เสียงคำรามของฟ้าผ่าครั้งล่าสุดไม่ได้สั่นสะเทือนเพียงแค่ชั้นบรรยากาศ แต่ร้าวลึกถึงโสตประสาทของคนทั้งคู่ สายฝนที่กระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งในช่วงหัวค่ำได้แปรสภาพพื้นที่ขุดค้นชั่วคราวให้กลายเป็นทะเลโคลนย่อมๆ แรงลมกรรโชกกระชากเต็นท์สนามจนโครงอลูมิเนียมส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอาร์ดราวกับมันพร้อมจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ
"ถ้าเรายังดึงดันจะเก็บอุปกรณ์ชุดนี้ต่อ คุณคงต้องเตรียมตัวจมน้ำตายเคียงคู่กับศิลาจารึกอารยธรรมที่สูญหายพวกนั้นแล้วล่ะครับ ดร.ศศิธร"
เสียงทุ้มต่ำของภาคินดังฝ่าเสียงพายุโหมกระหน่ำเข้ามา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันแดดที่ตอนนี้ถอดเก็บไว้สะท้อนประกายความกังวลระคนขบขัน เขากำลังใช้มือข้างหนึ่งยื้อเสาเต็นท์หลักที่สั่นคลอนอย่างหนัก ขณะที่อีกมือคว้าแขนเสื้อกาวน์สีขาวของหญิงสาวแล้วดึงเข้ามาประชิดตัวเพื่อหลบเศษผ้าใบที่สะบัดตามแรงลม
ศศิธรขมวดคิ้วมุ่น ความเย็นเฉียบของเม็ดฝนที่สาดส่องเข้ามาทางรอยแยกไม่ได้ทำให้เลือดในกายเธอย็นลงเลย ตรงกันข้าม ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นกะทันหันกลับสร้างความร้อนผ่าวบางอย่างที่เธอพยายามปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เธอสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว แม้ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ศักดิ์ศรีและกรอบระเบียบของนักโบราณคดีมืออาชีพก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้อยู่
"ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่จะปล่อยให้งานเสียหาย ภาคิน... แฟ้มบันทึกข้อมูลภาคสนามชิ้นนั้นสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เปียกน้ำ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เยือกเย็น ทว่าสั่นน้อยๆ ด้วยความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินผิวเนื้อ
"ข้อมูลในแฟ้มดิจิทัลนั่นสำรองเก็บบนคลาวด์ไปตั้งแต่สามชั่วโมงที่แล้วครับ ดอกเตอร์" ภาคินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเหนือกว่า "หรือว่าสิ่งที่คุณห่วงจริงๆ ไม่ใช่กระดาษพวกนั้น แต่เป็นความจริงบางอย่างที่คุณกำลังซ่อนไว้จากผมกันแน่?"
คำพูดนั้นเฉียบคมเสียยิ่งกว่าใบมีดผ่าตัด ศศิธรชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาสีนิลคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม ภายในพื้นที่จำกัดของเต็นท์ที่กำลังจะพังทลาย ความกดอากาศต่ำภายนอกดูเหมือนจะถูกบีบให้เข้ามาอัดแน่นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง กลิ่นอายเฉพาะตัวของดินเปียกฝนผสมกับกลิ่นบุรุษจางๆ ลอยปะปนกับอากาศชื้นแฉะ สร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้
โครม!
