คราบดินสเตียไทต์สีเทาเข้มใต้เล็บของ ดร.ศศิธร ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรใส่ใจในยามที่ปลายนิ้วกำลังสั่นเทาเล็กน้อย ภายในห้องเก็บรักษาโบราณวัตถุชั่วคราวของแคมป์ขุดค้น แสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุสะท้อนกับละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างราวกับห้วงอวกาศอันโดดเดี่ยว บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความกดดันจากความลับของอารยธรรมโบราณที่ถูกฝังกลบมานับพันปี และความเงียบงันที่น่าอึดอัดระหว่างเธอกับชายผู้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะไม้สัก
"คุณกำลังใช้เหตุผลบังหน้าความกลัว, ศศิธร"
เสียงทุ้มต่ำของภาคินดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่สายตากำลังพินิจพิเคราะห์แผ่นศิลาจารึกสลักรูปงูสลักอวตาร ซึ่งเป็นวัตถุต้องสงสัยชิ้นล่าสุดที่เพิ่งขุดพบ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ ลงบนขอบศิลา จังหวะจะโคนนั้นมั่นคงราวกับจะเยาะเย้ยความลังเลในแววตาของนักโบราณคดีสาว
ศศิธรเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งนักล่าสมบัติ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวนในอก
"ฉันไม่ได้กลัวความตาย ภาคิน... สิ่งที่ฉันกลัวคือการที่ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนด้วยความโลภของคุณต่างหาก" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแต่วิเคราะห์ลึกซึ้ง พยายามรักษาเกราะกำบังทางวิชาชีพเอาไว้ "อาจารย์ของฉันเคยเตือนไว้ก่อนที่ท่านจะหายตัวไปในหุบเขานี้ว่า อารยธรรมที่ถูกปิดตายด้วยคำสาป มักไม่ได้ต้องการผู้ปลดปล่อย แต่มันต้องการเหยื่อบูชายاني"
ภาคินเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอตรงๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความเย้ยหยันและความดึงดูดใจอย่างประหลาด เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะไม้อีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย
"อาจารย์ของคุณพูดถูกครึ่งหนึ่ง... แต่เขาตายเพราะยึดติดกับ 'หลักฐานเชิงประจักษ์' จนมองข้ามสัญชาตญาณของมนุษย์" ภาคินก้าวเข้ามาประชิดอีกก้าว เสียงของเขาแผ่วเบาลงราวกับเสียงกระซิบแต่ทรงพลัง "บางที สิ่งที่คุณกำลังพยายามพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ มันอาจจะเป็นแค่คำสารภาพของคนในอดีตที่ต้องการให้ใครสักคนเข้าใจความเจ็บปวด ไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูลลงในรายงานการขุดค้น"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าชนกำแพงในใจของศศิธรอย่างจัง ภาพความทรงจำในอดีตวันที่สูญเสียอาจารย์ในหลุมขุดค้นมืดทึบแวบเข้ามาในหัว สมองของเธอสั่งให้ถอยหลัง แต่ร่างกายกลับถูกตรึงไว้ด้วยแรงดึงดูดประหลาดจากชายตรงหน้า อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันมาตลอดทาง กำลังถูกหลอมรวมด้วยความเปราะบางทางจิตใจที่ทั้งคู่พยายามซ่อนไว้
"คุณรู้อะไรไหม..." ศศิธรแค่นAยิ้มหยันให้กับตัวเอง แววตาไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว "บางทีคุณอาจจะพูดถูก... ฉันไม่ได้กลัวอดีตหรอก ภาคิน แต่ฉันกลัวความจริงที่ว่า ฉันเริ่มเข้าใจความคิดของคนแบบคุณ"
บทสนทนาหยุดชะงักลงในเสี้ยววินาทีนั้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงแค่ลมหายใจ ความตึงเครียดจากบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานบางอย่างที่ร้อนรุ่มและอันตรายยิ่งกว่ากับดักโบราณสถานใดๆ
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของศศิธรเต้นผิดจังหวะและสายตาของภาคินทอประกายบางอย่างที่ไม่อาจคาดเดา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดนอกห้อง เป็นเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและไร้ระเบียบ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในค่ายพักยามวิกาลเช่นนี้
ทั้งคู่หันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกันในเสี้ยววินาที
เงาดำทะหึทาบทับลงบนผ้าม่านบังตา เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจรุนแรง ก่อนที่ประตูไม้จะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างของผู้ช่วยหนุ่มที่ทรุดฮวบลงกับพื้นดินในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนโคลนและรอยแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ
ดวงตาเบิกโพ้างของเขาจ้องมองเข้ามาในห้องราวกับเห็นภูตผี ก่อนจะเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาประโยคสุดท้ายก่อนสิ้นสติ
"มัน... มันไม่ได้ถูกฝังอยู่ข้างล่าง... แต่มันกำลังเดินขึ้นมา..."
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 16
คำสารภาพที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!