือขวาล้วงเข้าไปใต้เสื้อแจ็คเก็ตสัมผัสกับด้ามปืนพกพกซ่อนที่พกติดตัวไว้เสมอ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังบานประตูที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ อย่างไร้เสียง
แสงไฟจากตะเกียงสาดส่องกระทบเงาร่างหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงธรณีประตู ร่างนั้นสวมฮู้ดสีดำสนิทปกปิดใบหน้าครึ่งบน เหลือเพียงรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากและดวงตาคู่หนึ่งที่มองตรงมายังพวกเขา
"ยินดีต้อนรับสู่บทสุดท้าย... ดร.ศศิธร และคุณภาคิน" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทายราวกับรู้จักพวกเขาทั้งสองคนมาเป็นอย่างดี "พวกคุณมาตรงเวลา... สำหรับเหยื่อสองคนสุดท้ายพอดี"
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 17
ปริศนาศิารจารึก
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!