เสียงเสาเต็นท์หักโค่นลงมาตัดบทสนทนาอันตึงเครียด แรงลมกระโชกครั้งใหญ่พัดเอาผ้าใบปลิวหายไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอย เผยให้เห็นสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
"ทางนี้!" ภาคินไม่รอช้า เขาคว้ามือของศศิธรไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ แรงดึงจากฝ่ามือที่อบอุ่นและแข็งกระด้างกระชากให้เธอก้าววิ่งฝ่ากระแสน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากเนินเขา ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าเป็นระยะในการนำทาง
ทั้งคู่พุ่งตัวเข้าไปในโพรงถ้ำหินปูนธรรมชาติที่ซ่อนอยู่หลังม่านเถาวัลย์หนาทึบ
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังประสานไปกับเสียงสายฝนที่ซัดกระทบปากถ้ำ ภายในถ้ำแห่งนี้แคบและอับชื้น ทว่าปลอดภัยจากกระแสลมบ้าคลั่งด้านนอก ความมืดสลัวทำให้มองเห็นเค้าโครงของกัน and กันได้เพียงเลือนราง แต่ประสาทสัมผัสด้านอื่นกลับตื่นตัวขึ้นอย่างขีดสุด
ศศิธรทรุดตัวลงพิงผนังหินเย็นเฉียบ เธอพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ขณะที่มือเรียวยกขึ้นปัดหยดน้ำที่เกาะตามใบหน้าและเส้นผมที่เปียกปอน ทว่าความหนาวเย็นกลับทำให้ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ภาคินมองท่าทีนั้นเงียบๆ เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวผ้าแคนวาสเนื้อหนาของตนเองออกอย่างไม่ลังเล แล้วก้าวเข้าไปคลุมไหล่ให้หญิงสาวอย่างแผ่วเบา สัมผัสของปลายนิ้วที่แตะโดนผิวบริเวณลาดไหล่ทำให้ศศิธรสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในความมืด
"ขอบคุณค่ะ... แต่คุณจะหนาวแทน" เสียงของเธอแผ่วเบาลงกว่าเดิม
"ผมทนได้มากกว่าที่คุณคิดครับ ดอกเตอร์" ภาคินทิ้งตัวลงนั่งลงข้างๆ เว้นระยะห่างเพียงคืบเดียว ไหล่ของพวกเขาสัมผัสกันผ่านเนื้อผ้า น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเมื่อเอ่ยต่อ "คุณรู้ใช่ไหมว่าการที่เราหนีมาหลบในถ้ำนี้ มันไม่ได้มีแค่เรื่องพายุ"
ศศิธรหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นฉายแววระแวดระวัง "คุณหมายความว่ายังไง?"
"รอยเท้าที่เราเจอเมื่อเช้า... ไม่ใช่ของทีมสำรวจเรา และไม่ใช่ของชาวบ้านแถบนี้" ภาคินกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงนั้นเบาราวกับกลัวว่าเสียงลมฝนจะกลบความลับที่เขากำลังจะเปิดเผย "มีใครบางคนกำลังตามล่าเรา และพวกมันก็ต้องการ 'กุญแจ' ที่ซ่อนอยู่ในแผนที่แผ่นนั้น เช่นเดียวกับที่คุณตามหาความจริงเรื่องการตายของอาจารย์ของคุณ"
คำว่า 'อาจารย์' พุ่งชนเข้ากลางใจของศศิธรราวกับค้อนเหล็ก ความเจ็บปวดที่เธอพยายามฝังกลบไว้หลายปีถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธและความกลัวปะปนกันอยู่ในอก
"คุณไม่มีสิทธิ์พูดถึงเรื่องนั้น..." เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความเปราะบางที่ถูกกระชากออกมา
"ผมมีสิทธิ์ครับ... เพราะผมไม่อยากเห็นคุณเดินเข้าไปในหลุมพรางเดียวกับที่อาจารย์ของคุณเคยพลาด" ภาคินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มือใหญ่เอื้อมไปสัมผัสมือที่กำแน่นของเธอ ค่อยๆ คลายปลายนิ้วที่จิกเกร็งออกอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านความเย็นเยียบในถ้ำ สร้างความสั่นไหวในจิตใจของหญิงสาวอย่างรุนแรง
ในความมืดที่ถูกคั่นกลางด้วยภัยธรรมชาติ ทั้งสองฝ่ายต่างยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ คนหนึ่งศรัทธาในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อีกคนเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและลางสังหรณ์ แต่ในวินาทีนี้ ระยะห่างระหว่างพวกเขากลับเหลือเพียงแค่ลมหายใจที่รดรินอยู่ใกล้กัน
ก่อนที่ศศิธรจะทันได้เอ่ยคำปฏิเสธหรือดึงมือกลับ ประกายไฟเล็กๆ จากไฟแช็กโลหะก็สว่างวาบขึ้นในความมืด แสงสีส้มสาด
ส่องใบหน้าของภาคินให้เห็นชัดเจนขึ้น ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของทั้งคู่ไม่ใช่ใบหน้าอันคมคายนั้น
แต่มันคือเงาสะท้อนจากแสงไฟ ที่ทาบทับอยู่บนผนังหินลึกเข้าไปในตัวถ้ำ...
รอยสลักโบราณรูป 'ดวงตาอูโรโบรอส' งูกินหาง ที่ไม่ควรจะมีอยู่บนผนังหินธรรมชาตินี้ ปรากฏเด่นชัดขึ้น พร้อมกับรอยเลือดสดๆ หยดใหม่ที่ยังคงเปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นหินเบื้องล่าง และเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ปากถ้ำทีละน้อย... ทีละน้อย...
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 15
ค่ำคืนพายุคะนอง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!