“วางอาวุธลง... หรือจะให้ผมเป็นคนจัดการเอง?”
เสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าดังก้องสะท้อนไปตามผนังศิลาแลงที่ชื้นแฉะ กลิ่นอับชื้นของรากไม้และกลิ่นสาบของดินโบราณผสมปนเปกับกลิ่นดินปืนจางๆ ศศิธรยืนนิ่ง แผ่นหลังของเธอสัมผัสกับผนังเย็นเฉียบ มือที่ถือไฟฉายสั่นไหวเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ขณะที่ภาคินขยับตัวไปบังหน้าเธอไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกริบของเขาวัดระยะห่างจากชายปริศนาที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ชายคนนั้นสวมชุดเดินป่าสีเข้มสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ดวงตาที่จ้องมองมานั้นเย็นชาและไร้ซึ่งความปรานี—มันคือแววตาของนักล่าที่ไม่เคยพลาดเป้า
“นายเป็นใคร?” ภาคินถาม น้ำเสียงเขานิ่งสนิท ต่างจากจังหวะหัวใจที่เต้นรัวอยู่ภายใน “และคิดว่าปืนกระบอกนั้นจะหยุดพวกเราได้จริงๆ เหรอ ในที่ที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึงแบบนี้?”
ชายคนนั้นไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้ม—รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะเบนสายตาไปทางด้านหลังของทั้งสอง ซึ่งมีร่างของผู้ช่วยหนุ่มที่ถูกทิ้งให้นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดิน
“เขาไม่ได้บอกคุณเหรอครับ ดร.ศศิธร?” ชายปริศนาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก “ว่าความรู้ทางโบราณคดีที่อาจารย์ของคุณแลกมาด้วยชีวิตนั้น... มันมีเจ้าของที่แท้จริงอยู่แล้ว และเราไม่ใช่แค่คนขุดค้นธรรมดา”
ศศิธรขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำอันเจ็บปวดเกี่ยวกับอาจารย์ที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงใจ เธอพยายามควบคุมลมหายใจ พยายามเค้นสมองหาหนทางออกจากสถานการณ์วิกฤตนี้ “ถ้าพวกคุณต้องการแค่สมบัติ ก็เอาไปสิ ทำไมต้องฆ่าแกงกัน?”
“สมบัติ?” ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “คุณมองเห็นแค่ทองคำและอัญมณี แต่สิ่งที่อยู่ในหีบใบนั้นคือ ‘กุญแจ’ ที่จะเปลี่ยนระเบียบโลก และองค์กรเงา... ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องมันเด็ดขาด”
ในจังหวะที่ชายปริศนากำลังก้าวเข้ามา ร่างที่นอนอยู่กับพื้นของผู้ช่วยหนุ่มก็ขยับตัวอย่างรุนแรง เขาพยายามคว้าข้อเท้าของชายปริศนาไว้ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ศศิธรและภาคินสบตากันเพียงเสี้ยววินาที—นั่นคือสัญญาณ
“ศศิ! ถอยไป!” ภาคินตะโกนพร้อมกับกระโจนเข้าหาชายปริศนาในขณะที่อีกฝ่ายเสียจังหวะ ศศิธรไม่รอช้า เธอพุ่งตัวไปที่ร่างของผู้ช่วยหนุ่ม ประคองศีรษะของเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“อดทนไว้นะ!” เธอร้องเรียก
ผู้ช่วยหนุ่มไอออกมาเป็นเลือด สายตาพร่ามัวมองตรงมาที่ศศิธร มือที่เย็นเฉียบคว้าปกเสื้อของเธอไว้แน่น ก่อนจะกระซิบคำพูดที่ทำให้โลกของเธอหยุดหมุน “อย่า... เชื่อใจ... ภาคิน... เขา... เขาคือสายลับของ...”
เสียงของเขาขาดหายไปพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ร่างกายที่เคยเกร็งค้างอ่อนปวกเปียกไปทันที ศศิธรช็อกค้าง มือที่ประคองร่างนั้นสั่นสะท้าน เธอหันกลับไปมองภาคินที่เพิ่งจัดการผลักศัตรูถอยไปได้สำเร็จ ชายปริศนาคนนั้นอาศัยจังหวะชุลมุนถอยกลับเข้าไปในความมืดพร้อมกับทิ้งรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเลศนัยไว้ให้ดูต่างหน้า
ภาคินเดินกลับมาหาศศิธร ลมหายใจของเขาหอบถี่ แววตาของเขาดูเปลี่ยนไปเมื่อมองเห็นศศิธรจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
“เขาพูดว่าอะไร?” ภาคินถาม เสียงของเขาดูจริงจังและคาดคั้น “ศศิ บอกผมมา เขาพูดว่าอะไรก่อนตาย?”
ศศิธรยืนขึ้นช้าๆ ความสงสัยที่เธอเคยพยายามปัดทิ้งตลอดเส้นทางเริ่มก่อตัวเป็นก้อนหนาแน่นในอก เธอเห็นเศษเสี้ยวของความกังวลในแววตาของภาคิน หรือนั่นเป็นเพียงการแสดง? คำเตือนของผู้ช่วยหนุ่มยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธออย่างไม่หยุดหย่อน—*อย่าเชื่อใจภาคิน*
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามซ่อนความสั่นคลอนไว้ภายใต้ท่าทีที่เย็นชา “เขาแค่บอกว่า... อย่าไปจากที่นี่”
ภาคินจ้องมองเธอเนิ่นนานราวกับจะอ่านใจ ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินเบาๆ เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นออกจากไหล่ ก่อนจะยื่นมือมาหาเธอ “เราต้องรีบไปกันแล้ว ก่อนที่พรรคพวกของมันจะตามมาสมทบ คุณไหวไหม?”
ศศิธรมองมือของภาคิน—มือที่คอยปกป้องเธอมาตลอดทาง มือที่เธอเคยไว้วางใจให้ฝากชีวิตไว้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก หากเขาคือสายลับขององค์กรนั้นจริงๆ การที่เธอเลือกเดินต่อกับเขาหมายความว่าเธอกำลังก้าวลงไปในหลุมพรางที่ลึกกว่าเดิม
เธอยื่นมือไปจับมือเขา สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป แต่ในวินาทีที่นิ้วของทั้งสองสัมผัสกัน ศศิธรก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ติดอยู่ที่ข้อมือของภาคิน ภายใต้แสงไฟฉายที่สาดส่องไปกระทบ มันคือตราสัญลักษณ์โลหะขนาดเล็กที่ฝังอยู่ใต้รอยสักรูปงูที่ข้อมือของเขา—สัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ‘องค์กรเงา’
หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เธอรีบปล่อยมือและถอยห่างออกมาโดยอัตโนมัติ
“มีอะไรหรือเปล่า?” ภาคินถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบเย็นชาผิดปกติ
ในขณะที่ศศิธรยังไม่ทันได้หาคำตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบคนก็ดังก้องมาจากอุโมงค์เบื้องหน้า เสียงฝีเท้าที่ประสานกันอย่างเป็นจังหวะเหมือนกับกองทัพทหารที่กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้ทุกขณะ
ภาคินหันไปมองต้นเสียง แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับหันมายิ้มให้ศศิธร—รอยยิ้มที่เยือกเย็นเสียจนทำให้บรรยากาศรอบข้างกลายเป็นน้ำแข็ง
“ดูเหมือนเวลาเล่นบทคนดีของเราจะจบลงแล้วนะ ดร.ศศิธร” ภาคินพูดขึ้นพร้อมกับชักปืนพกกระบอกเล็กที่ซ่อนอยู่ออกมาจ่อไปที่ความมืดเบื้องหน้า แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา ปากกระบอกปืนนั้นกลับหันกลับมาทางศศิธรอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ... ถึงเวลาส่งมอบของที่เธอเก็บไว้ให้ผมได้แล้ว”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดและซับซ้อนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับครับ
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 21
เงื่อนงำที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!